“Gold Fund” ปีนี้ ทรงตัวตาม “ทองโลก” ติดลบเฉลี่ย -0.72%... ส่วน “Silver Fund” บวกเล็กน้อยเฉลี่ย +2.03% เป้า “ทองคำ” ปีนี้ 4,600 – 6,300 ดอลล์ ส่วน “Silver” 70 – 85 ดอลล์ !!!

สาระ Fund วันละนิด: รู้หรือไม่?...ปีนี้ทองคำ” (Gold) ติดลบเล็กน้อย -0.06% เช่นเดียวกับน้องเล็ก “เงิน” (Silver) ที่ดิ่งกว่า -12% จนราคามาเคลื่อนไหวอยู่ที่บริเวณ 4,322 ดอลลาร์ และ 63.81 ดอลลาร์ ตามลำดับ (ที่มา: tradingview.com, วันที่ 14 ส.ค. 26)


เล่นเอานักลงทุนหนาวไปตามๆ กัน เพราะราคา “ดิ่งหนัก” หลังทั้ง 2 สินทรัพย์เพิ่งพุ่งทะยานไปทำ “จุดสูงสุดใหม่” ในช่วงต้นปี (วันที่ 28 ม.ค. 26) ที่ผ่านมา โดย “ทองคำ” ขึ้นไปสูงสุดกว่า 5,500 ดอลลาร์ ส่วน “เงิน” ก็ไม่น้อยหน้าพุ่งไปที่ระดับ 116 ดอลลาร์


ทำภาพรวมผลตอบแทน “กองทุนทองคำ” (Gold Fund) ปีนี้ติดลบเฉลี่ย -0.72% ในขณะที่ “กองทุนเงิน” (Silver Fund) บวกเล็กน้อยเฉลี่ย +2.03%


อย่างไรก็ตามทั้ง “ทองคำ” และ Silver” เอง ตลาดยังมีมุมมองเชิงบวกมองเป็น “การปรับฐาน” ยังไม่จบรอบแต่ประการใด


สำหรับ 5 “Gold Fund และ Silver Fund” ที่มีผลงานปีนี้ “ดีสุด-แย่สุด” เป็นกองทุนอะไรบ้างนั้น ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ สรุปมาให้แล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย


5 “Gold Fund” ปีนี้ผลงาน “สุดปัง” โชว์ผลตอบแทนเฉลี่ย +5.04%...“UOBSG-N” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด +5.82%

จากการสำรวจผลงานของกองทุน Gold Fund ปีนี้ (ณ วันที่ 10 ส.ค. 26) พบว่า มีกองทุนทั้งหมด 50 กอง เน้นลงทุนใน “ทองคำแท่ง” ผ่านกองทุนหลักในต่างประเทศเป็นหลัก ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย -0.72% (ดีสุด +5.82%, แย่สุด -4.35%) โดยมีกองทุน 13 กอง คิดเป็น 26% ที่ผลตอบแทนเป็น “บวก” ส่วนใหญ่ที่เหลือ 37 กอง คิดเป็น 74% ผลตอบแทนยังคง “ติดลบ” อยู่


สำหรับ Gold Fund ที่มีผลงานดีสุดปีนี้ 5 อันดับแรก (ไม่นับชนิดหน่วยลงทุนของกองทุนเดียวกัน) นั้น ทำผลตอบแทนได้เฉลี่ย +5.04% นำมาโดย

1) “UOBSG-Nของบลจ.ยูโอบี +5.82%

2) “SCBGOLDE” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ +5.20%

3) “ES-GOLD” ของบลจ.อีสท์สปริง +5.01%

4) “BGOLD” ของบลจ.บัวหลวง +4.70%

5) “ES-GOLDRMF-UH” ของบลจ.อีสท์สปริง +4.48%



ส่วน 5 “Gold Fund” ที่มีผลงานท้ายตารางนั้น ทำผลตอบแทนติดลบเฉลี่ย -3.91% ประกอบด้วย

1) “KFGOLDRMFของบลจ.กรุงศรี -35%

2) “PRINCIPAL iGOLD-X” ของบลจ.พรินซิเพิล -16%

3) “K-GOLD-C(A)” ของบลจ.กสิกรไทย -95%

4) “UOBSG – H” ของบลจ.ยูโอบี -57%

5) “SCBGOLDHP” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ -50%


3 “Silver Fund” ปีนี้ “เขียวยกแผง” ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย +2.03%...“A-SLVP” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด +2.74%

ส่วน 3 “Silver Fund” ปีนี้ “เขียวยกแผง” ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย +2.03% เป็นกองทุนที่ลงทุนใน “หุ้นเหมืองเงิน” ทั้งหมด ไม่ใช่ลงทุนใน “Silver” ตรงๆ แต่ประการใด นำมาโดย


1) “A-SLVPของบลจ.แอสเซท พลัส +2.74%

2) “MSILVER” ของบลจ.เอ็มเอฟซี +2.02%

3) “DAOL-SILVER” ของบลจ.ดาโอ +1.33%

4) “TSILVER” ของบลจ.ทิสโก้ N/A


ตลาดยังมองบวก “
Gold-Silver” มี Upside ทั้งคู่...ให้เป้า “ทองคำ” สิ้นปี26 ที่ 4,600 – 6,300 ดอลล์ ส่วน “Silver” ที่ 70 – 85 ดอลล์

การปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงของ “Gold และ “Silver ในช่วงที่ผ่านมาหลังทำ “จุดสูงสุด” ช่วงต้นปี26 นั้น เกิดจากปัจจัยกดดันระดับมหภาค เทคนิคการเมืองการเงินในตลาดอนุพันธ์ และแรงเทขายจากความผันผวน สาเหตุหลักได้ดังนี้


1.การเปลี่ยนผ่านทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐ หลังเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่งเกินคาด ทำให้คาดว่า “ธ.กลางสหรัฐ” (Fed) อาจคงดอกเบี้ยไว้สูงและนานขึ้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasury Yields) และดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว กดดันราคาสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ยตอบแทนอย่าง Gold” และ Silver” โดยตรง


2. “วิกฤตสภาพคล่อง” และ “Margin Call” ในตลาดฟิวเจอร์ส (De-leveraging Shock) การเพิ่มเกณฑ์หลักประกัน (Margin Hikes) สำหรับสัญญาฟิวเจอร์ส “การบังคับขายล้างพอร์ต” (Forced Liquidations) นักเก็งกำไรในฝั่ง Long ที่ใช้ Leverage สูงไม่สามารถวางเงินประกันเพิ่มได้ทัน ทำให้เกิดคลื่นการถูกบังคับขาย (Stop-loss & Margin Calls) เป็นทอดๆ กระทบ “Silver” หนักเป็นพิเศษ เนื่องจากตลาด Silver” มีขนาดเล็กกว่า “Gold” มาก เมื่อเกิด Margin Call ร่วมกับสภาพคล่องที่ลดลง สัญญาณการเทขายจึงทวีความรุนแรงทำให้ราคา Silver” ร่วงลงหนักกว่า “Gold” ในวันเดียว


“อย่างไรก็ตาม ทั้ง ‘Gold’ และ ‘Silver’ ยังคงน่าสนใจ จากระดับราคาปัจจุบัน โดย ‘Gold’ เองนั้นยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการเข้าซื้อต่อเนื่องของ ธ.กลางทั่วโลก ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาตร์ โดยสถาบันการเงินโลกมองราคาทองสิ้นปี26 ไว้ตั้งแต่ 4,600 – 6,300 ดอลลาร์/ทรอยซ์ออนซ์ มี Upside 5 – 44% จากระดับปัจจุบัน ส่วน ‘Silver’ เองนั้น ภาวะอุปทานขาดแคลนเชิงโครงสร้างและความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตต่างๆ โดยเฉพาะ โซลาร์เซลล์, รถยนต์ EV และฮาร์ดแวร์ระบบ AI/Electronics ซึ่งอุปทานการทำเหมืองไม่ทันต่อความต้องการใช้จริงยังเป็นปัจจัยหนุนราคา ‘Silver’ ที่สำคัญ โดยสถาบันการเงินโลกมองราคาสิ้นปีไว้ที่ 70 – 85 ดอลลาร์ มี Upside ประมาณ 8 – 31% จากปัจจุบัน”


สำหรับใครที่มองหาโอกาสกระจายลงทุนเพื่อเสริมแกร่งให้พอร์ต “Gold Fund” ยังเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี ส่วน “Silver Fund” นั้นเหมาะกับนักลงทุนที่รับความผันผวนได้สูงและมีมุมมองเชิงบวกต่อพื้นฐานของ “Silver” เพราะกองทุนที่มีลงทุนใน “หุ้นเหมืองเงิน” จะได้รับประโยชน์จากแนวโน้มราคาที่เป็นขาขึ้นในอนาคต ที่สำคัญหาก “Fed” ลดดอกเบี้ยในอนาคตจะส่งผลบวกต่อทั้ง 2 สินทรัพย์ด้วยเช่นกัน


ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจในลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’

Most Viewed
Where to put your money
“การบริหารเงินสด”...หัวใจสำคัญของการบริหารธุรกิจ “อย่างยั่งยืน” !!!
เมื่อ 9 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
AOT โชว์กำไร Q3/69 ทะยานแตะ 4.4 พันล้าน บุ๊กกลับหนี้สูญดันผลงานพุ่ง กางกลยุทธ์ยกระดับสู่ฮับการบิ
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fund Move
SUPEREIF จ่ายปันผลครั้งที่ 25 ในอัตรา 0.26500 บาทต่อหน่วย กำหนดจ่ายวันที่ 10 กันยายน 2569 นี้
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
TMAN กางแผนปี 69-71 ลุย 4 กลยุทธ์เกาะตลาดยา ชู S-Curve กลุ่ม Longevity - ESG ครึ่งปีแรกฟันกำไร 212 ลบ. ปันผล 0.24 บ.
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Wealth EZ
รู้จัก ILB ตราสารหนี้เกราะป้องกันเงินเฟ้อ ทางเลือกพักเงินยุคค่าครองชีพพุ่ง ที่นักลงทุนต้องรู้
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us