คัด 3 หุ้นเด่นกลุ่มค้าปลีก ที่อาจจะเป็นจังหวะดีในการเข้า “ซื้อ”

กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาคึกคักกันอีกครั้ง หลังจากภาครัฐมีการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลต่อภาคการท่องเที่ยว และการอุปโภคบริโภคที่มีมากขึ้น โดยหนึ่งในหุ้นที่จะได้รับผลประโยชน์คงหนีไม่พ้น กลุ่มค้าปลีก ที่การจับจ่ายใช้สอบสินค้าจำเป็น ก็ยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง


โดยหุ้นกลุ่มค้าปลีกในตลาดหุ้นไทย ก็มีอยู่จำนวนไม่น้อย และความแข็งแกร่งก็ยังแตกต่างกันออกไปอีกด้วย ซึ่งล่าสุดนักวิเคราะห์ได้ออกมาคัดหุ้นเด่นของกลุ่มนี้มาฝากนักลงทุน พร้อมยังบอกอีกว่า ราคาหุ้นกลุ่มค้าปลีกปรับตัวลดลงโดยเฉลี่ย 12% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา underperform SET อยู่ 6% ซึ่งเขามองว่าสะท้อนถึงความกังวลของตลาเกี่ยวกับ แรงกดดันด้านเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทั้งนี้ในบรรดาผู้ประกอบการทั้งหมดในกลุ่มค้าปลีก CRC มีแนวโน้มที่จะรายงานการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) เติบโตดีที่สุดในกลุ่ม ตามด้วย CPALL, BJC


สะท้อนจากมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด หนึ่งในบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย ได้ออกมาประเมินว่า ราคาหุ้นกลุ่มค้าปลีก ปรับตัวลดลงโดยเฉลี่ย 12% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา underperform SET อยู่ 6% ซึ่งมองว่าสะท้อนถึงความกังวลของตลาดเกี่ยวกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น


อย่างไรก็ดี แม้อัตราเงินเฟ้อสูง แต่ SSSG ของกลุ่มน่าจะเติบโตเป็นไตรมาสที่สามติดต่อกันที่ 7% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ในไตรมาส 2/65 ถึงปัจจุบัน และจะเติบโตเมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนต่อไปอีกในครึ่งหลังของปี 65 จากฐานตํ่าในไตรมาส 3/64 สืบเนื่องมาจากมาตรการล็อกดาวน์ กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว ประกอบกับรายได้เกษตรกรและจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางการฟื้นตัวของยอดขายมีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับที่สามารถจัดการได้ สำหรับอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ประเมินได้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้น 1% จะส่งผลกระทบทำให้กำไรสุทธิปี 2566 ของกลุ่มปรับลดลงโดยเฉลี่ย 6%


สำหรับหุ้นเด่นชอบ CRC CPALL และ BJC เนื่องจากคาดว่ากำไรปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นฟื้นตัวจะเติบโตดีที่สุดในกลุ่ม (ผลประกอบการได้รับผลกระทบจาก COVID-19 อย่างหนักในปี 2563-64) และกำไรช่วงไตรมาส 3/65 จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากฐานตํ่าในไตรมาส 3/64 อันเป็นผลมาจากมาตรการล็อกดาวน์


อย่างไรก็ตามหลังจากเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 4/64 SSSG ของกลุ่มน่าจะเติบโต 7% ในเดือนเม.ย.-พ.ค. จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับการสนับสนุนจาก

1.ฐานตํ่าของปีก่อนจากการเริ่มระบาดระลอกสามของ COVID-19


2.กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวการกลับมาเปิดโรงเรียนและสถานบันเทิงยามคํ่าคืน เช่น ผับ และบาร์ และการกลับมาเดินทางท่องเที่ยวอีกครั้งของนักท่องเที่ยวชาวไทย (79 ล้านคน, เพิ่มขึ้น 126%จากช่วงเดียวกันของปีก่อนในช่วง 5 เดือนแรกของปี65) และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ (1.3 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3,677% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนในช่วง 5 เดือนแรกของปี 65) และ


3.การปรับราคาสินค้าสืบเนื่องมาจากเงินเฟ้อ (นําโดยสินค้ากลุ่มอาหารสด ซึ่งเป็นบวกต่อผู้ประกอบการค้าปลีกกลุ่มสินค้าจำเป็น)


ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากโมเมนตัมแยกตามกลุ่ม SSSG ของผู้ประกอบการค้าปลีกกลุ่มแฟชั่น (ห้างสรรพสินค้า) และกลุ่มอาหารเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนในอัตราที่เร็วกว่าไตรมาส 1/65 แต่ชะลอตัวลงสำหรับผู้ประกอบการค้าปลีกกลุ่มสินค้าปรับปรุงและตกแต่งบ้านอันเป็นผลมาจากการหยุดพักกิจกรรมการก่อสร้างในช่วงวันหยุดยาวและฝนที่ตกหนักกว่าปีก่อน


ขณะที่ในบรรดาผู้ประกอบการทั้งหมดในกลุ่มพาณิชย์ CRC มีแนวโน้มที่จะรายงาน SSSG เติบโตดีที่สุดในกลุ่ม เพิ่มขึ้นมากกว่า 20%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามด้วย CPALL เติบโตเป็นตัวเลขสองหลักจากช่วงเดียวกันของปีก่อน, BJC และ MAKRO (เติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวระดับสูงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน), HMPRO (เติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวระดับตํ่า จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ) และ GLOBAL (ทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน)


นอกจากนี้ยังคาดว่า SSSG ของกลุ่มจะเติบโต 6% ในปี 2565 เทียบกับ -10.7% ในปี 2563 และ +0.4% ในปี 2564) ซึ่งบ่งชี้ว่า SSSG จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในครึ่งหลังของปี 65 (เทียบกับ 7% ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 65) โดยจะได้รับการสนับสนุนจาก 1.กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว เนื่องจาก COVID-19 มีผลกระทบลดลงท่ามกลางอัตราการฉีดวัคซีนระดับสูงและฐานตํ่าในไตรมาส 3/64 สืบเนื่องมาจากมาตรการล็อกดาวน์;


2.รายได้เกษตรกรที่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย SCB EIC คาดว่ารายได้เกษตรกรจะเติบโต 9.5% ในปี 2565 (เทียบกับ 10% ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 65) อันเป็นผลมาจากราคาสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้น 7.6%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามการฟื้นตัวของอุปสงค์ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าเกษตรที่ราคาเชื่อมโยงกับราคาน้ำมัน และผลผลิตสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้น1.8%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากสภาวะอากาศที่เอื้ออำนวยมากขึ้นและระดับนํ้าในเขื่อนที่สูงขึ้น;


3.นักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดว่าจะเดินทางเข้ามายังประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 8 ล้านคนในปี 2565 (จาก 4.28 แสนคนในปี 2564) โดยจะเข้ามามากในครึ่งหลังปี 65 (เทียบกับ 1.3 ล้านคนใน 5 เดือนแรกปี 65); และ 4.การผ่อนคลายมาตรการกระตุ้นของรัฐบาลที่ผู้ประกอบการค้าปลีกโมเดิร์นเทรดไม่สามารถเข้าร่วมได้ เช่น คนละครึ่ง ทั้งนี้จาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินวงเงิน 1.5 ล้านล้านบาท พบว่ามีงบประมาณเหลือเพียง 1.84 แสนล้านบาท (12%) สำหรับเบิกจ่าย ณ เดือนมิ.ย.



สำรวจพื้นฐานรายตัวของหุ้นเด่น

CRC นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า CRC ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับรูปแบบร้านค้าใหม่, เปิดแบรนด์ใหม่และขยายสาขาเพิ่ม ประกอบไปด้วยร้านค้าวัสดุก่อสร้าง (ไทวัสดุ บ้านแอนด์บียอนด์), GO! WOW และ Tops Care และ Tops Vita เพื่อขยายฐานลูกค้าและเพิ่มการเติบโตของยอดขาย โดยประเมินว่าแผนการขยายสาขาดังกล่าว จะเพิ่มการเติบโตของจำนวนสาขาใหม่ (New Store Growth) ในปีนี้ ราว 3-5%จากปีก่อน


ฝ่ายวิจัยมองว่าแนวโน้มกำไรจะเร่งตัวขึ้นได้ตั้งแต่งวดไตรมาส 2/65 จะเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และสามารถลุ้นการเติบโตจากไตรมาสก่อนต่อได้ แม้จะเป็นช่วง Low Season ของกลุ่มค้าปลีกฯขับเคลื่อนมาจาก 1.การเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ในช่วงเดือน เม.ย. - พ.ค. ในทุกกลุ่มสินค้า (สินค้าแฟชั่น, ฮารด์ไลน์ และ กลุ่มอาหาร) ในระดับราว 20-25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นำโดยกลุ่มสินค้าแฟชั่นที่ยังคงเติบโตแรงมากกว่า 50%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากฐานต่ำในช่วงเดียวกันปีที่แล้ว รองลงมาคือ SSSG ของกลุ่มสินค้าอาหารที่ เติบโตราว 15-16%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน


2.อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ที่ประเมินว่ายังคงอยู่ในระดับที่ดี แม้อยู่ในสภาวะเงินเฟ้อ เนื่องจากบริษัทได้ทำการปรับราคาสินค้าขึ้นไปแล้วในบางส่วน ในช่วงเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ส่วนปัจจัยอื่นที่ช่วยหนุน Gross Margin ให้ดีขึ้น มาจากสัดส่วนการขายสินค้าในกลุ่มแฟชั่นที่เพิ่มขึ้น, การปรับส่วนลดให้แก่ผู้เช่าพื้นที่ทยอยลดลงและอัตราการเช่าพื้นที่เริ่มกลับมาสูงขึ้นตามสถานการณ์โควิดที่เริ่มดีขึ้น ดังนั้นฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรปี 2565ไว้ตามเดิมที่ 6.6 พันล้านบาท เติบโต3,420.5%จากปีก่อน และปี 2566 ที่ 8.1 พันล้านบาท เติบโต 19.8%จากปีก่อนหน้า


จากผลประกอบการที่อยู่ในช่วง Turnaround และแนวโน้มกำไรที่ยังคงฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยถือว่า CRC เป็นหุ้นที่ฟื้นตัวเด่นสุดในกลุ่มค้าปลีกฯ ในช่วงครึ่งหลังปี 65 ส่วนหนึ่งมาจากผลประกอบการที่ขาดทุนในงวดไตรมาส 3/64 (ผลกระทบวิกฤต COVID) และการเน้นเปิดสาขาส่วนใหญ่ในช่วงนั้น ประกอบกับราคาหุ้นปัจจุบันปรับตัวลงอย่างมีนัยฯ ถือว่าเป็นช่วงเวลาสำหรับทยอยเข้าซื้อสะสม โดยมีราคาเป้าหมายอยู่ที่ 44.75 บาท


CPALL โดยบริษัทหลักทรัพย์พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปรับคำแนะนำ CPALL ขึ้นเป็น “ซื้อ” โดยประเมินมูลค่าพื้นฐานปี 23 ได้ที่ 72.25 บาท (35XPER’23E) ด้วยปัจจัยบวกจากการได้รับผลดีจากสถานการณ์ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินเฟ้อที่ทำให้ราคาขายปรับตัวสูงขึ้น และการกลับมาของนักท่องเที่ยวโดยไม่ว่าจะเป็นในประเทศที่ในเดือน ก.ค. จะปรับโควิดเป็นโรคประจำถิ่นและนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศหลังยกเลิกไทยแลนด์พาส ขณะที่ในแง่การขยายสาขายังโดดเด่นเบื้องต้นคาดไตรมาส 2/65 เปิดในประเทศไม่ต่ำกว่า 200 สาขา


โดยมองว่าจากสถานการณ์ปัจจุบันที่เงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากจนถึงระดับ 7.1% ในเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ทำให้สินค้าหลายรายการมีการปรับราคาขายขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยบวกสำหรับรายได้ของ CPALL ที่จะทำให้ยอดขายต่อสาขาเดิม (Same Store Sale Growth) เพิ่มขึ้น เห็นได้จากในช่วงไตรมาส 1/65 เงินเฟ้อทำให้ SSSG เพิ่มขึ้นได้ประมาณ 2-3% จากทั้งหมดที่เติบโต 13% ซึ่งในช่วงไตรมาส 2/65 คาดว่ายอด SSSG ยังคงสูงกว่า 10% ได้อีกไตรมาส


นอกจากนี้ CPALL ยังได้รับผลดีจากมาตรการผ่อนคลายโควิดของภาครัฐโดยเฉพาะการปรับเป็นโรคประจำถิ่นและการยกเลิกไทยแลนด์พาสสำหรับผู้ที่เดินทางเข้าประเทศ ทำให้ภาคการท่องเที่ยวกลับมา ทำให้มองว่าสาขาที่อยู่ในจังหวัดท่องเที่ยวหลักนอกเหนือจากกรุงเทพที่มีกว่า 15% จะมียอดขายที่กลับมาเติบโตได้อีกครั้ง


ด้านการเปิดสาขาใหม่ยังมีอย่างต่อเนื่องโดยคาดว่าในช่วงไตรมาส 2/65 จะ เปิดอีกอย่างน้อย 200 สาขาในประเทศ นอกจากนี้ด้วยภาพการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวทำให้ผลประกอบการของทาง MAKRO และ โลตัส ปรับตัวเพิ่มขึ้นส่งผลดีต่อ CPALL ด้วยอีกทาง


สำหรับแนวโน้มช่วงไตรมาส 2/65 เบื้องต้นคาดกำไรจะเติบโตจากปีก่อนได้ จากฐานที่ต่ำ และการรวมโลตัสเข้ามาใน Makro ส่วนหากเทียบกับไตรมาส 1/65 มีโอกาสเติบโตได้เช่นกัน จากผลดีของการเปิดเมืองและการที่ MAKRO มีการคืนเงินกู้ไปบางส่วน แต่อาจจะไม่มากนักเพราะยังมีค่าใช้จ่ายในการรีแบรนด์โลตัสอยู่


อย่างไรก็ตามด้วยกำไรในช่วงครึ่งปีแรกของปี 65 คาดว่าจะอยู่ในกรอบ 7,000 ล้านบาท คิดเป็นเพียง 40% ของทั้งปีที่คาดไว้เดิมที่ 17,072 ล้านบาท เติบโต 31% จากปีก่อน ทำให้อาจจะมีการปรับประมาณการลง หลังการประกาศผลประกอบการ แต่สำหรับปี 66 ยังคงประมาณการณ์เดิมที่ 18,545 ล้านบาท เติบโต 9%จากปีก่อนหน้า


สุดท้าย BJC บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส ( ประเทศไทย ) จำกัด เปิดเผยว่า แนะนำ ซื้อ ราคาพื้นฐาน 41.25 บาท ส่วนธุรกิจที่เด่นคือ โมเดิร์นเทรด BigC ด้านอัตราการเติบโตจากสาขาเดิม (SSSG) สำหรับเดือนเม.ย. และพ.ค.65 เป็นบวกได้ในอัตราตัวเลขหลักเดียวค่อนไปทางสูง (High single-digit positive) หลังจากมีตัวเลขที่น่าประทับใจคือ SSSG ในงวดไตรมาส 1/65 เป็น +2.9% ถือว่าเป็นครั้งแรกที่เป็นบวก นับตั้งแต่ไตรมาส 1/62 ทีเดียว


คาดว่าอัตราการเติบโตของกำไรไตรมาส 2/65 จะแข็งแกร่งขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากรายได้จากส่วนธุรกิจต่างๆคือ PSC, CSC, and H&TSC ที่เพิ่มขึ้นดี แม้ว่าจะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นก็ตาม โดยเฉพาะในส่วนธุรกิจ MSC คือ BigC ที่ SSSG ฟื้นตัวแกร่ง อีกทั้งค่าเช่าร้านค้าก็เพิ่มขึ้น เนื่องจากการให้ส่วนลดค่าเช่าที่น้อยลง ตามสภาพการที่ดีขึ้นหลังโรคระบาดคลี่คลาย


ดังนั้นปรับประมาณการกำไรปี 65 เพิ่มขึ้นอีก 7% เพื่อสะท้อนแนวโน้มธุรกิจที่มีการฟื้นตัวดีกว่าคาด ได้ปรับประมาณการกำไรปี 65 เพิ่มขึ้นอีก 7% ยังผลให้ประมาณการกำไรหลักปี 65 และ 66 เทียบกับปีก่อนหน่า ถือว่าเติบโตก้าวกระโดดและเป็นการฟื้นตัวครั้งใหญ่คือ เติบโต 54% และ เติบโต 22% ตามลำดับ หลังจากปี 63 และ 64 ได้รับผลกระทบหนักจากโรคระบาดโควิด-19 กำไรหลักได้ดิ่งลงถึง -47% และ -12% ตามลำดับ จึงคงคำแนะนำ ซื้อ แต่ปรับราคาพื้นฐานใหม่ขึ้นเป็น 41.25 บาท โดยบริษัทกำลังอยู่ในช่วงการได้รับส่วนครองตลาด (Market Share) เพิ่มสูงขึ้น



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”

Most Viewed
Fun of Funds
“UGFT” กระจายลงทุนทั่วโลก… ตอบโจทย์ “การสร้างความมั่งคั่ง” ระยะยาว !!!
เมื่อ 11 ชั่วโมงที่แล้ว
Wealth EZ
กรณีศึกษา: เรื่องต่อไปที่ “เนเน่” ต้องตัดสินใจ !!!
เมื่อ อีก 19 ชั่วโมง
Where to put your money
“การตึ๊ง” เป็นศิลปะ... ในการบริหารเงินทุนหมุนเวียนของ “ผู้ที่มีรายได้น้อย” !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Sustainability
“การลงทุน” เพื่อรับมือกับ “Climate Risk”… คือ “การลงทุนเพื่อปกป้องมูลค่าของธุรกิจ” !!!
เมื่อ 4 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“บลจ.” 1H26 “สุดปัง” กำไรพุ่ง +30.83%... “บลจ.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์” แชมป์กำไรโตสุด +1,150.34% “บลจ.เอ็กซ์สปริง” ขาดทุนเพิ่มมากสุด -368.01% “บลจ.กสิกรไทย” แชมป์กำไรมากสุด 1.8 พันลบ. !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us