เปิดรายชื่อ 10 บริษัทในตลาดหุ้นไทย ส่วนของผู้ถือหุ้นส่อแววติดลบ พบขาดทุนสะสมสูงสุด 1,500 ล้านบาท
Wealthy Thai จะพานักลงทุนไปพบกับ 5 หุ้นใน SET และ 5 หุ้นใน mai ที่ส่วนของผู้ถือหุ้นมีโอกาสที่จะเสี่ยงอยู่ในภาวะติดลบ เนื่องจากขณะนี้ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ในระดับต่ำที่สุดของทั้งในตลาด SET และ mai โดยจากการค้นข้อมูลพบว่ามีบริษัทที่มีส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ในระดับแค่เพียง 1 ล้านบาท อีกทั้งจากการสำรวจข้อมูลพบว่ากลุ่มบริษัทดังกล่าวมีการขาดทุนสะสมสูงสุดกว่า 1,500 ล้านบาท
โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่าหากกลุ่มบริษัทดังกล่าวยังมีผลขาดทุนต่อเนื่องไปอีก 1-2 ไตรมาส ก็อาจจะทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ ดังนั้นจะหมายความว่าจะต้องเข้าสู่กระบวนการแก้ไขส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งในระยะแรกจะต้องทำการเพิ่มทุนจดทะเบียน และในระดับถัดไปหากยังไม่สามารถแก้ไขส่วนของผู้ถือหุ้นที่ติดลบได้ตามกำหนด จะทำให้บริษัทต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ
สำหรับกลุ่มบริษัทที่ Wealthy Thai ได้ทำการสำรวจข้อมูลทั้งในตลาด SET และ mai ที่ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ในระดับต่ำที่สุด 5 อันดับ โดยแบ่งเป็นบริษัทที่อยู่ใน SET ได้แก่ บริษัท เวฟ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ WAVE ที่มีส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 145 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสะสม จำนวน 992 ล้านบาท ตามมาด้วยบริษัท พีพี ไพร์ม จำกัด (มหาชน) หรือ PPPM พบว่าส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 149 ล้านบาท และยังขาดทุนสะสมอยู่ที่ 1,552 ล้านบาท
รวมถึงหุ้น B52 หรือ บริษัท บี-52 แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) ที่ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ระดับ 280 ล้านบาท และมีการขาดทุนสะสมจำนวน 174 ล้านบาท สำหรับบริษัท แมนดารินโฮเต็ล จำกัด (มหาชน) หรือ MANRIN มีส่วนของผู้ถือหุ้น 324 ล้านบาท และมีการขาดทุนสะสม 113 ล้านบาท ขณะที่ TRC มีส่วนของผู้ถือหุ้น 368 ล้านบาท และพบว่าในงบการเงินของทาง TRC มีขาดทุนสะสมอยู่จำนวน 845 ล้านบาท
ข้ามมากันที่บริษัทใน mai พบว่าหุ้นที่มีส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำที่สุดได้แก่ บริษัท เอเชีย แคปปิตอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ACAP ซึ่งมีส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่แค่เพียง 1.55 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสะสมอยู่ที่ 593 ล้านบาท ส่วน JCKH หรือ บริษัท เจซีเค ฮอสพิทอลลิตี้ จำกัด (มหาชน) มีส่วนของผู้ถือหุ้นเหลือ 34 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสะสม 1,203 ล้านบาท เช่นดียวกันหุ้น SLM ที่มีส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 54.15 ล้านบาท และขาดทุนสะสม 74 ล้านบาท
ส่วนอีก 2 บริษัทในตลาด mai ที่ส่วนของผู้ถือหุ้นน้อยที่สุด คือบริษัท ไฮโดรเท็ค จำกัด (มหาชน) หรือ HYDRO มีส่วนของผู้ถือหุ้น 158 ล้านบาท และขาดทุนสะสมอยู่ที่ 463 ล้านบาท ปิดท้ายที่หุ้น UMS บริษัท ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส จำกัด (มหาชน) มีส่วนของผู้ถือหุ้น จำนวน 170 ล้านบาท และขาดทุนสะสม 869 ล้านบาท
นักวิเคราะห์ชี้ถ้าไม่พร้อมเพิ่มทุนก็ “ขาย”
ด้านนายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และนักกลยุทธ์ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด ให้ข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นในกลุ่มดังกล่าวว่า นักลงทุนที่ยังคงถือหุ้นในกลุ่มดังกล่าวอยู่จะต้อง เลือกดูพื้นฐานของหุ้นรายตัวว่าหุ้นตัวใดมีพื้นฐานและแนวทางธุรกิจในอนาคตเป็นอย่างไร ทั้งนี้หากในกลุ่มบริษัทดังกล่าวยังมีผลขาดทุนต่อเนื่องไปอีก 1-2 ไตรมาส อาจจะทำให้ส่วนจองผู้ถือหุ้นติดลบ และจะต้องทำการเพิ่มทุน
โดยแนะนำนักลงทุนว่า จะต้องถามตัวเองว่ายอมรับที่จะใส่เงินเพิ่มทุนได้หรือไม่ ถ้ายังอยากลงทุนเพราะมองเห็นอนาคตในธุรกิจของบริษัทก็สามารถใส่เงินเพิ่มทุนได้ แต่ถ้าไม่พร้อมก็แนะนำว่าอาจจะต้องขายเพื่อลดสัดส่วนการถือ ซึ่งหากบริษัทเพิ่มทุน อาจจะส่งผลให้รูปแบบการลงทุนที่เราวางไว้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ดังนั้นแนะนำว่าถ้าไม่มั่นใจในธุรกิจอนาคตแนะนำวิธีบริหารความเสี่ยงคือลดสัดส่วนการลงทุน

