VGI – PLANB ปลดล็อกการเติบโต ผลงานฟื้น รับดีมานด์สื่อนอกบ้านพุ่ง
อุตสาหกรรมสื่อนอกบ้านเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ Covid-19 อย่างมาก เพราะการระบาดที่รุนแรงทำให้เกิดการล็อกดาวน์ ผู้คนไม่สามารถออกมาใช้ชีวิตภายนอกได้ ทำให้ผู้ประกอบการและธุรกิจต่างๆ ปรับลดงบโฆษณาในส่วนนี้ลง ซึ่งกระทบกับรายได้ของบริษัทผู้ครอบครองพื้นที่สื่อโดยตรง แต่ปัจจุบันสถานการณ์ Covid-19 ปรับตัวดีขึ้น ผู้คนสามารถออกมาใช้ชีวิตนอกบ้าน ไปทำงาน ไปเรียนหนังสือ หรือท่องเที่ยวได้ตามปกติ ทำให้ความต้องการใช้สื่อนอกบ้านและเม็ดเงินโฆษณาส่วนนี้เพิ่มมากขึ้น
แต่จะส่งผลดีต่อบริษัทสื่อมากแค่ไหนนั้น วันนี้ Wealthy Thai มีแนวโน้มการเติบโตในปี 2565 และมุมมองจากนักวิเคราะห์ที่มีต่อหุ้นสื่นอกบ้านอย่าง VGI และ PLANB มาฝาก
VGI มั่นใจปีนี้ผลงานฟื้น
สำหรับ VGI หรือ บริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) นางจิตเกษม หมู่มิ่ง ผู้อำนวยการใหญ่สายการเงิน กล่าวในงาน Opportunity Day ว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 65/66 (เดือนเม.ย. 65 - มี.ค. 66) ไว้ราว 6,500-7,000 ล้านบาท จากการเติบโตของทุกกลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจสื่อนอกบ้าน (OOH) ที่ประเมินแนวโน้มรายได้จากการโฆษณาจะกลับมาถึง 80% ของช่วงก่อนเกิด Covid-19 โดยคาดว่าผู้โดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอสจะอยู่ที่ประมาณ 500,000 คนต่อวัน จาก 230,000 คนต่อวัน หลังสถานการณ์การระบาดคลี่คลาย ภาคเรียนกลับมาเปิดตามปกติ และราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น ทำให้คนกลับมาใช้บริการรถไฟฟ้ามากขึ้น ส่งผลให้ Occupancy rate ในปี 65/66 จะปรับขึ้นมาอยู่ที่ 50-55% จากปีก่อนอยู่ที่ 38%
สำหรับธุรกิจบริการด้านดิจิทัล คาดจะเติบโตจากรายได้ค่าธรรมเนียมและการจำหน่ายประกันของ Rabbit Care รวมถึงการบันทึกรายได้จากการปล่อยสินเชื่อของ Rabbit Cash นอกจากนี้ บริษัทยังมีการรับรู้รายได้จาก บริษัท Fanslink Communication Company Limited หรือ Fanslink เข้ามาเต็มปีอีกด้วย ช่วยหนุนให้ผลประกอบการเติบโตตามเป้าหมาย ทั้งนี้ บริษัทคาดว่า EBITDA Margin ในปี 65/66 จะมากกว่า 20% และมีอัตรากำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 10%
“บริษัทคาดแนวโน้มรายได้จากสื่อนอกบ้านในปี 65/66 จะเติบโตประมาณ 40-50% หรือราว 2,000-2,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตสูงกว่าอุตสาหกรรมที่อยู่ที่ 14%”
ขณะที่งบลงทุนในปี 65/66 บริษัทวางไว้ 700 ล้านบาท โดยงบ 500 ล้านบาท จะใช้ในการขยายโฆษณาไปยังสถานีรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสายสีชมพูที่คาดจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2566 ส่วนที่เหลืออีก 200 ล้านบาท จะใช้ในการพัฒนาระบบต่างๆ เพื่อรองรับการดำเนินงานของ Rabbit Care และ Rabbit Cash
ทั้งนี้ เงินที่ได้จากการเพิ่มทุนจำนวน 12,917 ล้านบาท บริษัทใช้ชำระหนี้คืนมูลค่ากว่า 8,200 ล้านบาท ในเดือนเม.ย. 65 เรียบร้อยแล้ว ส่วนที่เหลือราว 5,000 ล้านบาท บริษัทจะใช้สำหรับซื้อหุ้น PP ของบริษัท เนชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็ดดู เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NINE
ยังมีอัพไซด์จากรถไฟฟ้าสายสีเหลือง-ชมพู
นักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า คงคำแนะนำ “ซื้อ” ในระยะยาวยังคงมองเป็นบวกจากรายได้ที่จะเติบโตตามการขยายเส้นทางรถไฟฟ้าทั้งสายสีเหลืองและชมพู รวมถึงเส้นทางที่ BTS มีแผนจะเข้าร่วมประมูลซึ่งฝ่ายวิเคราะห์ยังไม่รวมในประมาณการ ดังนั้นจึงประเมินมูลค่าพื้นฐานที่ 6.70 บาท โดยรวมมูลค่าของธุรกิจ VGI ที่ 3.80 บาทต่อหุ้น บริษัท ร่วมตามสัดส่วนการลงทุน PLANB ที่ 0.63 บาทต่อหุ้น MACO ที่ 0.12 บาทต่อหุ้น KEX ที่ 0.98 บาทต่อหุ้น FANSLINK ที่ 0.04 บาทต่อหุ้น และ JMART ที่ 1.11 บาทต่อหุ้น
PLANB มาร์เก็ตแชร์สื่อนอกบ้านสูงสุด
ส่วน PLANB หรือ บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) นักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า คาดผลประกอบการจะกลับมาฟื้นตัวโดดเด่นในปี 2565 คาดพลิกกลับมามีกำไรที่ 881 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก 1.อุตสาหกรรมสื่อโฆษณานอกบ้านที่คาดฟื้นตัวจากสถานการณ์ Covid-19 ที่คลี่คลาย และผู้ประกอบการกลับมาใช้งบมากขึ้น, 2. ผลบวกเต็มปีจากธุรกิจสื่อป้ายโฆษณาใน 7-11 ที่ติดตั้ง 2,000 สาขาในปี 2564 และมีแผนจะติดตั้งเพิ่มอีก 1,000 สาขาในปี 2565, 3. บริษัทมีการเพิ่มคอนเทนท์ผ่านจอ LED มากขึ้น เช่น การลุ้นผลสลากกินแบ่ง และการอัพเดทดวงชะตาราศี เป็นต้น, 4. ธุรกิจเกมส์ บริษัทยังมีแผนเปิดตัวเกมใหม่ในปีนี้ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบให้เสถียร, 5. ธุรกิจของบริษัทลูก iAM ด้าน Idol Management คาดว่าจะฟื้นจากการกลับมาจัดกิจกรรมอีเว้นท์ได้, 6. ผลบวกจากค่าผลตอบแทนขั้นต่ำที่ต้องจ่ายให้กับ บมจ. มาสเตอร์ แอด (MACO) ลดลงจากปีละ 700 ล้านบาท เหลือปีละ 250 ล้านบาท ทำให้มาร์จิ้นดีขึ้น และ 7. ผลบวกจากการเข้าซื้อกิจการ AQUA คาดเพิ่มรายได้ให้บริษัทราว 700 ล้านบาท
โดยฝ่ายวิเคราะห์มีมุมมองเป็นบวกจากการที่บริษัท เข้าลงทุนใน บริษัท อควา แอด จำกัด (มหาชน) และ บริษัท บอร์ดเวย์มีเดีย จำกัด เรามองว่าจะเกิด Synergy ทางธุรกิจร่วมกัน โดย 1. การเข้าซื้อธุรกิจของ AQUA ช่วยเพิ่มส่วนแบ่งตลาดสื่อนอกบ้านให้กับบริษัท ของ PLANB เดิมอยู่ที่ราว 30% ส่วน AQUA อยู่ที่ราว 10% ช่วยให้ส่วนแบ่งตลาดขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในสื่อโฆษณานอกบ้าน ซึ่งบริษัทมองเป้าจะเพิ่มรายได้ให้บริษัทราว 700-900 ล้านบาท, 2. การเปลี่ยนจากคู่แข่งมาเป็นสินทรัพย์ของบริษัทช่วยลดการแข่งขัน เพิ่มอำนาจการต่อรองกับเอเจนซี่ใช้ทรัพยากรร่วมกันทำให้สามารถจัดแพคเกจ เช่น การฉายโฆษณาผ่ายป้ายทั้งสองค่ายพร้อมกัน รวมถึงการใช้ทรัพยากรูร่วมกันสามารถช่วยลดต้นทุนราว 100-150 ล้านบาท, 3. ในปี 2565 mมีแผนปรับลดสินทรัพย์ที่ซ้ำช้อนกันของทั้ง PLANB MACO และ AQUA ราว 60-70 โลเคชั่น หรือราว 6,000-8,000 ตรม. ซึ่งมองว่าจะประหยัดต้นทุนไปราว 170-180 ล้านบาท ขณะที่แผนระยะกลางถึงยาว คือการต่อยอด big data และการบริหารทรัพยากร portfolio ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ดังนั้น จึงคงคำแนะนำ "ซื้อ" คาดผลประกอบการจะกลับมาเติบโตโดดเด่นในปี 2565 ทั้งจาก organic และ M&A ประเมินมูลค่าพื้นฐานที่ 9.70 บาท

