SCM กำลังแตกไลน์จาก “ขายตรง” สู่ “ลิสซิ่ง” กางความฝันดันรายได้ 5,000 ล้านบาท

ในตลาดหุ้นไทยมีบริษัทจดทะเบียนอยู่ไม่น้อย และหลากหลายในแต่ละธุรกิจที่แตกต่างกันออกไป แต่นักลงทุนรู้หรือไม่ ในตลาดหุ้นบ้านเรายังผู้ดำเนินธุรกิจจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในรูปแบบเครือข่าย หรือ Multi-level Marketing (MLM) ที่ถือว่าเป็นหนึ่งเดียวในตลาดหุ้นไทยอีกด้วย อย่างบริษัท ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCM


หากย้อนกลับไปช่วง SCM เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2563 ในราคาไอพีโอหุ้นละ 1.90 บาท โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นพี่เลี้ยงในการเข้าเทรด ซึ่งนับจากช่วงของการเข้ามายังตลาดหุ้น ตัวเลขกำไรสุทธิอยู่ในระดับที่โดดเด่น โดยปี 2563 อยู่ที่ 64.02 ล้านบาท หลังจากนั้นก็โตแบบก้าวกระโดดในปี 2564 มาอยู่ที่ 217.61 ล้านบาท


ในปี 2564 ถือเป็นการทำผลการดำเนินงานที่เติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (New High) นับตั้งแต่ที่มีการก่อตั้งบริษัทฯ มาจากยอดขายทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการทำกลยุทธ์ทางการตลาดที่เน้นกลุ่มผู้บริโภครายใหม่ที่ใส่ใจในการดูแลสุขภาพ และกลุ่มลูกค้าเกษตรกรที่ต้องการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงได้จัดกิจกรรมทางการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภครับรู้ถึงแบรนด์มากขึ้น


อย่างที่กล่าวไปในตอนต้น SCM คือ ผู้ดำเนินธุรกิจจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในรูปแบบเครือข่าย หรือ Multi-level Marketing (MLM) แต่ตอนนี้กำลังจะสร้างการเติบโตครั้งใหม่ ด้วยการแตกไลน์แตกไลน์ธุรกิจสู่ “ธุรกิจลิสซิ่ง” ภายใต้ชื่อ “บริษัท จัดให้ ลิสซิ่ง จำกัด” ดำเนินธุรกิจการให้บริการสินเชื่อประเภทเช่าซื้อ จำนำทะเบียนรถ จำนองที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นสู่การเป็นบริษัทชั้นนำ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลประกอบการของบริษัท ในระยะยาว พร้อมทั้งยกระดับฐานะการเงินของบริษัทอีกด้วย


แม่ทัพใหญ่ SCM อย่าง “นพกฤษฏิ์ นิธิเลิศวิจิตร” ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้เปิดใจกับเราว่า ธุรกิจลิสซิ่ง คาดว่าจะเริ่มให้บริการภายในไตรมาส 3/2565 นี้ โดยมีแผนเจาะฐานลูกค้าสมาชิกของ SCM ซึ่งจะสามารถต่อยอดธุรกิจได้มากขึ้น เนื่องจากมองว่า ธุรกิจลิสซิ่ง สามารถรองรับความต้องการของกลุ่มสมาชิก MLM ที่มีอยู่กว่าในปัจจุบัน 1.6 แสนรายได้เป็นอย่างดี


สำหรับสาเหตุที่ขยายไปสู่ธุรกิจลิสซิ่ง เนื่องจาก บริษัทเล็งเห็นพฤติกรรมของฐานสมาชิกบริษัทที่มีอยู่ 1.6 แสนรายที่ยังมีความต้องการเกี่ยวกับยานพาหนะ ที่ไปใช้บริการกับไฟแนนซ์อื่นๆ จึงประเมินว่า ถ้าหากสร้างบริการ เพื่อรองรับการให้บริการสมาชิกของบริษัท พร้อมกับเมื่อระบบมีความแข็งแรง ก็การขยายฐานสู่ประชาชนอื่นๆ ในวงกว้างอีกด้วย จึงมองน่าจะเป็นโอกาสที่ทำให้ธุรกิจมีการเติบโต ประกอบกับบริษัทมี DATA ที่รู้พฤติกรรมของสมาชิก จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายสู่ธุรกิจนี้ด้วย


โดยในปี 2565 วางเป้าปล่อยสินเชื่อประมาณ 100 ล้านบาท คาดให้อัตรากำไรสุทธิระดับ 20% ซึ่งแผนงานนั้นบริษัทจะให้บริการทั้งจักรยานยนต์ และรถยนต์ บนพื้นที่สาขาที่มีอยู่ของบริษัทที่มีอยู่ 22 สาขา โดยจะมีการโปรโมทแบรนด์ เจาะช่องทางโซเชียลมีเดีย รวมทั้งการเป็นพันธมิตรกับเต้นท์รถมือสอง ซึ่งบริษัทจะเน้นปล่อยรถมือสอง ประกอบกับการแนะนำของฐานสมาชิก ที่บริษัทจะมีค่าแนะนำให้อีกด้วย


สำหรับการบริหารความเสี่ยงในธุรกิจนี้ หลักๆ คือ การเลือกลูกค้าให้ถูกตั้งแต่ต้นด้วยระบบการพิจารณา และเทคโนโลยีจะต้องมีความแม่นยำ รวมทั้งระบบการบริหารจัดการต้องไม่มีช่องว่างของการทุจริตของการให้สินเชื่อ ซึ่งต้องควบคุมระบบอย่างใกล้ชิด ขณะที่ประเด็นการบริการจัดการเมื่อเกิดกับกลุ่มลูกค้าที่มีสัญญาณไม่ดี จะต้องมีระบบที่สามารถดูแลเพื่อรีบเคลียร์ปัญหาตั้งแต่ต้น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์กลับมาอยู่ในเกณฑ์ดี


สำหรับธุรกิจเดิมอย่างธุรกิจจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในรูปแบบเครือข่ายนั้น ในอุตสาหกรรมนี้มียอดธุรกิจต่อปีประมาณ 7 หมื่นล้านบาท มีอัตราการเติบโตต่อปีเฉลี่ยราว 2-5% ซึ่งมีผู้เล่นหลักๆ ที่มียอดธุรกิจตั้งแต่ 1 พันล้านบาทขึ้นไปมีอยู่ 5 ราย โดย SCM ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย


ทั้งนี้แบรนด์ของ SCM นอกจากจะทำการตลาดในประเทศไทยแล้ว ยังมีในต่างประเทศอีกด้วย อย่าง เมียนมาร์ สปป.ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเชีย และสิงคโปร์ โดยถือว่าเป็นประเทศที่ดำเนินธุรกิจในลักษณะที่เป็นดีลเลอร์ของบริษัท โดยการใช้แบรนด์ และโมเดล ใช้สินค้าที่เหมาะกับประเทศนั้นนั้น ๆ นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนขยายไปยังประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดีลในเรื่องของดีลเลอร์ และโมเดลธุรกิจ คาดเห็นความชัดเจนช่วงเดือน ก.ค.นี้


ขณะที่สินค้าที่บริษัทจำหน่ายจะมีอยู่ 6 กลุ่ม คือ 1.อาหารเสริม 2.ของใช้ในบ้าน 3.ของใช้ส่วนตัว 4.คอสเมติก 5.ผลผลิตทางการเกษตร  และ6.เทคโนโลยี โดยโครงสร้างรายได้หลักจะมาจาก อาหารเสริม 55-60% ตามด้วยกลุ่มผลผลิตทางการเกษตร  25% และส่วนที่เหลือก็มาจากกลุ่มสินค้าดังกล่าวที่นอกเหนือจากนี้


โดยแต่ละปีวางเป้าการเติบโตจากฐานสมาชิก ซึ่งปัจจุบันมีฐานสมาชิกในประเทศไทย 1.2 แสนราย และต่างประเทศ 4.5 หมื่นราย ซึ่งวิธีการทำธุรกิจก็จะมี KPI ปลายทาง คือยอดธุรกิจ และ KPI รากฐาน คือฐานสมาชิก ตามด้วยยอดที่เข้าซื้อแต่ละเดือนแต่ละรายการ และการแอคทีฟของสมาชิกที่ 13-15%ต่อเดือน


ทั้งนี้ในปี 2565 วางเป้าจะมีรายได้เติบโต 20% จากปีก่อน พร้อมเดินหน้าขยายฐานสมาชิกเพิ่มอีก 5 หมื่นราย รวมทั้งวางเป้าการแอคทีฟของฐานสมาชิกที่ระดับ 15% โดยการเพิ่มฐานสมาชิกด้วยการสร้างแบรนด์ให้ขยายวงกว้าง ซึ่งแบรนด์ของบริษัทได้รับการยอมรับทั้งการเป็นแบรนด์แห่งความมั่นคงในอุตสาหกรรม รวมทั้งเป็นธุรกิจที่มีความโปร่งใส หลังจากนั้นก็สร้างความเป็นแบรนด์ที่น่าเข้าร่วม และมีสินค้าที่หลากหลาย และคุณภาพดี เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า


สำหรับปัจจุบันบริษัทมีกำลังผลิตของโรงงานที่ระดับ 200,000 เม็ดต่อวัน และแบบแผงประมาณ 10,000 แผงต่อวัน โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ระดับ 30% ซึ่งในปี 2565 มีแผนขยายไปสู่ OEM ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าเข้ามาแล้ว 3 ราย คาดว่าทั้งปี 2565 จะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการประมาณ 5 ราย และมียอดการผลิตประมาณ 10 ล้านบาท ให้อัตรากำไรสุทธิประมาณ 35%ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมีสินค้าประมาณ 70 SKU


“เวลาออกสินค้าเรามีความเข้าใจระหว่างคุณค่าของสินค้า และประโยชน์ที่จะไปช่วยลูกค้า โดยจุดเด่นของสินค้า คือ การพัฒนาสินค้าที่ลูกค้าประทับใจ พูดง่ายๆ คือไม่ใช่แบบตีหัวเข้าบ้าน และเป็นสินค้าที่ทำให้ชีวิตของผู้บริโภคดีขึ้น พร้อมมุ่งเน้นคุณภาพของสินค้า ขณะที่ในแต่ละปีเราวางงบ R&Dประมาณ 5 ล้านบาท และวางเป้าออกสินค้าใหม่ 3-5 รายการ”นายนพกฤษฏิ์ กล่าว


ดังนั้นเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ทำให้บริษัทวางเป้าหมายในปี 2568 จะมีรายได้รวมกว่า 5,000 ล้านบาท แบ่งเป็นธุรกิจหลักประมาณ 3,000 ล้านบาท โดยจะรักษาอัตรากำไรสุทธิไว้ที่ระดับ 12% และธุรกิจลิสซิ่ง วางเป้าหมายรายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาท  โดยจะรักษาอัตรากำไรสุทธิไว้ที่ระดับ  20% หากเป็นไปตามแผนก็จะสามารถสร้างการเติบให้กับ SCM อย่างแข็งแกร่งในอนาคต


“สิ่งที่จะทำให้ถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ คือ แบรนด์ ธุรกิจลิสซิ่ง จะต้องแข็งแรง โดยดีลเลอร์กลุ่มแรกที่เราจะเข้าไปสร้างคอนเนคชั่นได้ก็คือ ดีลเลอร์ที่มี Pain Point บางอย่าง จากระบบของการดีลกับลิสซิ่งเดิม โดยเราจะดึงมาเป็นพันธมิตรได้ เมื่อเราไปกับเขาอย่างตรงไปตรงมา เมื่อเราสร้างตรงนี้เกิดขึ้น ก็จะเพิ่มเติมด้วยกลุ่มนักธุรกิจเรา ให้สื่อสารเชิงรุกให้กับกลุ่มคน โดยดีลเลอร์ที่จะทำให้เราไปสู่เป้าหมายรายได้ดังกล่าว อย่างต่ำต้องมี 100 ราย ซึ่งเรามองว่าตลาดรถมือสองยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง ตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น”


“นพกฤษฏิ์” ฝากบอกนักลงทุนอีกว่า ยังมั่นใจว่า SCM ยังเป็นบริษัทที่จะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก ทีมบริหาร มี Growth Mindset และกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนสู่การเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งบริษัทเป็นแบรนด์ที่ AEC ให้การยอมรับ ทำให้มีการติดต่อเป็นดีลเลอร์ จึงมีโอกาสในการส่งออกต่อเนื่อง




This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”

Most Viewed
Stock of the Day
ก.ล.ต. เร่งตรวจสอบ ปม "สุภาพร พิมพงษ์" หลังพบพิรุธส่อแวว “ข้อมูลไม่ตรงปก” ชี้หากข้อมูลเท็จ พร้อมเอาผิดตามกฎหมาย
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fun of Funds
ครึ่งแรกปี26 “ต่างชาติ” ซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย 3 หมื่นลบ. ส่วนครึ่งหลังปีนี้มี “หุ้นกู้” ครบอายุกว่า 4.2 แสนลบ. ส่วนใหญ่ 90% เป็น “Investment Grade” !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
ก.ล.ต. นั่งไม่ติด! แจงปม “สุภาพร พิมพ์พงษ์” ชี้ถอนรายงานหลังพบเป็นธุรกรรมทิพย์ จ่อดำเนินคดีหากพบเจตนาส่งข้อมูลเท็จ
เมื่อ 14 ชั่วโมงที่แล้ว
Video
“ONE-SINGEQ” โอกาสลงทุน "หุ้นสิงคโปร์"...รับ “การปฏิรูปตลาดทุน” ครั้งใหญ่ !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
KCE พ้นวัฏจักรขาลง Q3/69 จุดเริ่มต้นกำไรฟื้น ปรับราคาขาย-เพิ่ม HDI PCB หนุน โบรกฯ อัปเป้า 47 บ. แนะ “ซื้อเก็งกำไร”
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us