Official Update :

จับตาประชุมเฟดคืนนี้ หากส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย 0.75% แบบรัวๆ อาจกดดันหุ้นไทยหลุด 1,530 จุด

การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คืนนี้เป็นที่จับตามองของหลายฝ่ายว่าจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยในระดับใด จะเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 0.50% หรือ 0.75% หรือไม่ ซึ่งไม่ว่าการปรับอัตราดอกเบี้ยจะเป็นไปในทิศทางใดย่อมส่งผลต่อตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงไทยอย่างแน่นอน ดังนั้นเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต Wealthy Thai จึงได้นำมุมมองของนักวิเคราะห์ 2 บริษัทหลักทรัพย์มานำเสนอเพื่อเป็นแนวทางการลงทุนให้กับแฟนเพจทุกท่าน



3 กรณีที่อาจเกิดขึ้นในการประชุมเฟดคืนนี้

โดยคุณสรพล วีระเมธีกุลผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย ระบุว่า ตลาดหุ้นตอบรับคาดการณ์เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.75%  : 0.75%  : 0.50% ใน 3 การประชุมครั้งหน้า และดอกเบี้ยสหรัฐจะขึ้นไปทำจุดสูงสุด (Peak) อยู่ที่ 4% ในเดือน มิ.ย. 2565 ตอบรับความเสี่ยงโอกาสเศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recesion) ด้วยความน่าจะเป็นอยู่ที่ 35%ใน 12 เดือนข้างหน้า และคาดเงินเฟ้อสหรัฐจะทำจุดสูงสุด (Peak) ที่ระดับ 8.8% ในช่วงไตรมาส 3/65 รวมถึงตอบรับค่าแรงสหรัฐทำจุดสูงสุดแล้วในไตรมาส 2/65 และทยอยลดลงพร้อมๆ กับอัตราการว่างงาน (Unemployment rate) ที่จะเริ่มปรับขึ้น ในขณะที่ Nonfarm Payroll จะเริ่มลดลง


ดังนั้นบล.กสิกรไทย จึงประเมินการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเป็น 3 กรณี คือ 1.กรณีฐาน (Base case) ถ้าออกมาตามที่เราคาด ประเมินว่าค่าเงิน Dollar, Bond Yields จะเริ่มพักฐาน ในส่วนของตลาดหุ้นจะเริ่ม Rebound ในช่วงสั้นๆ ราว 1-2% สำหรับ SET Index ประเมินแนวรับจะไม่หลุด 1,585 จุด ส่วนแนวต้านคาด Rebound ทดสอบ 1630 จุด โดยหุ้นแนะนำ คือ กลุ่มโรงกลั่น TOP BCP ESSO และ กลุ่มส่งออกอาหาร ASIAN, TFG


2.กรณีที่ดี (Best case) คือธนาคารกลาง Surprise ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียง 0.50% : 0.50% : 0.50% ประเมินตลาดหุ้นโลกและหุ้นไทยมีโอกาสเด้งกลับ ประเมินแนวต้านของ SET จะอยู่ที่ 1,666 จุด ส่วนหุ้นแนะนำลงทุนคือ กลุ่มการเงิน , กลุ่มโรงไฟฟ้า , หุ้นเติบโต (Growth Stock) เช่น MTC CKP BE8 JMT


และ 3.กรณีเลวร้ายสุด (Worst case) คือ ประธาน Fed Powell ส่งสัญญาณเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย (Hawkish) ด้วยตัวเอง โดยประโยคที่นักการเงินจะใช้คือคำว่า “Expeditiously” กล่าวคือส่งสัญญาณขึ้นอัตราดอกเบี้ยฯ 0.75% ติดต่อกัน 5 ครั้งในการประชุมเฟดที่เหลือของปี พร้อมเร่งเพิ่มวงเงินในการทำ QT ขึ้นมาแตะระดับ 100 bn โดยประเมินตลาดหุ้นจะปรับลง คาด SET Index อยู่ที่ระดับประมาณ 1,530 จุด



แนวโน้มดอกเบี้ยไทยเป็นขาขึ้นชัดเจน

ด้านนักวิเคราะห์จากบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ความน่าจะเป็นที่เฟดจะพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในอัตรา 0.75% ในการประชุมรอบนี้มีค่อนข้างมาก หลังจากที่ตัวเลขเงินเฟ้อเดือน พ.ค. 65 ออกมาสูงกว่าคาด และยังเห็นตัวเลข PPI ที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูง 10.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน บ่งชี้ถึงแนวโน้มเงินเฟ้อที่ยังสูงต่อเนี่อง ผลดังกล่าวทำให้ตลาดหุ้นต่างประเทศยังตอบสนองเชิงลบ สำหรับในบ้านเรา ประเด็นที่อยู่ในความสนใจอยู่ที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยเช่นกัน โดยเชื่อว่าน่าจะเห็น กนง. พิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ในมุมมองของเราที่เห็นว่าเงินเฟ้อในประเทศยังอยู่ในทิศทางขึ้น ขณะที่ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ กับของบ้านเรา มีแนวโน้มถ่างตัวออกมากขึ้น โดยหากกนง. ไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ย ณ สิ้นปี ดอกเบี้ยสหรัฐอาจสูงกว่าของบ้านเรา 2 – 3% ซึ่งจะกดดันให้ Fund Flow ไหลออกและเงินบาทอ่อนค่า


SET Index น่าจะผันผวนรอดูผลการประชุม Fed คาดกรอบการเคลื่อนไหวช่วง 1590 – 1615 จุด พอร์ตจำลองให้นำเงินสด 10% เข้ามาซื้อ OSP ทำให้สถานะเงินสดสำรองเหลือ 25% หุ้น Top Pick เลือก BBL, MAJOR และ OSP


โดยตัวเลข PPI หรือเงินเฟ้อสหรัฐที่วัดจากฝั่งผู้ผลิตออกมาดีกว่าคาดเล็กน้อยที่ +10.8% (คาดไว้ที่ +10.9%) แต่ก็ยังถือเป็นระดับที่สูง และสะท้อนภาพเงินเฟ้อที่อยู่ในแนวโน้มขึ้น มีส่วนสร้างแรงกดดันให้ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ยังอยู่ในแดนลบต่อเนื่องจากวันก่อน โดยตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลงราว 0.2-0.5% และตลาดหุ้นโซนยุโรปปรับตัวลง 0.3-1.2% ขณะที่ Bond Yield 10 ปีสหรัฐฯ ได้ขยับขึ้นมาอยู่ระดับ 3.4%


ภายใต้แรงกดดันจากเงินเฟ้อที่อยู่ระดับสูง ทำให้เกิดความคาดหมายว่าของนักลงทุนว่า FED อาจจะขยับขึ้นการขึ้นดอกเบี้ยในอัตราที่สูงถึง 0.75% ในการประชุมครั้งใดครั้งหนึ่งใน 3 ครั้งหน้า และทำให้ความคาดหมายถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายปลายปี ขยับขึ้นไป สูงกว่า 3.25%


หากพิจารณา Spread อัตราดอกเบี้ยนโยายของไทยกับสหรัฐปัจจุบันห่างกัน -0.5% ซึ่งดูในอดีต Spread มากที่สุดอยู่ราว -1.0% เท่านั้น ซึ่งหากดอกเบี้ยปลายปีสหรัฐอยู่ที่ 3.25%-3.50% คาดทำให้ Spread กว่าสุดนับตั้งแต่ปี 2008 (หาก กนง.ไม่เร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้) และเป็นตัวกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าต่อไป โดยล่าสุดเงินบาทอยู่ระดับ 35.00 บาทต่อเหรียญฯ (สูงสุดในรอบ 5 ปี) โดยฝ่ายวิจัยฯคาดธปท.จะขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้งภายในปีนี้ (0.50%-0.75%) เพื่อลดผลกระทบดังกล่าว



ทุกการขึ้นดอกเบี้ย
0.25% จะกดดัน P/E หุ้นไทยลดลง 1 เท่า

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยประเมินการปรับขึ้นดอกเบี้ย จะกดดันให้เม็ดเงินไหลกลับไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัย และตามกลไกตลาดหุ้นจะถูกซื้อขายบน P/E ที่ลดลง และถ้ากนง. มีการขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งหรือ 0.25% จะกดดันให้ระดับ P/E ซื้อขายลดลงจาก 20.36 เท่า เหลือ 19.38 เท่า ลดลงเกือบ 1 เท่า หรือต้องใช้ EPS เพิ่มขึ้นถึง 5% ราว 4.5 บาทต่อหุ้น หรือราว 5 หมื่นล้านบาท เพื่อชดเชยผลกระทบดังกล่าว (ภายใต้ MEYG ที่ 4.41% ที่ฝ่ายวิจัยใช้เป้าหมายประเมินดัชนี สูงกว่า Avg. MEYG 4.2% ถือว่า Conservative กว่าในช่วงอดีต)


และถ้านำ P/E เหมาะสม ในแต่ละระดับดอกเบี้ยนโยบายไทย มาคูณกับ EPS65F ที่ 88.9 บาทต่อหุ้น จะได้เป้าหมาย SET Index ปลายปี คือ ถ้ากนง. ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในปีนี้ เป้าหายดัชนีจาก 1810 จุด จะลดลงเหลือ 1722 จุด แต่ถ้ากนง. ขึ้นดอกเบี้ย 0.5% เป้าหายดัชนีจะลดลงเหลือ 1643 จุด



กลยุทธ์ลงทุน แนะถือเงิน
20-30%

สำหรับกลยุทธ์ปรับพอร์ตลงทุน ณ ปัจจุบัน แนะนำลดความผันผวนโดยถือเงินสดราว 20%-30% ของพอร์ตและทยอยลงทุนในหุ้น 5 ธีม ดังนี้

1. หุ้นพื้นฐานย่อตัวลงมาลึกในช่วง 2 เดือน ครึ่งที่ผ่านมา SCC KBANK


2. มีเกราะป้องกันเงินเฟ้อ ADVANC TRUE INTUCH DTAC


3. ได้ประโยชน์ต้นทุนพลังงานลง OSP GPSC


4. ได้ประโยชน์บาทอ่อน HANA TU


5. ได้ประโยชน์ดอกเบี้ยขาขึ้น BBL BLA

ศุภมาศ ศรีขำ