Official Update :

หุ้นไทยร่วงแรง 28 จุด เหตุกังวลเม็ดเงินไหลออก-ดอกเบี้ยขาขึ้น

วันนี้ตลาดหุ้นไทยยังผันผวน โดยช่วงเช้าดัชนีดีดตัวขึ้นก่อนจะถูกเทขายอย่างรุนแรง จากความกังวลการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะทำให้ช่องว่างระหว่างดอกเบี้ยไทยและสหรัฐกว้างขึ้น ส่งผล Fund Flow ไหลออก และเงินบาทอ่อนค่า กดดันให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งอาจกดดันให้ดัชนีสิ้นปีนี้ปรับตัวลงหลุด 1,643 จุด


โดยคุณภราดร เตียรณปราโมทย์ รองผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวลงแรง จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด 0.75% มาอยู่ที่ 1.75% นับเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยแรงที่สุดในรอบ 30 ปี และคาดว่าสิ้ ปี 2565 อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ราว 3.5% ซึ่งภาวะดังกล่าวถือเป็นแรงกระต้นให้กนง. ต้องเร่งพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในประเทศ ซึ่งปัจจุบันต่ำเพียง 0.5% เพราะหากช่องว่างของการเดินนโยบายการเงินตึงเปิดกว้าง มาเกินไปก็จะส่งผลให้ Fund Flow ไหลออก และเงินบาทอ่อนค่า


โดยปัจจุบัน Spread อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยกับสหรัฐห่างกัน -1.25% ซึ่งดูในอดีต Spread มากที่สุดอยู่ราว -1.0% ส่งผลให้ Fund Flow ต่างชาติไหลออกเฉลี่ยถึง 2.1 พันล้านบาทต่อวัน และสังเกตได้ว่า Spread ดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐยิ่งกว้างมากขึ้นเท่าไหร่ยิ่งมีโอกาสเห็น Fund Flow ไหลออกจากตลาดหุ้นไทยสูงตามไปด้วย


ขณะที่ Bond Yield ไทยระยะสั้นปรับตัวขึ้นมาเร็วและสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นแรงกดดันให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ซึ่งการประชุมครั้งหน้าวันที่ 10 สค 65 ห่างกับปัจจุบันพอสมควร จึงอาจเห็น การจัดประชุมวาระพิเศษ โดยฝ่ายวิจัยฯคาดธปท.จะขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้งภายในปีนี้ (0.50%-0.75%) เพื่อลดผลกระทบดังกล่าว


ทั้งนี้ ประเมินว่าหากกนง. ปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง หรือ 0.25% จะกดดันให้ระดับ P/E ซื้อขายลดลงจาก 20.36 เท่า เหลือ 19.38 เท่า ลดลงเกือบ 1 เท่า หรือต้องใช้ EPS เพิ่มขึ้นถึง 5% ราว 4.5 บาทต่อหุ้น หรือราว 5 หมื่นล้านบาท เพื่อชดเชยผลกระทบดังกล่าว และถ้านำ P/E เหมาะสมในแต่ละระดับดอกเบี้ยนโยบายไทย มาคูณกับ EPS ปี 65 ที่ 88.9 บาทต่อหุ้น จะได้เป้าหมาย SET Index ปลายปี คือ ถ้ากนง. ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในปีนี้ เป้าดัชนีจาก 1,810 จุด จะลดลงเหลือ 1,722 จุด แต่ถ้ากนง. ขึ้นดอกเบี้ย 0.5% เป้าดัชนีจะลดลงเหลือ 1,643 จุด


สำหรับกลยุทธ์การลงทุน มองเป็นช่วงที่ยากกว่าปกติ แนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ Selective Buy ในหุ้นกลุ่มธนาคารซึ่งมีเกราะป้องกันการขึ้นดอกเบี้ย หุ้นที่ได้ประโยชน์หากราคา Commodity ลง ทำให้ต้นทุนลดลง เช่น AAV, OSP, CBG และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อนค่า เช่น TU, CPF เป็นต้น

ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้

Most Viewed
Stock of the Day
จับตา GUNKUL-HANA MSCI ดันเงินไหลเข้า โบรกฯ ชี้รับทรัพย์แล้ว 28.5 ล้านเหรียญฯ CHG-JTS-CPF-DELTA-CPN เสี่ยงแรงขาย
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fun of Funds
“ASP-TAIWAN” เกาะกุม “หุ้นไต้หวัน”... “หัวใจ” ของซัพพลายเชน “ชิปโลก” โอกาสลงทุนที่ยิ่งใหญ่ “สำคัญ” เกินกว่าจะละเลย !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fun of Funds
“หุ้นไต้หวัน” มหาอำนาจ “ชิปโลก”... โอกาสลงทุนรับการเติบโตของ “AI Megatrend” เศรษฐกิจโตดี-หุ้นโตโดดเด่น” !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Banking
ทีทีบี ผนึกพันธมิตร DBS สร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ยกระดับการบริหารความมั่งคั่ง
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
ONEE ท็อปฟอร์ม! โชว์ศักยภาพผ่านงาน Earnings Call ไตรมาส 2 ปี 2569 ทำรายได้รวม 2,259.36 ลบ. กำไรสุทธิ 67.88 ลบ.
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us