Official Update :

3 หุ้นเด่นโรงพยาบาลที่น่า “ซื้อ” รับผู้ป่วยไทยปกติ-ต่างชาติ COVID-19 ยอดพุ่ง

ในช่วงที่ผ่านมาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลค่อนข้างได้รับผลประโยชน์จากการระบาดของ COVID-19 อย่างเห็นได้ชัดเจน สะท้อนจากผลประกอบการงวดปี 2564 และไตรมาส 1/65 ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น ทำให้ในช่วงนั้นหุ้นกลุ่มนี้จะมีเสน่ห์มากพอสมควร ส่งผลต่อแรงเก็งกำไรที่เข้ามาอย่างหนาแน่น


แต่ล่าสุดแม้บรรยากาศหลายๆอย่างจะผ่อนคลายลง จนทำให้หุ้นกลุ่มนี้เริ่มกลับสู่สภาวะปกติ และภาครัฐก็มีกำหนดให้ COVID-19 เป็นโรคประจำถิ่นในวันที่ 1 ก.ค.นี้ แต่อย่างไรก็ตามดูเมือนว่า ในระยะสั้นอาจมีความกังวล Omicron สายพันธุ์ย่อย BA.4 และ BA.5 เพิ่มจำนวนมากขึ้น ซึ่ง ดร.ยง ภู่วรวรรณ (นักไวรัสวิทยา) คาดว่าจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่จะเพิ่มขึ้นสูงสุดในเดือนก.ค.-ก.ย. ดังนั้นหุ้นกลุ่มนี้จะยังน่าสนใจหรือไม่ Wealthy Thai หาคำตอบให้แล้ว


ภายใต้สภาวะที่เกิดขึ้นในช่วงนี้หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลจะยังน่าสนใจแค่ไหน มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า มีมุมมองบวกต่อกลุ่ม แม้อัตราการฉีดวัคซีนช้าลงและมีแนวโน้มเกิดการระบาดระลอกเล็ก แต่ศบค. ดูยังมั่นใจต่อการประกาศให้ COVID-19 เป็นโรคประจำถิ่นได้ในวันที่ 1 ก.ค. ด้าน กท.สธ.ยังคงเฝ้าระวังการระบาดของสายพันธุ์ย่อย และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในขณะนี้


ดังนั้นยังคงชอบโรงพยาบาลที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากการเปิดประเทศ แต่อาจเห็นการเก็งกำไรในโรงพยาบาลที่ได้ประโยชน์จาก COVID-19 เป็นช่วงๆ ด้าน downside risk คาดจะมาจากการระบาดของสายพันธุ์ใหม่ที่ส่งผลให้ต้องล็อกดาวน์อีกครั้งและการแข่งข้นที่นแรงกว่าคาดและสงครามรัสเชีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ


สำหรับยอดผู้ป่วยรักษาตัวใน โรงพยาบาลและผู้ป่วยอาการรุนแรงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ยอดการเสียชีวิตยังลดลงต่อเนื่อง เช่นเดียวกับแนวโน้มยอดผู้ติดเชื้อจำนวนผู้ป่วยที่รักษาตัวในโรงพยาบาล ทำจุดต่ำสุดใหม่ที่ 20,467 ราย แต่ตัวเลขในช่วง 5 วันติดต่อกันเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะจากจำนวนผู้ป่วยในโรงพยาบาลสนาม


อย่างไรก็ดี ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นยังไม่สร้างความกังวลในแง่ของอัตราการครองเตียงและจำนวนผู้เสียชีวิต อัตราการครองเตียงของผู้ป่วยที่มีอาการสีแดงและเหลืองแตะระดับต่ำสุดที่ 8.9% ก่อนที่จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 9.4% เทียบกับระดับสูงสุดที่ 30% ในเดือนเม.ย.2565 ยอดผู้ป่วยอาการรุนแรงก็มีแนวโน้มใกล้เคียงกัน ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตซึ่งได้รับผลกระทบตามหลัง (laggard) ยังมีแนวโน้มลดลง ยอดผู้เสียชีวิตรวมอยู่ที่ 16-17 ราย/วัน และไม่มีผู้เสียชีวิตเลยบางวันในกรุงเทพฯ และปริมาณฑล และตายต่ำกว่าที่ 15 ราย/วันในต่างจังหวัด หุ้นเด่นของคือ BDMS



กลุ่มโรงพยาบาลได้แรงหนุนจากผู้ป่วย 3 ส่วน

ขณะที่บริษัท หลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภายใต้ธีมหลักของอุตสาหกรรมทีมกลยุทธ์ให้น้ำหนักอยู่ที่สถานการณ์การทยอยเปิดเมือง เปิดประเทศ หนุนการฟื้นตัวผู้ป่วยไทยและชาวต่างชาติกลับมา แต่การเริ่มต้นระบาด COVID สายพันธุ์ย่อยใหม่ BA4 และ BA5 ที่มีคุณลักษณะติดเชื้อง่ายขึ้น และมีความเสี่ยงลงปอดได้ ทำให้คาดว่าระยะถัดไปมีโอกาสที่โรงพยาบาล จะได้ส่วนเสริมตรงนี้ จากกระแสฟื้นตัวหลักข้างต้น ในส่วนเห็นผู้ป่วย COVID ระลอกย่อย กลับมารักษาตัวและติดตามอาการความเสี่ยงเชื้อโรคลงปอดในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น


โดยจากการสำรวจทีมกลยุทธ์ พบว่า กำลังให้บริการหลายโรงพยาบาลในปัจจุบันเริ่มเต็ม หนุนจากผู้ป่วยทั้ง 3 ส่วน คือ ผู้ป่วยไทยปกติ, ผู้ป่วยต่างชาติ และ COVID ที่ระบาดมากขึ้นช่วงรอยต่อการเปิดเศรษฐกิจปกติมากขึ้นเข้ามาเสริม จึงประเมินสถานการณ์ดังกล่าวมีโอกาสเปิด Upside รายได้กลุ่มโรงพยาบาลน่าเก็งกำไรหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาลที่มีโอกาสได้ประโยชน์ และน่าจะเห็นการปรับเพิ่มกำไรของตลาดได้ในระยะถัดไป อาทิ BCH, BDMS และ CHG


อย่างไรก็ตามทีมกลยุทธ์เลือก BCH ราคาเป้าหมาย 23.7 บาท เป็นหุ้นน่าสนใจมากสุด หลังปรับฐานลึก 19% จากจุดสูงสุด 18 เม.ย. 65 ขณะที่ราคาปัจจุบันมี Valuation น่าสนใจ PER’22 (ไม่รวม Upside ข้างต้น) เพียง 11.7 เท่า ส่วนปีปกติ ปี 66 อยู่ที่  27.8 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตระดับ 35-40 เท่าอย่างมีนัยฯ


ด้านมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การดำเนินงานของโรงพยาบาล จะได้ผลกระทบน้อยที่สุดจากเศรษฐกิจอ่อนแอ  เพราะได้อานิสงค์จากอุปสงค์จากการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ซึ่งได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันปรับขึ้นก้าวกระโดด (ผู้ป่วยชาวตะวันออกกลางมั่งคั่งมากขึ้น) และ/หรือค่าเงินบาทอ่อนค่า และโรงพยาบาลสามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้น(เงินเฟ้อ)ให้ผู้ป่วยได้


ในระยะสั้นอาจมีความกังวล Omicron สายพันธุ์ย่อย BA.4 และ BA.5 เพิ่มจำนวนมากขึ้น ดร.ยง ภู่วรวรรณ (นักไวรัสวิทยา) คาดว่าจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่จะเพิ่มขึ้นสูงสุดในเดือนก.ค.-ก.ย.  นักลงทุนอาจจะหันไปสนใจหุ้น BCH และ CHG มากขึ้นในระยะสั้น แต่ยังคงหุ้นเด่นเป็น BH และ BDMS



ไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจอ่อนแอ

คาดว่ามีโอกาสที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะถดถอยและประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัวในประเทศพัฒนาแล้ว แต่การดำเนินงานของรพ.จะได้อนิสงค์จากการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้โรงพยาบาลยังสามารถส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้น (เฟ้อที่สูงขึ้น) ไปยังผู้ป่วยได้ จากข้อมูลในอดีตรายได้รพ.จะมีความสัมพันธ์กับเงินเฟ้อสูงถึง 78%



การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์เพิ่มขึ้น

คาดผู้ป่วยต่างชาติจะเดินทางเข้ามารับการรักษามากขึ้น ผลจากการเปิดประเทศและยกเลิก Thailand pass มีผลตังแต่ 1 ก.ค. จะช่วยปลดล็อคอุปสงค์คงค้างของผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะผู้ป่วยจากตะวันออกกลาง ซึ่งได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นก้าวกระโดด และเงินบาทอ่อนค่า นอกจากนี้ ผู้ป่วยซาอุฯ จะมากขึ้นหลังรัฐบาลไทยอนุญาตฟรีวีซ่า 30 วัน และรัฐบาลซาอุฯ เพิ่มโควตาการเดินทางของชาวซาอุฯ เข้าประเทศไทยจาก 30,000 คนเป็น 100,000-150,000 คนต่อปี  BH และ BDMS ได้ประโยชน์มากที่สุดจากมาตรการนี้



ความกังวลสายพันธุ์ย่อย
Omicron BA.4 และ BA.5 สูงขึ้น

สองสายพันธุ์นี้แพร่ระบาดได้ง่าย, สามารถหลีกเลี่ยงภูมิคุ้มกัน, มีการอักเสบที่ปอดของผู้ป่วย และมีแนวโน้มจะมีอาการมากกว่า Omicron สายพันธุ์เดิม ดร.ยง ภู่วรวรรณ  หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่จะเพิ่มขึ้นสูงสุดในก.ค.-ก.ย. และจะลดลงในต.ค.-ธ.ค.  อาจทำให้มีการเก็งกำไรระยะสั้นในหุ้น BCH และ CHG ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ของโควิดสูงในปีที่ผ่านมา แต่ปีนี้อาจจะแตกต่างเนื่องจากรัฐบาลได้ปรับลดงบค่ารักษาโควิด


โดย BDMS และ BH ยังเป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม จากแนวโน้มการเติบโตของกำไรเป็นขาขึ้น ซึ่งได้ประมาณการเติบโตที่ระดับ 15% และเติบโต 39% ต่อปี (3 ปี CAGR) ตามลำดับ จากการกลับมาของอุปสงค์ผู้ป่วยโรคไม่เร่งด่วนของผู้ป่วยไทยและผู้ป่วยต่างชาติ


จากการปราะเมินของนักวิเคราะห์ดังกล่าวทั้ง 3 ค่าย พบว่าให้หุ้นเด่น คือ  BDMS, BH และ BCH โดยเราจะพานักลงทุนว่าสำรวจบทวิเคราะห์พื้นฐานทั้ง 3 หุ้นเด่น จะมีความน่าสนใจแค่ไหน?


BDMS โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทให้ข้อมูลเชิงบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 2/65 ที่คาดว่ายังเติบโตโดดเด่นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยยอดขายในช่วงเดือน เม.ย- พ.ค.เติบโตราว 20-25%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีปัจจัยหนุนจาก 1. pent up demand การกลับมาของผู้ป่วยปกติ ในการรักษาโรคซับซ้อน 2. ผลบวกจากการเปิดประเทศ ทำให้คนไข้ต่างชาติกลับมามากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม CLMV และกลุ่มตะวันออกกลาง เว้นกลุ่มลูกค้าจีนที่ยังติดปัญหาเรื่องการเดินทางจากมาตรการควบคุมของรัฐบาลจีน 3.รายได้เกี่ยวกับ COVID-19 แม้จะเริ่มแผ่วลงจากไตรมาส 1/65 แต่ยังเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะฐานที่ต่ำ


ทั้งนี้มองว่าปี 2565 BDMS จะมีผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง และ Outperform กลุ่มโรงพยาบาลส่วนใหญ่ที่คาดว่าผลประกอบการมีโอกาสปรับลดลงจากฐานที่สูง โดยคาดกำไรปี 2565 ที่ 9,906 ล้านบาท เติบโต 28%จากปีก่อน ซึ่งบริษัทได้ผลบวกจากการเติบโตทั้งรายได้จากการบริการเกี่ยวกับ COVID-19 และการกลับมาของลูกค้าปกติจาก pent up demand ที่รอการรักษาจานวนมาก และผลบวกจากการเปิดประเทศ ซึ่งคนไข้จากต่างประเทศจะกลับมารักษา โดยคาดสัดส่วนรายได้จากกลุ่มลูกค้าต่างชาติจะเริ่มปรับตัวดีขึ้น


ด้านประสิทธิภาพในการทา กำไรดีขึ้นจากผลของรายได้ที่ฟื้นตัว และผลจากนโยบายควบคุมต้นทุนตั้งแต่ปีก่อน ส่งผลให้ EBITDA Margin ปรับเพิ่มขึ้นจาก 23.8% ในปี 2564 เป็น 24.6% นอกจากนี้พบว่าดอกเบี้ยจ่ายลดลง 5%จากปีก่อน เนื่องจากการไถ่ถอนหุ้นกู้ที่ครบกำหนด 2,500 ล้านบาท


นอกจากนี้มีมุมมองเป็นบวกในระยะยาวต่อโครงการลงทุน พัฒนาโครงการ BDMS Silver Wellness & Residence ซึ่งถือเป็นโปรเจคใหญ่ ใช้เงินลงทุนกว่า 23,545 ล้านบาท 1.ธุรกิจมีแนวโน้มเติบโตสอดคล้องกับการที่ประเทศไทยกำลังจะก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society)


2.สำหรับโครงการดังกล่าวถือเป็น Residence Premium ที่อยู่ในทำเลที่ดี บริเวณหัวมุมถนนสารสินและถนนหลังสวน 3.รายได้จะมาจาก 2 ทางคือ รายได้จาก Residence ทยอยเข้ามาก่อนเสร็จ และหลังจากที่สร้างเสร็จจะมีรายได้จาก wellness เบื้องต้นบริษัทคาดหวัง IRR ที่ 11-12 % ขณะที่ฐานรายได้รวมของ BDMS คาดว่าจะทะลุ 1 แสนล้านบาท 4.ด้านการลงทุนไม่น่ามีปัญหาผลกระทบต่อกระแสเงินสดไม่มากเนื่องจากเป็นการทยอยการลงทุน เงินสด BDMS แข็งแกร่ง ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีเงินสดในมือกว่า 1.1 หมื่นล้านบาทและจะมีเงินสดจากโครงการเข้ามาหลังจากที่มีการพรีเซลก่อนโครงการเสร็จ 3-4 ปีล่วงหน้า ดังนั้นแนะน “ซื้อ” คงมูลค่าพื้นฐานในปี 2565 ที่ 31.00 บาท


ถัดมา BH โดยนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  ตัวเลขขาเข้า Middle East ดีกว่าที่คาด! ซาอุดิอาระเบียกลับมาสูงสุดในรอบ 10 ปี โดยประเด็นหลัก กลุ่มประเทศที่โตโดดเด่นที่สุดมาจากประเทศ ซาอุดิอาระเบีย จำนวน 1.2 หมื่นคน หากพิจารณาการฟื้นตัว (recovery rate) เดือนพฤษภาคม ปี 65 เทียบค่าเฉลี่ยปี 62 จะเห็นว่านักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ฟื้นตัวแรงโดยคิดเป็น 67% จากแนวโน้มการเติบโตก้าวกระโดด ซึ่งตรงนี้จะเป็น upsize ต่อประมาณการของเราต่อ BH ของรายได้จากผู้ป่วยชาวต่างชาติ


ดังนั้นยังคงมั่นใจใน BH ต่อประมาณการกำไรที่แข็งแกร่งท่ามกลางกลุ่มโรงพยาบาลที่ฝ่ายวิจัยให้คำแนะนำ และยังคงเห็น upsize จากตัวเลขขาเข้า ไม่ว่าจะเป็นตะวันออกกลาง และ ซาอุดิอาระเบีย ที่จะเป็นตลาดใหม่ให้กับ BH คงคำแนะนำ ซื้อที่ราคาเป้าหมาย 190 บาท


ส่วนมุมมอง นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส ( ประเทศไทย ) จำกัด ระบุว่า BH คาดว่าคนไข้ต่างชาติจะฟื้นตัวดีหลัง COVID-19 คลี่คลาย โดยเฉพาะคนไข้จากตะวันออกกลางและ CLMV โดยราคาน้ำมันที่เพิ่มเป็นทำให้คนไข้ตะวันออกกลางมีโอกาสเข้ามาที่โรงพยาบาลมากขึ้น ทั้งนี้คนไข้ตะวันออกจากโดยหลักมาจาก UAE, คูเวต, กาตาร์, บาร์เรน และโอมาน ส่วนคนไข้ CLMV ส่วนใหญ่มาจากเมียนมา, กัมพูชา และบังคลาเทศ สำหรับที่จะขยายต่อไปคือ คนไข้จากเวียดนาม และซาอุดิอาระเบีย


ทำไม? คนไข้ตะวันออกกลางเลือก BH จุดสำคัญคือ คุณภาพของการให้บริการทางการแพทย์ แพทย์ที่มีความสามารถและประสบการณ์สูง สิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาลระดับ 6 ดาว และอัตราค่าบริการที่สมเหตุผล ซึ่งทางโรงพยาบาลต้องใช้เวลาในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนไข้ รวมถึงมี Referral offices ที่ช่วยแนะนำแพทย์และโรงพยาบาลให้กับคนไข้ด้วย


ผลกระทบจากรอมฎอนต่อรายได้ไตรมาส 2/65 ผู้บริหารมีมุมมองบวกต่อผลประกอบการไตรมาส 2/65 และกล่าวว่ารอมฎอนมีผลกระทบจำกัด เพราะ Pent-up demand แข็งแกร่ง และมาร์จิ้นดีขึ้นจากรายได้ที่เพิ่ม รวมถึง Economy of scale ผู้บริหารประเมินว่าคนไข้ไทยจะเพิ่มขึ้นทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะที่เข้ามาทำทรีทเมนต์ในโรงซับซ้อน เช่น Oncology และ Cardiology เป็นต้น รวมถึงคนไข้ Expat ซึ่งโรงพยาบาลกำลังขยายคนไข้ชาวจีน


แผนลงทุน : มีแผนลงทุน 500-700 ล้านบาทในปีนี้ ส่วนแผนลงทุน 5 ปีใช้เงินลงทุน 12.7 พันล้านบาท ซึ่งรวมการสร้างร.พ.เพชรบุรีมูลค่า 9.3 พันล้านบาทในปี 2026, แคมปัส, อาคารจอดรถ ฯลฯ


ขณะที่ฟื้นตัวแข็งแกร่ง โดยในไตรมาส 1/65 รายได้คนไข้ไทยสูงกว่าก่อนโควิด 24% และรายได้คนไข้ต่างชาติ 70% ของก่อนโควิด การให้ส่วนลดน้อยลงเป็น 13.7% ในไตรมาส 1/65 ผู้บริหารคาดว่าส่วนลดจะน้อยลงและทำให้มาร์จิ้นดีขึ้น


คาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/65 เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากรายได้เพิ่มขึ้นแข็งแกร่งจากคนไข้ต่างชาติ, มาร์จิ้นสูงขึ้น, ส่วนลดน้อยลงและเดินหน้าลดต้นทุน (BH ตั้งเป้าลดต้นทุน 173 ล้านบาทในปี 65 ซึ่งปี 64 ลดได้ 246 ล้านบาท)


ดังนั้นคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาพื้นฐาน 190 บาท โดยคาดว่ากำไรสุทธิปี 65 จะเติบโต 123% เป็น 2.85 พันล้านบาทและปี 66 จะเพิ่มขึ้นอีก 40% สู่ระดับก่อนโควิดที่ 3.98 พันล้านบาท


สุดท้าย BCH โดยนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แม้ทางฝ่ายจะปรับประมาณการลงจากเดิมจากจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในไตรมาส 2/65 ไม่สูงอย่างที่คาดไว้ แต่จากแผนการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และรายได้ช่วงที่เหลือของปีจะโตจากรายได้ Non COVID-19 จาก Pend-Up demand, การรับรู้รายได้จากรพ.ใหม่ ทำให้คงคำแนะนำ “ซื้อ” ปรับราคาพื้นฐานลงเป็น 24.20 บาท


ผู้บริหารยังคงเป้ารายได้ปี 65 ที่ 1.6-1.7 หมื่นล้านบาท แม้รายได้ที่เกี่ยวกับ COVID-19 จะลดลงตามสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ปรับตัวดีขึ้น และแผนการปรับให้ COVID-19 เป็นโรคประจาถิ่นในวันที่ 1 ก.ค.65 แต่คาดว่ารายได้ที่ไม่เกี่ยวกับ COVID-19 จะเติบโตได้จากการดำเนินงานปกติ


ทั้งจากโรงพยาบาลใหม่ทั้ง 3 แห่งที่มีผลการดำเนินการเป็นบวกแล้ว และศูนย์การแพทย์แห่งใหม่ ได้แก่ ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู 8 แห่ง คาดจะสร้างรายได้ราว 700-800 ล้านบาท และเปิดศูนย์ผ่าตัดหัวใจ 6 แห่ง เพื่อยกระดับการรักษาเป็นระดับตติยภูมิและรองรับการส่งต่อเคสจากรพ.เครือข่าย ประกอบกับจากจำนวนโควต้าผู้ป่วยประกันสังคมที่ได้รับเพิ่มขึ้นเป็น 1.50 ล้านราย


ทางบริษัทตั้งเป้าว่าภายในปี 65 จะมีผู้ประกันตนมาลงทะเบียนรับบริการกับรพ.เพิ่มเป็น 1.00 ล้านราย จากไตรมาส 1/65 ที่มีผู้ประกันตนลงทะเบียน 0.96 ล้านราย ทางฝ่ายคาดว่าปี 65 รายได้จะหดตัว 15.7% แม้รายได้ที่ไม่เกี่ยวกับ COVID-19 จะเพิ่มขึ้น 14.8% แต่รายได้ COVID-19 จะลดลงถึง 39.9% แม้ว่าบริษัทยังมีการบริหารจัดการต้นทุน และค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง แต่จากรายได้ที่ลดลงมากส่งผลให้กำไร -39.9% อยู่ที่ 4.12 พันล้านบาท


จากอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลกระทบเพียงอัตราค่าจ้างของบุคคลากรของโรงพยาบาลเท่านั้น โดยทางรพ.อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิตเพื่อพิจารณาในระยะต่อไป ในส่วนของต้นทุนค่ายา ทางโรงพยาบาลได้มีการทำสัญญาสั่งซื้อยาระยะเวลา 1 ปี ไปตั้งแต่ช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.64 ที่ผ่านมา ทำให้ในปีนี้โรงพยาบาลยังไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาของยา



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”

Most Viewed
Wealth EZ
“ทางเลือก” การลงทุนใหม่ๆ (2)… “Crypto Assets” !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
ประเทศไทย จาก “Sick Man of Asia” สู่ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทาน AI ดาวรุ่ง? Bloomberg ชี้โอกาสรับย้ายฐานผลิต หนุนไทยขึ้นแท่นฐานลงทุนโลก
เมื่อ 7 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
เปิดโผหุ้นรับอานิสงส์ 4 ยักษ์ใหญ่จีนลงทุนไทย อัดงบ 7 หมื่นล้าน ลุย EV-AI นิคม ยานยนต์ ชิ้นส่วน พลังงานเด่น
เมื่อ 1 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
CPNREIT ยกระดับมูลค่าสินทรัพย์ ‘เซ็นทรัล พัทยา’ ผนึกกำลัง POP MART-ททท.-เมืองพัทยา สร้างแลนด์มาร์กอาร์ตทอยส์ริมหาดแห่งแรกของโลก
เมื่อ 4 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
กลุ่ม KTIS เดินหน้าขยายไลน์ผลิตแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 99.95 ดีกรี ผนึกความร่วมมือองค์การสุรา ขยายฐานสู่กลุ่มผู้บริโภค
เมื่อ 4 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us