กลุ่มหุ้นพลังงานหมุนเวียนรับประโยชน์ ตลาด Carbon Credit ของไทยที่กำลังเติบโต
การมุ่งสู่ Net Zero จะทำให้ Carbon Credit เป็นที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจโลกอย่างยั่งยืน เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นราว 2.0-3.2 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมมีโอกาสทำให้เศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบราว 11.0-18.1% ของ GDP โลก
ดังนั้นในการประชุม COP26 นานาชาติจึงมีการกำหนดเป้าหมายในการมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2593 ทำให้ประเทศต่างๆเริ่มใช้มาตรการจูงใจให้มีการลดการปล่อยคาร์บอนผ่านการจัดเก็บภาษีคาร์บอนและการชดเชยคาร์บอนผ่าน Renewable Energy Certificate (REC) และ Carbon Credit
โดยอุปสงค์ของ Carbon Credit มีแนวโน้มเติบโตสูงอย่างต่อเนื่องจากการมุ่งสู่ Net Zero ของประเทศต่างๆ โดยคาดความต้องการในตลาดโลกที่ระดับ 1.5-2.0 GtCO2e/ปีและ 7.0-13.0 GtCO2e/ปีภายในปี 2573 และ 2593 ตามลำดับ
ขณะที่คาดกำลังการผลิตราว 1.0-5.0 GtCO2e/ปีภายในปี 2573 อย่างไรก็ตามการขยายกำลังผลิต Carbon Credit ยังทำได้อย่างจำกัด ทำให้การขยายตัวของอุปทาน Carbon Credit ในระยะยาวจะช้ากว่าการเติบโตของอุปสงค์มาก จึงคาดราคา Carbon Credit ในตลาดโลกจะมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
ตลาด Carbon Credit ไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก
ประเทศไทยมีเป้าหมายการมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2608 โดยในปัจจุบันอุตสาหกรรมในประเทศไทยที่มีการปล่อยคาร์บอนและก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดคือ อุตสาหกรรมพลังงาน (71.6%) ตามมาด้วย อุตสาหกรรมเกษตร (14.7%) และอุตสาหกรรมการผลิต (8.9%) ตามลำดับ
ในปี 2563 บริษัทจดทะเบียนในตลาดฯมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม 163 MtCO2e/ปี และในกรณีที่จะมุ่งสู่การเป็น Net Zero จะทำให้มีความต้องการซื้อ Carbon Credit ราว 105 MtCO2e/ปีขณะที่ปัจจุบันปริมาณการผลิต CarbonCredit ในไทยจะสามารถทำได้ราว 13-14 MtCO2e/ ปีซึ่งยังต่ำกว่าปริมาณความต้องการในระยะยาวมากและมีแนวโน้มที่ราคา Carbon Credit จะสามารถปรับตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง
โดยในปัจจุบันราคา Carbon Credit เฉลี่ย YTD อยู่ที่ราว 120.3 บาท/tCO2e (ต่ำกว่าต่างประเทศราว 52 – 73%) หากอิงปริมาณความต้องการ Carbon Credit รายปีจะทำให้มูลค่าตลาดในปัจจุบันอยู่ที่ราว 1.3 หมื่นล้านบาท/ปีและมีโอกาสเติบโตขึ้นไปอยู่ในระดับ 2.6-4.7 หมื่นล้านบาทได้ในอนาคต (ในกรณีที่ราคาปรับขึ้นไปใกล้เคียงกับต่างประเทศ)
พลังงานหมุนเวียนเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์หุ้นเด่นคือ GUNKUL, SSP
Carbon Credit ถือเป็นผลพลอยได้จากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ดังนั้นหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าที่มีกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนเป็นหลักเช่น BCPG EA GUNKUL และ SSP จึงได้ประโยชน์เพราะมี Credit ส่วนเกิน ทำให้ไม่ต้องนำCarbon Credit ไปชดเชยกับการก่อ Carbon ในธุรกิจอื่น และยังสามารถขาย Credit ส่วนเกินได้อีกด้วย
โดยจากการประเมินของเราภายใต้สมมติฐานราคา Carbon Credit ที่ 120.3 บาท/tCO2e ผู้ที่ประโยชน์และมีผลต่อกำไรมากที่สุดคือ BCPG ที่มีผลต่อกำไรปี 2565 ราว 4%ตามมาด้วย SSP และ GUNKULขณะที่ GUNKUL และ SSP มีความโดดเด่นเรื่องการทำ Solar roof ซึ่งคาดว่าจะเติบโตสูงจากนี้ไปจากอุปสงค์ของภาคอุตสาหกรรมจากความพยายามลดปริมาณ Carbon ในการผลิต
รวมถึงภาคครัวเรือนที่เริ่มตื่นตัวมากขึ้นทั้งจากค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้น และโอกาสในการขาย Carbon Credit ในอนาคต นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมอื่นที่ได้รับประโยชน์จากการมุ่งสู่ Net Zero อีกเช่น อุตสาหกรรม EV (EA, GPSC, PTT, STARK) ที่สามารถลดการปล่อยคาร์บอนในภาคของการขนส่งได้

