BTS น่าเข้าสะสมแล้วหรือยัง...? เมื่อเสียงจากนักวิเคราะห์ยังเชียร์ “ซื้อ” ราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยลบ เตรียมฟื้นตัวในระยะยาว
ในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นของ BTS หรือ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ถูกกดดันหนักจากประเด็นการมาของผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ อย่างนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ต่างเชื่อกันว่าจะส่งผลต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวของ BTS เป็นผลทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมา
ล่าสุดดูเหมือนมีสัญญาณที่ดีออกมาบ้างแล้ว เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลต่อ BTS อย่างไร แต่ที่แน่ๆ ทำให้ BTS กลับมามีความน่าสนใจอีกครั้ง ทั้งในแง่ของพื้นฐานหุ้น และการเติบโตของธุรกิจ สะท้อนจาก นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) บอกว่า ความกังวลประเด็นสัญญาสายสีเขียวกดดันราคาหุ้น แต่มองว่าทางออกในประเด็นนี้อาจต้องใช้เวลาหลายปีไม่ใช่หลายเดือน และราคาหุ้นควรสะท้อนพื้นฐานที่แข็งแกร่ง
ทั้งนี้ประเด็นสายสีเขียว ในแง่การมีผลบังคับและความถูกต้องตามกฎหมายของสัญญา ดำเนินงานและซ่อมบำรุง (O&M) ระหว่าง BTS และ กรุงเทพธนาคม (KT) ในปี 2012 ซึ่งประเด็นนี้สำคัญในสมมติฐานต่อมูลค่าพื้นฐานของฝ่ายวิจัย ข้อโต้แย้งสำคัญของสัญญา O&M คือ สัญญาควรอยู่ในรูปแบบสัญญา “ร่วมทุนรัฐ - เอกชน (PPP)” เนื่องจากมูลค่าสัญญาสูงกว่า 1 พันล้านบาท
โดยมองว่ามีโอกาสสูงที่ BTS จะดำเนินงานสายสีเขียวหลักและต่อขยาย ต่อตามสัญญาจนถึงปี 2585 (ค.ศ.2042) ซึ่งหากมองในกรณีก่อนหน้านี้ที่ ADVANC การกระทำผิดมีโอกาสเป็นลักษณะบุคคล ไม่ใช่บริษัท โดยมองว่ากรณีนี้อาจคล้ายกัน นอกจากนี้ในสัญญา O&M BTS จะไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินของสายหลักหลังสัญญาสัมปทานจบลงในปี 2572 (ค.ศ.2029) และ KT จะเป็นเจ้าของ และ KT จะสามารถปรับค่าโดยสารลงได้ตามกฎหมาย การขยายสัญญาสัมปทานสายสีเขียวหลักจากปี 2572 (ค.ศ.2029) ไม่ใช่สมมติฐานต่อราคาพื้นฐานของฝ่ายวิจัย และหากมีการขยายสัมปทานปี 2572จะเป็นมูลค่าส่วนเพิ่มจากฐานของฝ่ายวิจัยที่ 12.6 บาท
จึงแนะนำ ซื้อ ราคาพื้นฐานที่12.6 บาท จากธีมกำไรฟื้นตัวจากบริษัทลูก BTSGIF และ VGI และประเด็นกดดันราคาหุ้นอาจไม่ได้บทสรุปเร็วๆนี้ จึงมองว่าพื้นฐานที่ดีขึ้นจะเป็นประเด็นกระตุ้นราคาหุ้นในระยะสั้น ทั้งนี้มองเชิงบวกต่อการฟื้นตัวของกำไรโดยเฉพาะงวดปี 2565 ส่วนประเด็นกฎระเบียบสายสีเขียว บริษัทยังยืนยันว่าบริษัททำทุกอย่างตามกฎหมาย
ดังนั้นจึงแบ่งประเด็นสำคัญเป็นสองส่วนได้แก่ แนวโน้มกำไรปี งวดปี 2565 และประเด็นสายสีเขียวหลังจากมีผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ โดยแนวโน้มกำไรถูกกดดันจากบริษัทลูกโดยเฉพาะ BTSGIF และ VGI แต่เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว จำนวนผู้โดยสารฟื้นตัวตั้งแต่ พ.ค. จากการกลับเข้าโรงเรียนและออฟฟิศ เปิดเมืองตั้งแต่มิ.ย.หนุนจำนวนผู้โดยสารเพิ่มเป็นเฉลี่ย 570,000 /วันธรรมดา เพิ่มจากเฉลี่ย 230,000 ในปี 64 และสูงกว่าบริษัทคาดที่ 446,000 ส่วนอัตราการใช้สื่อ (UR) ของ VGI พึ่งพิงจำนวนผู้โดยสาร BTSGIF ซึ่งมีแนวโน้มดีขึ้น สะท้อน UR และกำไรของ VGI ปีนี้ดีขึ้น แต่มองบวกกว่าบริษัทที่ 600,000 /วันธรรมดา ในปี 2565 เป็นไปได้ในปัจจุบัน
ขณะที่มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนะนำ ซื้อ BTS ราคาเป้าหมาย 13.60 บาท โดยประเด็นหลัก แนวโน้มการฟื้นตัวของจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าในช่วงเดือนที่ผ่านมาเป็นไปอย่างรวดเร็ว โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเหลืองน่าจะเริ่มดำเนินการเต็มรูปแบบได้ในปี 2566 BTS ได้เข้าซื้อซองประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้อาจต้องมีการหาพาร์ทเนอร์ที่มีประสบการณ์ด้านงานอุโมงค์เพิ่มเติม BTS อยู่ระหว่างการฟ้องร้องให้ กทม. ชำระหนี้สิน
ราคาหุ้น BTS ถูกกดดันจากหลายปัจจัยในระยะสั้น ทั้งความกังวลเกี่ยวกับการต่อสัมปทาน และเกณฑ์การประมูลใหม่ของโครงการรถไฟฟ้าสายสี ทั้งนี้เชื่อว่าราคาหุ้นในปัจจุบันได้สะท้อนความกังวลต่างๆไปมากแล้ว เมื่อจำนวนผู้โดยสารและผลประกอบการของ BTS กลับมาฟื้นตัว ราคาหุ้นน่าจะฟื้นตัวตามได้ ประกอบกับแนวโน้มการเติบโตในระยะยาวยังคงน่าสนใจ
ส่วนนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 10.20 บาท โดยคาดว่าผลการดำเนินงานของ BTS จะปรับตัวดีขึ้นในปี 2566จากรายได้ค่าบริการที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะจำนวนผู้โดยสารและรายได้จากโฆษณา ในมุมมองของฝ่ายวิจัย ตลาดรับรู้ถึงราคาหุ้นที่คลุมเครืออันเป็นผลจากการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ ราคาหุ้นของ BTS ยังคง laggard และมีความเป็นไปได้ที่จะฟื้นตัวหากความไม่แน่นอนได้รับการแก้ไข
ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 12.70 บาท ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นจากเรื่องสัมปทาน โดยการมาของผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ บดบังโอกาสของการขยายสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวของ BTS แต่คาดว่าการฟื้นตัวของกำไรจะยังคงเป็นในทิศทางบวกสำหรับ BTS โดยได้แรงหนุนจากจำนวนผู้โดยสารที่ฟื้นตัวและรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากบริษัทในเครือ
ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนะนำถือ ราคาเป้าหมาย 9.50 บาท โดยสัมปทานสายสีเขียวยังต้องใช้เวลาในการพิจารณา เริ่มจาก 1.กรณีสัมปทานสายสีเขียว บริษัทอยู่ในช่วงรอหารือกับผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่, มองว่าการโอนสัมปทานกลับไปให้รฟม. สามารถทำได้ แต่ต้องผ่านมติครม. และต้องมีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเนื่องจากสัญญาปัจจุบันของบริษัทยัง valid ถึงปี 2042, และสำหรับคดีศาลปกครอง กรณีที่บริษัทมีการฟ้องร้อง กทม.หนี้ O&M ค้างชำระมูลค่า 1 หมื่นล้านบาท คาดจะเห็นความคืบหน้าเร็ว ๆ นี้
2.สำหรับความคืบหน้าสายสีส้มบริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับพาร์ทเนอร์ ผู้รับเหมารายอื่นนอกเหนือจาก STEC หลังจากที่รฟม. ปรับเกณฑ์ด้านเทคนิคกำหนดว่าต้องมีผลงานก่อสร้างอุโมงค์ใต้ดินกับรัฐบาลไทยแล้วเสร็จในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา และSTEC ยังไม่เข้าข่ายเกณฑ์ดังกล่าวเนื่องจากงานอุโมงค์สายสีส้มตะวันออกอยู่ระหว่างการก่อสร้างร่วมกับ CK ทั้งนี้ BTS มองว่ามีผู้รับเหมาต่างประเทศหลายราย (จดทะเบียนนิติบุคคลในไทย) ที่ผ่านเกณฑ์ดังกล่าวและเชื่อว่าจะสามารถหาพาร์ทเนอร์ทันก่อนการยื่นซอง
3.คาดสายสีเหลืองจะสามารถเปิดให้บริการเต็มรูปแบบได้ในช่วงต้นปี 2566 และสายสีชมพูปลายปี 2566 ทำให้ประเมินว่า D/E โดยรวมจะพีคในช่วงต้นปีหน้าเทียบกับ ณ สิ้นปี 2565 (เม.ย.64- มี.ค.65) อยู่ที่ 1.8 เท่า ก่อนจะทยอยปรับตัวลงหลังการเริ่มเปิดให้บริการรถไฟฟ้าเส้นดังกล่าว
4.ประเมินผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลักปี 2566 (เม.ย.65- มี.ค.66) อยู่ที่ 147 ล้านเที่ยวฟื้นตัว 99%จากปีก่อน (สูงกว่าคาดที่ 126 ล้านเที่ยว เพิ่มขึ้น 70%จากปีก่อน) ขณะที่คาดการณ์กรณี base case ผู้โดยสารในช่วง weekday จะกลับสู่ระดับ pre-COVID ที่ 7.8 แสนเที่ยว/วันได้ภายในสิ้นปี 2566 จึงคงประมาณการกำไรปกติปี 2566 (เม.ย.65- มี.ค.66) ที่ 3.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 23%จากปีก่อน หลัก ๆ หนุนโดย GPM ปรับตัวดีขึ้นเป็น 29.7% จากปีก่อนที่ 22.2% จากรายได้ O&M ที่ยังโตต่อเนื่องรวมถึงธุรกิจสื่อโฆษณาที่ฟื้นตัว ซึ่งมีมาร์จิ้นราว 40%
ขณะที่รายได้ก่อสร้างสายสีชมพูและสีเหลือง ซึ่งมีมาร์จิ้นต่ำกว่า 10% เริ่มลดลงตาม progress งานสำหรับไตรมาส 1/66 (เม.ย.-มิ.ย.65) เบื้องต้นคาดการณ์กำไรปกติดีขึ้นจากไตรมาสก่อน ตามทิศทางผู้โดยสารรถไฟฟ้าที่ฟื้นตัวและเมิดเงินใช้จ่ายโฆษณาที่ขยายตัวตามก็จกรรมทางเศรษฐกิจ
