Official Update :

เปิดโผ 10 หุ้นถูก Short Sell มากสุด นักลงทุนแห่ฟันกำไรยามตลาดขาลง

ภาพรวมตลาดหุ้นยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่อง มีปัจจัยกดดันต่างๆมากมาย ทั้งความกังวลเศรษฐกิจโลกถดถอยจากธนาคารกลางทั่วโลกขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดภาวะเงินเฟ้อ ประกอบกับความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย ยูเครน ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลก และของไทยที่ยังเคลื่อนไหวในแดนลบมาอย่างต่อเนื่อง


ทั้งนี้หากย้อนกลับไปสำรวจความเคลื่อนไหวของ SET ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (1 ม.ค.-17 มิ.ย.65) พบว่า ยังให้ผลตอบแทนติดลบที่ -5.93% ขณะที่ในรอบ 1 เดือนล่าสุดก็เช่นกันติดลบ -3.41% ส่วนการซื้อขายรายกลุ่มพบว่าในช่วงวันที่ 1 - 17 มิ.ย. 2565 ต่างชาติเทขายหุ้นไทยสุทธิ -21,618.53 ล้านบาท เช่นเดียวกันกับ สถาบันในประเทศ ที่ขายสุทธิหุ้นไทย -7,331.63 ล้านบาท


ล่าสุด Conference Board ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยธุรกิจเปิดเผยผลสำรวจ CEO จากทั่วโลกระบุว่า CEO มากกว่า 60% คาดว่า เศรษฐกิจจะถดถอยในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับผลสำรวจเมื่อสิ้นปี 2564 ที่มี CEO เพียง 22%เท่านั้นที่คาดว่า เศรษฐกิจจะถดถอย


อย่างไรก็ตาม Wealthy Thai ได้รวบรวมหุ้นถูกธุรกิจขายชอร์ตมากที่สุดในตลาดหุ้นไทย 10 อันดับแรก ในช่วงวันที่ 1-17 มิ.ย. 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งจะมีหุ้นอะไรกันบ้าง และข้อมูลพื้นฐานของหุ้นจะยังน่าสนใจหรือไม่ มีทิศทางเป็นอย่างไร บทความนี้มีคำตอบให้แล้ว


ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า Short Sell คือ การขายเพื่อเก็งกำไรในกรณีที่คาดหุ้นว่าจะลง โดยไม่จำเป็นต้องมีหุ้นตัวนั้นอยู่ในมือ เพราะสามารถยืมหุ้นจากโบรกเกอร์มาขายออกไปก่อนได้ และหากราคาหุ้นลงตามที่เราคาด เราก็จะมาซื้อหุ้นตัวนั้นกลับภายหลังในราคาที่ต่ำกว่า และคืนหุ้นที่เรายืมมาให้กับโบรกเกอร์ ส่วนกำไรที่จะได้ก็คือส่วนต่างระหว่างราคาที่เราขายกับราคาที่เราซื้อกลับหลังหักต้นทุนต่างๆที่เกิดขึ้น


สำหรับหุ้น 10 อันดับแรกที่ Short Sell มากสุดในช่วงวันที่ 1 - 17 มิ.ย. 2565 มีรายละเอียดดังนี้




หมายเหตุ

  • Short Sell คือ การยืมหุ้นมาขายเพื่อลงทุนในทิศทางขาลง

  • ไม่รวมรายการขายชอร์ตของสมาชิกที่เป็นผู้ร่วมค้าหน่วยลงทุนหรือผู้ดูแลสภาพคล่องของหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอีทีเอฟ เพื่อบัญชีบริษัทประเภทเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างของราคา หรือเพื่อดูแลสภาพคล่อง แล้วแต่กรณี

  • รายการที่ชื่อย่อหลักทรัพย์ต่อด้วย "-R" หมายถึงข้อมูลธุรกรรมขายชอร์ตในเอ็นวีดีอาร์


จากข้อมูลในตารางดังกล่าว พบว่า  
PTTEP-R มีมูลค่าการขายซอร์ตมากถึง 3,473 ล้านบาท ตามด้วยอันดับ 2 อย่าง PTT ที่อยู่ระดับ 3,194 ล้านบาท ขณะที่ AOT-R อยู่ที่ 2,584 ล้านบาท ส่วน KBANK-R อยู่ที่ 2,321 ล้านบาท และ BANPU มีมูลค่าการขายซอร์ตอยู่ที่ 2,243 ล้านบาท



นักลงทุนมองเห็นความเสี่ยง

ทั้งนี้จากประเด็นดังกล่าว Wealthy Thai ได้ต่อสายตรงไปยัง นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  หุ้นที่ถูก Short Sell ในระดับสูง คาดเป็นภาพที่นักลงทุนมองเห็นความเสี่ยงของหุ้นรายตัว รวมทั้งตลาดที่เป็นลบด้วย ทำให้ต้องปรับสถานะ หรือป้องกันความเสี่ยงไปก่อน


อย่างไรก็ตามหากนักลงทุนที่อยากลงทุนในหุ้นพวกนี้ ต้องศึกษาในเรื่องหุ้นรายตัวที่มีพื้นฐานดี ระยะยาวมีโอกาสที่จะเติบโตได้หรือไม่ หากราคาลดลงมาเยอะเกินไปก็อาจจะเป็นโอกาสของการลงทุน โดยส่วนใหญ่ที่หุ้นถูก Short Sell ในระดับสูง ก็จะมีปัจจัยกดดันจากภาวะตลาดที่ปรับตัวลดลง และหุ้นบางตัวก็มีปัจจัยเสี่ยงเฉพาะตัวด้วย



อนาคตของหุ้นที่ถูกขายชอร์ต

PTTEP โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2565 ขึ้นอีก 6% เป็น 6.72 หมื่นล้านบาท และปี 2566 ขึ้นอีก 18% เป็น 6.89 หมื่นล้านบาท เนื่องจากราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น, ต้นทุนต่อหน่วยลดลง และปริมาณยอดขายเพิ่มขึ้น


โดยได้ปรับเพิ่มสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบปี 2565-66 ขึ้นจากเดิมที่ 90 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และ75 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เป็น 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และ 85 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล  ตามลำดับ เนื่องจาก สงครามรัสเซีย-ยูเครนยืดเยื้อนานเกินคาด และ EU แบนการนำเข้าน้ำมันทางทะเลจากรัสเซีย ทำให้คาดว่าราคาขายเฉลี่ย (ASP) ของ PTTEP ในปีนี้จะเพิ่มขึ้น 2% เป็น 54.5 ดอลลาร์สหรัฐ/BOED และปีหน้าจะเพิ่มขึ้น 5% เป็น 49.5 ดอลลาร์สหรัฐ/BOED


ทั้งนี้ปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย DCF ปี 2565 เป็น 173.00 บาท จากเดิม 165.00 บาท เพื่อสะท้อนถึงการปรับเพิ่มประมาณการกำไร นอกจากนี้ ยังคงคำแนะนำถือ PTTEP เนื่องจากคาดว่าราคาน้ำมันดิบในครึ่งหลังปี 65 จะลดลงเนื่องจากอุปทานน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นจาก OPEC+ ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม และมีความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะยกเลิกการคว่ำบาตรอิหร่านและเวเนซูเอล่า


PTT โดยบริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 42.50 บาท เราคาดว่าราคาขายที่สูงขึ้นและมาร์จินจากการขาย LPG ที่เพิ่มขึ้นจะช่วยชดเชยผลกระทบบางส่วนจากราคาก๊าซที่ปรับเพิ่มขึ้นEV/EBITDA ของกลุ่มธุรกิจก๊าซยังน่าสนใจที่ 3.7 เท่า


AOT บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ ซื้อ ราคาพื้นฐาน 71 บาท คาดจำนวนเที่ยวบินและจำนวนผู้โดยสารจะฟื้นตัวต่อเนื่องในครึ่งหลังปี 65 และปี 66 บ่งชี้ว่าอุตสาหกรรมได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ประเมินผลประกอบการงวดปี 65 (สิ้นสุดก.ย.65) จะขาดทุนลดลงจากปีก่อนหน้า และพลิกเป็นกำไรสุทธิได้ในงวดปี 66


KBANK บริษัท หลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คงแนะ ซื้อ ราคาเป้าหมายที่ 180 บาท โดยชอบ KBANK เพราะการเติบโตในปี 65 มาจากการลดลงของค่าใช้จ่ายสำรองควบคู่กับการเติบโตของสินเชื่อ และค่าธรรมเนียม และมองว่าธนาคารขนาดใหญ่ที่มีความน่าเชื่อถืออย่าง KBANK จะได้อานิสงส์จากเศรษฐกิจฟื้นตัว นอกจากนี้ KBANK เป็นผู้นำด้านการพัฒนา Digital banking เพื่อต่อยอดธุรกิจหลัก และป้องกันการ disrupt รวมถึงเพิ่มช่องทางการเติบโตใหม่ต่อเนื่อง


BANPU บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มไตรมาส 2/65 คาดขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน หนุนจากราคาถ่านหิน – ก๊าซสูงขึ้นมากทั้งจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมทั้งได้ประโยชน์จากบาทอ่อนค่า มองข้ามไปครึ่งหลังปี 65 คาดกำไรยังอยู่ระดับดีจากการรับรู้ยอดขาย XTO Energy (ปิดดีลภายในเดือนมิ.ย.) และราคาถ่านหินยังอยู่ระดับสูงแม้ว่าสถานการณ์รัสเซียจะคลายตัวลง


คาดเงินปันผลสูง 6-7% และมีสตอรี่ Spin-off บริษัทลูกในอนาคต แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมใหม่ 16.10 บาท คาด Earnings deliver ที่ชัดเจนขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 1/65 จะเริ่มสร้างความมั่นใจให้ตลาด และราคาหุ้นจะสะท้อนความแข็งแกร่งของราคาพลังงานได้ดีขึ้น


CPALL บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 80.00 บาท แนวโน้มยอดขายสาขาเดิม (SSSG) เติบโตราว 10% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ตั้งแต่ต้นไตรมาส 2/65 ถึงปัจจุบัน (QTD) ซึ่งสูงกว่าที่คาดเดิมที่ 5% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน หนุนโดยกิจกรรมเศรษฐกิจกลับสู่ปกติเทศกาลสงกรานต์ และการกลับเข้าทำงานและโรงเรียน สอดคล้องกับ Google Mobility Index ที่บ่งชี้กิจกรรมการเดินทางกลับมาชัดเจน และการเติบโตของยอดขายระดับนี้คาดว่าจะสามารถกลบผลกระทบอัตรากำไรจากต้นทุนเพิ่มได้และได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 65-67 ขึ้น 1-2%


โดยปรับสมมติฐาน SSSG จาก 5% เป็น 10.5% รวมทั้ง finetune อัตรากำไรให้สะท้อนต้นทุนที่เพิ่มจากเงินเฟ้อแล้ว ทั้งนี้ คาดภาพรวมกำไรหลักปี 65 เติบโต 60% (และเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 44% ในปี 65-67)


BDMS บริษัท หลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนวโน้มไตรมาส 2/65 เบื้องต้นคาดกำไรสุทธิ 2,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 35%จากไตรมาสก่อน ส่วนทั้งปี 65 กำไรสุทธิจะมี upside ราว 6% จากการที่ BDMS ปรับเพิ่มเป้าหมายปี 65 เติบโต 12-15% ดีกว่าประมาณการรายได้ของเราคาดเติบโต 8% นอกจากนี้ยังคาดว่าช่วง 3-5 ปีข้างหน้าการลงทุนโครงการ BDMS Silver Wellness & Residence จะมีผลกระทบจำกัดต่อประมาณการกำไรสุทธิของ BDMS


ADVANC บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แม้ราคาหุ้นปรับตัวลงในสองสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่อัพไซด์สู่ ราคาเป้าหมายที่ 230 บาทยังไม่น่าสนใจ ประโยชน์จากการได้คลื่น 700MHz จะเป็นในระยะยาวมากกว่าระยะสั้น อย่างไรก็ตามการแข่งขันยังรุนแรงและเศรษฐกิจอ่อนแอกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ จึงอาจมีดาวน์ไซด์ต่อประมาณการรวมถึงราคาเป้าหมายในปีนี้ คงคำแนะนำ ถือ



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”

Most Viewed
Wealth EZ
“ทางเลือก” การลงทุนใหม่ๆ (2)… “Crypto Assets” !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
เปิดโผหุ้นรับอานิสงส์ 4 ยักษ์ใหญ่จีนลงทุนไทย อัดงบ 7 หมื่นล้าน ลุย EV-AI นิคม ยานยนต์ ชิ้นส่วน พลังงานเด่น
เมื่อ 2 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
ประเทศไทย จาก “Sick Man of Asia” สู่ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทาน AI ดาวรุ่ง? Bloomberg ชี้โอกาสรับย้ายฐานผลิต หนุนไทยขึ้นแท่นฐานลงทุนโลก
เมื่อ 9 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
มองครึ่งปีหลัง “สินทรัพย์เสี่ยง” ยังน่าสนใจ แต่ต้องเลือก... มองบวก “หุ้นไทย” ให้เป้าปีนี้ 1,630 – 1,660 จุด !!!
เมื่อ 2 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
GUNKUL เซ็น PPA ใหม่ คว้าโรงไฟฟ้า 3 โครงการ หนุนพอร์ตพลังงานสีเขียวโตต่อ ดันกำลังผลิตรวมพุ่งแตะ 2,121 MW
เมื่อ 1 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us