Official Update :

AGE ผู้ได้ประโยชน์เมื่อราคาถ่านหินพุ่ง และโลจิสติกส์จะสร้างการเติบโตในระยะยาว

เมื่อราคาถ่านหินยังเคลื่อนไหวอยู่ในระดับสูง หนึ่งในผู้ที่จะได้รับผลบวกคงหนีไม่พ้น AGE หรือ บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจเป็นผู้จัดจำหน่ายถ่านหินสะอาด เพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศ และต่างประเทศให้กับกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ และประกอบธุรกิจโลจิสติกส์ ทั้งทางบกโดยรถบรรทุกและทางน้ำโดยเรือลำเลียง


โดย AGE เป็นผู้นำเข้าถ่านหินคุณภาพสูงจากต่างประเทศ เพื่อจำหน่ายให้กับลูกค้าภาคอุตสาหกรรม ทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ บริษัทยังมีการพัฒนางานด้านโลจิสติกส์ เพื่อสนับสนุนธุรกิจถ่านหินของตนเอง ทั้งยังขยายไปให้บริการแก่ลูกค้าทั่วไปอีกด้วย


ในโค้งแรกของ AGE ได้โชว์ฟอร์มอย่างโดดเด่น โดยไตรมาส 1/65 รายงานกำไรสุทธิ 314.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 160 % จากงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการปรับราคาขายถ่านหินเฉลี่ยเพิ่มขึ้นตามราคาดัชนีถ่านหินโลก ส่งผลให้กลุ่มบริษัทสามารถรักษาส่วนต่างระหว่างราคาขายและต้นทุนของถ่านหินได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจโลจิสติกส์เพิ่มสูงขึ้น โดยความต้องการใช้ถ่านหิน และโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


ขณะที่รายได้จากการขายและบริการอยู่ที่ 3,714 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.5% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งตัวเลขรายได้ดังกล่าว แบ่งเป็น จากการขายถ่านหินที่ 3,577.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.4% จากงวดเดียวกันของปีก่อน และรายได้จากธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ที่ 136.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  32.6% จากงวดเดียวกันของปีก่อน สำหรับรายได้ที่เพิ่มขึ้นมีสาเหตุหลักมาจากการปรับราคาขายถ่านหินเฉลี่ยเพิ่มขึ้นตามดัชนีราคาถ่านหินโลก และการเติบโตของธุรกิจโลจิสติกส์โดยเฉพาะบริการขนส่งทางบก



AGE ปักธงรายได้ 1.6 หมื่นล้านบาท

จากโค้งแรกเติบโตอย่างโดดเด่น ทำให้บริษัทปรับเป้าหมายรายได้ในปี 2565 เพิ่มขึ้นอีกเป็น 16,000 ล้านบาทเติบโตจากปี 2564 ที่มีรายได้รวม 12,959.60 ล้านบาท เพื่อให้สอดรับการเติบโตทางธุรกิจ แบ่งเป็นรายได้จากการจำหน่ายถ่านหิน 12,500 ล้านบาท ธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ฯ 2,500 ล้านบาท และธุรกิจเทรดดิ้งส่งออกสินค้าทางการเกษตร 1,000 ล้านบาท


AGE กับโอกาสการเติบโตยังมีอย่างต่อเนื่อง โดยรับอานิสงส์จากจากราคาถ่านหินที่อยู่ในระดับสูง ล่าสุดนักวิเคราะห์ได้มีการปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้น หลังจากอัตรากำไรแข็งแกร่งของธุรกิจถ่านหิน และยังมีปัจจัยเชิงบวกอีก 3-6% จากธุรกิจใหม่ด้วย


โดยมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด ได้ออกมาประเมินไว้อย่างน่าสนใจ ว่า โมเมนตัมผลประกอบการของ AGE ยังคงแข็งแกร่งในไตรมาส 1/65 รับอานิสงส์จากราคาถ่านหินที่ประคองตัวระดับสูง ซึ่งกำไรมีแนวโน้มแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกในปี 2565 ขณะที่ธุรกิจโลจิสติกส์จะเป็นธุรกิจขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว


สำหรับ AGE ยังคงเป้าหมายงบลงทุนที่ 100 ล้านบาท ในปี 2565 เพื่อเสริมสร้างศักยภาพธุรกิจโลจิสติกส์ ประกอบด้วยการลงทุนในรถบรรทุกเพิ่มอีก 10 คันจากปัจจุบันที่มีอยู่ 101 คัน เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นของบริการขนส่งทางบก ลงทุนคลังสินค้าใหม่ ขนาด 1 หมื่นตารางเมตร รวมไปถึงการลงทุนด้านไอที ทั้งระบบ ERP และระบบบริหารการขนส่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ส่วนแผนการลงทุนในระยะต่อไป ยังคงมุ่งเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจโลจิสติกส์ เพื่อผลักดันรายได้จากธุรกิจนี้ให้ขยายตัวเป็น 10% ของรายได้รวมในปี 2568 จาก 4% ในปัจจุบัน


นอกจากนี้ บริษัทปรับเป้ารายได้ปี 2565 เป็น 1.6 หมื่นล้านบาท จาก 1.5 หมื่นล้านบาทที่ให้ไว้ในช่วงต้นปี 2565 โดยรวมประมาณการรายได้จากธุรกิจค้าสินค้าเกษตร 1 พันล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในครึ่งปีหลังของปี 2565 โดยธุรกิจใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนที่ AGE จะใช้ความชำนาญด้านงานโลจิสติกส์ ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจให้กว้างขวางขึ้น ด้วยการขยายพอร์ตไปยังผลิตภัณฑ์อื่นที่ไม่ใช่ถ่านหิน ทั้งสินค้าเกษตร หรือสินค้าอุตสาหกรรม ผ่านพันธมิตรคู่ค้าในต่างประเทศ อาทิ ประเทศจีน ไต้หวัน และมาเลเซีย


โดยจะเริ่มต้นที่การจัดหาและส่งออกมันเส้น ซึ่งบริษัทประเมินความต้องการยังมีแนวโน้มเติบโต ด้วยแรงหนุนจากความต้องการในประเทศจีน เพื่อรองรับการขยายตัวของความต้องการในอุตสาหกรรมพลังงาน อาหาร และอาหารสัตว์ AGE ตั้งเป้าส่งออกในปีแรกของการดำเนินงานราว 1 แสนตัน คิดเป็นประมาณ 2% ของปริมาณการส่งออกมันเส้นของไทยรวม 5.2 ล้านตันในปี 2564 นอกจากนี้ การขยายผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย ยังจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพบริการด้านการขนส่ง จากการบริหารจัดการรถเที่ยวกลับ (backhaul) ซึ่งจะมีนัยต่อความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นด้วย


ทั้งนี้ด้วยข้อมูลราคาถ่านหินที่สูงกว่าคาดในไตรมาส 1/65 มีผลให้ประมาณการรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิม 7% เป็น 1.57 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ดีปรับปรุงตัวแปรที่ใช้ใประเมินต้นทุน จากดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน เป็นดัชนีผลผลิตภาคบริการ (การขนส่งและคลังสินค้า) ด้วยค่า R-Square ที่สูงใกล้เคียงกัน แต่สะท้อนอัตรากำไรขั้นต้นที่สอดรับกับตัวเลขจริงในไตรมาส 1/65 ได้ดีกว่าเดิม ด้วยตัวแปรใหม่ อัตรากำไรขั้นต้นขยับขึ้นเป็น 14.3% จาก 12.6% ในประมาณการครั้งก่อน


โดยการปรับตัวแปรทางเศรษฐกิจในการประเมินต้นทุน ไม่มีผลต่อเปลี่ยนแปลงมุมมองที่ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ตามราคาถ่านหินโลกในปี 2566 โดยประมาณการอัตรากำไรขั้นต้นในปี 2566 ขยับเป็น 12.4% ปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 12.0% เล็กน้อย


การปรับตัวแปรดังกล่าวข้างต้น มีผลให้ประมาณการกำไรปี 2565 เพิ่มขึ้น 15% เป็น 878 ล้านบาท เติบโต 22%จากปีก่อน และปี 2566 เพิ่มขึ้น 3% เป็น 592 ล้านบาท ลดลง 33%จากปี 2565 ทั้งนี้ โมเดลประมาณการของฝ่ายวิจัยไม่ได้สะท้อนผลประกอบการของธุรกิจสินค้าเกษตร ซึ่งจะเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อประมาณการรายได้ในปี 2565 ราว 6% และกำไร 3-6% ด้วยสมมติฐานอัตรากำไรสุทธิในกรอบ 3-5%


ดังนั้นทางฝ่ายวิจัยจึงปรับคำแนะนำเป็น Outperform (จากเดิม Underperform) ด้วยราคาพื้นฐานใหม่ที่ 4.21 บาท โดยการประเมินมูลค่าหุ้นปัจจุบันยังมีความน่าสนใจ จากกำไรในช่วงไตรมาส 2/2565 ที่มีแนวโน้มที่จะแข็งแกร่งต่อเนื่อง ตามราคาถ่านหินที่ทรงตัวในระดับสูง