โพยหุ้นกลยุทธ์การลงทุนไตรมาส 3/65 พร้อมแจกหุ้นเด่นที่ควรมีในพอร์ต

เข้าสู่ช่วงการลงทุนของช่วงไตรมาส 3/65 กันแล้ว โพยหุ้นสัปดาห์นี้ Wealthy Thai จึงได้หยิบยกมุมมองการลงทุนของนักวิเคราะห์ชั้นนำของไทย มาฝากนักลงทุน เพื่อเป็นแนวทางในการลงทุน ท่ามกลางแรงกดดันที่เข้ามากระทบต่อตลาดหุ้นจำนวนมาก ซึ่งนักลงทุนจะต้องเตรียมตัวกันอย่างไร บทความนี้มีคำตอบให้แล้ว


โดย Wealthy Thai ได้รวบรวมมุมมองของ 3 นักวิเคราะห์ชั้นนำ ซึ่งต่างประเมินทิศทางของตลาดหุ้นไว้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นผลงานบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 2 คาดจะเป็นจุดต่ำสุดของปี รวมทั้งให้ใช้กลยุทธ์ตั้งรับสำหรับการเข้าลงทุนในไตรมาสที่ 3 มองว่าดัชนี SET ที่ต่ำกว่า 1500 จุดลงมานั้น ถือเป็นระดับที่น่าสนใจมาก และไม่แนะนำให้ช้อนซื้อหุ้น แต่ให้เลือกซื้อหุ้นที่มีแนวโน้มฟื้นตัว



หยวนต้ามองผลงานบจ.ไตรมาส
2 เป็นจุดต่ำสุดของปี

มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ฝ่ายวิจัยวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุนในตามาส 3/65 โดยอิงจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในประเทศ ประเมินความผันผวนของสินทรัพย์ลงทุนยังคงอยู่ในช่วงต้นไตรมาส จากการเปลี่ยนผ่านนโยบายการเงินของ Fed และ ECB ที่เป็นเชิงเข้มงวดมากขึ้น แต่คาดหวังแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจะเริ่มชะลอตัวลง จากฐานดัชนีราคาผู้บริโภคปีก่อนของทั้งโลกที่เริ่มสูงขึ้นในไตรมาส 3/64 และความพยายามในการเพิ่มอุปทานน้ำมันของประธานาธิบดีสหรัฐฯ รวมถึงการผ่อนปรนกาแพงภาษีกับจีนที่จะครบกำหนด Trade War บางส่วนในช่วงเดือนก.ค.-ส.ค. 2565


ขณะที่ การเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed และ ECB จะช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในฝั่งของอุปสงค์ ซึ่งถ้าเงินเฟ้อสามารถผ่านจุดสูงสุดได้ในไตรมาส 3/65 ก็เป็นไปได้เช่นกันที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ และอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) จะเร่งตัวขึ้น แตะระดับสูงสุดของรอบในไตรมาส 3/65 ซึ่งนั่นจะทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกอ่อนตัวลงเจอจุด Bottom ในรอบสั้น โดยเมื่อผนวกกับนโยบายการเงินของ Fed และ ECB ที่มีแนวโน้มลดระดับการตึงตัวลงใน 4/65 เพื่อลดความเสี่ยงด้านภาวะเศรษฐกิจถดถอย


จึงคาดหวังการฟื้นตัวของตลาดหุ้นสหรัฐฯและยุโรปในช่วงปลายไตรมาส ภายใต้สมมติฐานสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนไม่ขยายวงกว้างไปประเทศข้างเคียง ขณะที่ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงที่ Underperform ในครึ่งแรกปี 65 มีโอกาสกลับมาOutperform จากการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาด 8.2% ของ GDP และคาดหวังการผ่อนปรนกำแพงภาษีจากสหรัฐฯบางส่วน ที่จะครบกำหนดระหว่างเดือนก.ค.-ก.ย. 2565 ซึ่งนอกจากจะช่วยหนุนยอดส่งออกของจีนให้เร่งตัว ยังช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อให้กับทั้งโลกด้วย


ส่วนปัจจัยในประเทศ คาดว่า กนง. จะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เป็น 0.75% ในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 10 ส.ค. 2565 และจะขึ้นทั้งสิ้น 3 ครั้งในปีนี้ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.25% ในการประชุมวันที่ 30 พ.ย. 2565 เพื่อชะลอการเร่งตัวขึ้นของเงินเฟ้อ และรักษาส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯกับไทยไม่ให้กว้างจนเกินไป (คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯในเดือน พ.ย. 2565 จะอยู่ที่ 3.25% สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย 2.00% ที่เป็นกรอบบนในอดีตพอดี)


ขณะที่ในเชิงของ GDP และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน คาดว่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ ช่วงไตรมาส 2/65 จะเป็นจุดต่ำสุดของปีนี้ และจะโตสูงเมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ในไตรมาส 3/65 จากฐานที่ต่ำมากในไตรมาส 3/64 (เพราะ COVID-19 สายพันธุ์ Delta ระบาดหนัก) และคาดว่ายังมีโมเมนตัมที่ดีต่อเนื่องในไตรมาส 4/65 ที่เป็น High Season ของการท่องเที่ยว


สำหรับกลุ่มที่ Overweight ในไตรมาส 3/65 ส่วนใหญ่เป็น Domestic play คือ ธนาคาพาณิชย์, ค้าปลีก, และท่องเที่ยว เพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่จะทำให้หุ้น Global play ผันผวนสูง นอกจากนี้ แนวโน้มผลประกอบการของหุ้นทั้ง 3 กลุ่มยังมีการเติบโตแบบช่วงเดียวกันของปีก่อนอย่างชัดเจนในช่วงที่เหลือของปี ส่วนกลุ่มที่ Underweight คือ รับเหมาก่อสร้างชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และโรงไฟฟ้า จากต้นทุนการผลิตที่เร่งตัวขึ้นเป็นสำคัญ นอกนั้นให้น้ำหนักเป็น Neutral


บทสรุปในเชิงของกลยุทธ์การลงทุนคงเป้าดัชนีปีนี้ที่ 1,650 จุด คาดการณ์ EPS ที่ 88 บาท/หุ้น เติบโต 5%จากปีก่อนแนะนำ ทยอยซื้อเมื่อ SET Index อ่อนตัวลงหากรอบแนวรับสำคัญบริเวณ 1,500 จุด (แบบบวกลบ) โดยคัดกรองหุ้นด้วยวิธี Bottom up อิง 3 ปัจจัยคือ 1.แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2-3/65 เติบโตดีจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 2.Valuation ยังไม่แพงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มอุตสาหกรรมหรือค่าเฉลี่ยในอดีตของตัวเอง และ 3.เป็นหุ้นในกลุ่ม 3 D คือ Defensive, Domestic, และ Dividend


ดังนั้นปรับพอร์ตเพื่อให้สอดคล้องกับ Theme การลงทุน โดยในไตรมาส 3/65 เลือกหุ้นใน Theme ได้แก่ 1.เน้นหุ้นกลุ่ม Domestic Play ที่แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/65 โดดเด่น 2.ได้ประโยชน์จากการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย 3.ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของภาคบริโภคในประเทศ และการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ 4.ฐานการเงินแข็งแกร่ง หนี้สินน้อย ได้รับผลกระทบจำกัดจากดอกเบี้ยขาขึ้น



ดังนั้น หุ้น
Top pick 7 Wonders ในไตรมาส 3/65 ได้แก่

  • KBANK : คาดกำไรไตรมาส 2/65 เติบโตทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน จากการตั้งสำรองที่ลดลงและการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและ SME

  • BBL : คาดกำไรไตรมาส 2/65 เติบโตทั้ง เติบโตทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน และได้ประโยชน์จากการเร่งตัวขึ้นของสินเชื่อของ Corporate

  • CPALL : หุ้นกลุ่มค้าปลีกที่ขายสินค้าอุปโภคบริโภคได้รับผลกระทบจำกัดจากกำลังซื้อของประชาชนที่ลดลงจากเงินเฟ้อ ขณะที่แนวโน้มกำไรไตรมาส 2/65 คดเติบโตทั้ง เติบโตทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน จกกรฟื้นตัวของภคบริโภคหลัง COVID

  • TU : หุ้นกลุ่มส่งออกอาหารได้ประโยชน์จากเงินบาทต่อ USD ที่อ่อนค่าสูงสุดในรอบ 5 ปี ช่วยหนุนอัตรากำไรให้ฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 2/65 และสถานการณ์ในยูเครนมีแนวโน้มยืดเยื้อเป็นบวกต่อผู้ผลิตอาหารของไทย

  • SCC : ได้ประโยชน์จากการอ่อนตัวลงของราคาน้ำมันดิบ, ฐานะการเงินแข็งแกร่ง และให้ Dividend Yield ในเกณฑ์ดีราว 4% ต่อปี

  • M : คาดกำไรไตรมาส 2/65 เติบโตเติบโตทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน โดยแนวโน้มครึ่งหลังปี65 ดีกว่าครึ่งปีแรก ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของภาคบริโภคในประเทศ และฐานะการเงินแข็งแกร่งเป็น Net Cash

  • ADVANC : กลุ่มสื่อสารมีความ Defensive และคาดว่าการควบรวมกิจการระหว่าง DTAC-TRUE เป็นบวกต่ออุตสาหกรรมโดยรวม และให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสม่ำเสมอราว 4% ต่อปี


ทรีนีตี้ มอง
SET ต่ำกว่า 1500 จุดน่าสนใจ

ถัดมามุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า จากทิศทางทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงมากขึ้น ทำให้ประเมินว่าการจัดสรรการลงทุนรายกลุ่มอุตสาหกรรมในช่วงไตรมาสที่ 3/65 สามารถหลีกเลี่ยงหรือ Underweight หุ้นในกลุ่ม Cyclical ไปก่อนได้ ทั้งในฝั่งของ Global เช่น กลุ่ม Oil & Gas / ปิโตรเคมี / อิเล็กทรอนิกส์ / ชิ้นส่วนยานยนต์ รวมถึงฝั่งของไทย เช่น กลุ่ม Consumer discretionary / อสังหาฯ / ก่อสร้าง / สื่อฯ / ไฟแนนซ์ เป็นต้น


ขณะเดียวกัน กลุ่มที่มองว่าค่อนข้างปลอดภัยและมักทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว รวมถึงการปรับขึ้นดอกเบี้ยของไทยเป็นครั้งแรกของ Cycle ได้แก่ กลุ่ม Healthcare / Consumer staples / Utilities / ICT ซึ่งกลุ่มเหล่านี้มองว่านักลงทุน


สามารถใช้จังหวะแนวรับที่ให้ไว้ในการทยอยเข้าลงทุนได้ กล่าวโดยสรุปหุ้น 10 ตัวที่เแนะนำเป็น Top picks ประจำการลงทุนในไตรมาส 3 ได้แก่ ADVANC, BBL, BDMS, CPALL, CPF, GPSC, JMT, OR, RATCH, WHAUP


ทั้งนี้คาดการณ์ช่วงแรกของไตรมาสที่ 3/65 จะยังเป็นช่วงเวลาซึม ๆและอ่อนแรงของตลาดหุ้นไทย จากทั้งปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ นโยบาย ค่าเงิน และสภาพคล่อง มองไตรมาสนี้จะเป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านความกลัวจากประเด็นเฟ้อสูงและนโยบายการเงินที่เข้มงวด ข้ามไปสู่ความกังวลในเรื่องของเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะชะลอตัวมากขึ้น ซึ่งหากมีสัญญาณบ่งชี้ที่ชัดเจนมากขึ้น คาดว่าจะเห็นระลอกของการโยกย้ายเม็ดเงินออกจากตลาดหุ้นเข้าสู่ตลาดพันธบัตร โดยเฉพาะพันธบัตรระยะยาวที่มากขึ้นได้ (The Great Rotation)


ด้วยเหตุนี้ กลยุทธ์การจัดสรรพอร์ตในไตรมาสที่ 3 นี้ มองว่านักลงทุนสามารถ Overweight การลงทุนในตราสารพันบัตรระยะยาวได้ ส่วนทางด้านกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นนั้น ควรเน้นการตั้งรับและรอการเข้าซื้อในจังหวะที่เหมาะสม หรือในช่วงเวลาที่ Valuation ลงมาในระดับที่น่าจูงใจนั่นเอง มองกรอบแนวรับแรกของดัชนี SET ที่น่าสนใจได้แก่บริเวณ 1500-1530 จุด ส่วนระดับแนวรับสำคัญที่ไม่น่าหลุดได้แก่บริเวณ 1460-1500 จุด ซึ่งถือเป็นระดับที่ทำให้ SET กลับมามีความน่าสนใจอย่างมาก ทั้งในมิติของ PBV, PE และ Earning yield gap ทั้งนี้ หากดัชนีหุ้นไทยจะกลับมาไต่ระดับขึ้นได้อีกครั้ง มองว่าจะต้องอาศัยการไหลเข้าของ Fund flow อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งประเมินว่าจะเกิดขึ้นในช่วงกลาง-ปลายไตรมาส 3 นี้เป็นอย่างเร็ว


สำหรับเหตุผลที่ทำให้เชื่อว่าประเด็นเศรษฐกิจชะลอตัว ถดถอย จะเป็นสิ่งที่นักลงทุนในตลาดหยิบยกมาพูดถึงมากขึ้นนั้น เป็นเพราะเริ่มเห็นสัญญาณชี้นำหลายๆด้านที่เกิดขึ้น ณ เวลานี้ อาทิเช่น การทยอยปรับลดลงของดัชนี Global PMI ภาคการผลิต โดยมีที่มาจากประเทศพัฒนาแล้วอย่างเช่น สหรัฐ ฯ และยุโรปเป็นสำคัญ เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด และ/หรือเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการจำกัดทรัพยากร ส่งออกของทางรัสเซีย ส่งผลให้ล่าสุด หากดูความชัน Yield curve ของประเทศเหล่านี้รวมถึงของไทยด้วย จะพบว่ามีความชันที่แบนราบต่อเนื่อง โดยในบางช่วงถึงขั้นติดลบ (Inverted) เลยด้วยซ้ำ บ่งชี้ถึงความเสี่ยงเศรษฐกิจที่เตรียมเข้าสู่ภาวะชะลอตัวมากขึ้นในช่วงถัดไป


ส่วนอีกสัญญาณหนึ่งที่น่ากังวลได้แก่ ระดับคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคตที่ลดลงต่อเนื่อง แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อในปัจจุบันจะออกมาทำสถิติสูงสุดใหม่แค่ไหนก็ตาม ถือเป็นเครื่องบ่งชี้ว่านัก ลงทุนส่วนใหญ่เริ่มมองแล้วว่า ตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงมากในปัจจุบันจะทำให้ธนาคารกลางต่างๆ ทั้งหลายยังคงต้องดำเนินนโยบายที่เข้มงวดอย่างมากในระยะสั้น (Front-load) จนนำ มาสู่โอกาสในการเกิดเศรษฐกิจหดตัว/ถดถอยในระยะถัดไปได้


ประเมินดัชนี SET จะแกว่งตัวด้วยปริมาณการซื้อขายที่เบาบางในช่วงแรกของไตรมาส จากปัจจัยทางด้าน Fund flow ที่ยังไม่น่าจะมีทิศทางไหลเข้ามาในช่วงดังกล่าว ดังนั้น ถึงแม้ว่าระหว่างทางดัชนีอาจจะมีการพยายามปรับตัวรีบาวด์ขึ้น แต่ก็ยังไม่น่าที่จะสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้ ทั้งนี้ หากอ้างอิงจากการศึกษาในอดีตที่พบว่า การลดดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.25% มักนามาสู่การขยายตัวของตัวคูณ Forward PE ในระดับ 2.9% หากเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม คาดว่าจะเห็นการลดทอน (De-rated) ของ Forward PE ในระดับ 2.9% นี้ด้วยเช่นกัน หากดอกเบี้ยนโยบายของไทยถูกปรับขึ้นที่ระดับ 0.25%


ทั้งนี้การที่ประเมินว่ากนง.น่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยทั้งหมด 0.50% ในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ ทำให้ได้ว่าตัวคูณ Forward PE ในแต่ละกรณีนั้นจะถูกปรับลดลง 5.8% จากระดับเดิมที่ 16.8 เท่า / 15.7 เท่า / 14.6 เท่า สำหรับกรณี ดีสุด / ฐาน / แย่สุด มาอยู่ที่ระดับ 15.9 เท่า/ 14.8 เท่า / 13.7 เท่า ตามลำดับ


หากอิงกับประมาณการ EPS ปีหน้าของ SET ซึ่ง ณ ขณะนี้อยู่ที่ 106.50 บาท จะได้ว่าระดับกรณีดีสุดของ SET ที่สามารถไปได้ถึงในช่วงที่เหลือของปีนี้จะอยู่ที่ 1690 จุดเท่านั้น ซึ่งนี่คือที่มาที่มองว่าจุดสูงสุดของดัชนี SET ในปีนี้ได้ผ่านพ้นไปแล้วที่บริเวณดัชนี 1710-1720 จุดเมื่อช่วงไตรมาสหนึ่ง ส่วนในกรณีฐาน จากตาราง PE Model จะได้ว่าอยู่ที่ระดับ 1580 จุด ซึ่งจะใช้เส้นแบ่ง Level นี้เป็นเส้นแบ่งแยกความถูก/แพงของ SET ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ขณะเดียวกันในกรณีแย่สุด จะได้ระดับล่างสุดของดัชนีในช่วงที่เหลือของปีอยู่ที่ 1460 จุด


ในเชิงกลยุทธ์ ประเมินว่าควรใช้กลยุทธ์ตั้งรับสำหรับการเข้าลงทุนในไตรมาสที่ 3 นี้ จากปัจจัยภาพ Macro ที่อาจเห็นการปรับลดประมาณการ GDP โลกลงอีก ส่วนภาพ Micro ที่อาจเกิดขึ้นก็คือการปรับลดประมาณการ EPS ของบริษัทจากอัตรา Margin ที่ถูกดดันมากขึ้น สาเหตุสำคัญจากการที่ผู้ประกอบการไม่สามารถผลักภาระต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภคได้มากนัก ตามภาวะ Domestic demand ที่อ่อนแอ หรือหากต้องการส่งผ่านต้นทุนเหล่านี้เพื่อรักษาอัตรากำไร ก็อาจเผชิญกับยอดขายที่ลดต่ำลงได้เช่นกัน ประเมินระดับแนวรับแรกที่น่าสนใจในแง่ของ Valuation ได้แก่บริเวณดัชนี 1500-1530 จุด ส่วนแนวรับสำคัญที่สามารถใช้เป็นโซนในการ Overweight หุ้นไทยได้คือระดับดัชนี 1460-1500 จุด


ดังนั้นมองว่าดัชนี SET ที่ต่ำกว่า 1500 จุดลงมานั้น ถือเป็นระดับที่น่าสนใจมากจากทั้งมาตรวัด Price-to-Book (PBV) และ Earning yield gap (EYG) โดยในส่วนของมาตรวัด PBV นั้น หากอ้างอิงสถิติการปรับฐานของหุ้นไทยในอดีตนับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา จะพบว่าจุด Bottom ของดัชนีที่เคยเกิดขึ้นนั้นมักมีค่ากลางของ PBV นี้อยู่ที่ 1.52 เท่า ซึ่งถ้าหากนำตัวเลขนี้มาคูณกับ Book-value-per-share ปัจจุบันของ SET ที่ตลาดคาดอยู่ที่ 980 บาท จะได้ว่าระดับ SET Index ที่น่าจะเป็นแนวรับแข็งแกร่งในรอบนี้จะได้แก่บริเวณ 1490 จุด


นอกจากนั้น ระดับ SET Index ที่ 1500 จุดนี้ ยังเป็นระดับที่ซื้อขายด้วย PBV เทียบเท่า -1SD จากค่าเฉลี่ยระยะยาวอีกด้วย ซึ่งเรามองว่าค่อนข้างปลอดภัยแล้ว ในสภาวะที่ไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรรุนแรงเกิดซ้อนขึ้นมาเหมือนในอดีตอย่างเช่น การทา Capital control ของไทยในปี 2006 การล่มสลายของ Lehman Brothers ในปี 2008 และการเหตุการณ์ Covid ในปี 2020



ไทยพาณิชย์ไม่แนะนำให้ช้อนซื้อหุ้น

ขณะที่มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า เป้า SET Index ปี  65 ซึ่งอิงกับปัจจัยพื้นฐานอยู่ที่ 1,650 จุด ทั้งนี้เมื่ออิงกับการวิเคราะห์สถานการณ์และการประเมินมูลค่าด้วยวิธีต่างๆ SET Index อาจปรับลดลงมาอยู่ที่ 1,500-1,550 จุด กำไรสุทธิจะลดลง 1.3% จากกรณีฐาน สำหรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทุกๆ 0.25% หรือคิดเป็นผลกระทบต่อ SET Index ราว 20-25 จุด


ทั้งนี้ โลกกำลังเผชิญกับสงคราม วิกฤตพลังงานและอาหาร การใช้นโยบายทางการเงินแบบตึงตัว และการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ โดยชอบหุ้นคุณภาพและมีปัจจัยพื้นฐานที่ดีซึ่งมีโอกาสฟื้นตัวได้ดีกว่า และจะช่วยลดความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุน ท่าทีผ่อนคลาย (dovish) และปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่คลี่คลายลงจะกระตุ้นให้เราหันกลับมาให้ความสนใจต่อหุ้นวัฏจักรและหุ้น high beta


ดังนั้นไม่แนะนำให้ช้อนซื้อหุ้น แต่ให้เลือกซื้อหุ้นที่มีแนวโน้มฟื้นตัว โดยจะไม่ใช้โอกาสช้อนซื้อหุ้นที่ราคาร่วงลง โดยมีสาเหตุมาจากมาร์จิ้นหดตัวและถูกปรับมูลค่าลดลงสืบเนื่องมาจาก การขึ้นอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ดี ชอบหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากเงินเฟ้อทำจุดสูงสุดและปัญหาการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานที่คลี่คลายพร้อมกับมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในครึ่งหลังปี 65


ขณะที่ความไม่แน่นอนสูง ทำให้การลงทุนมีความซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้นจึงให้ความสำคัญกับการเลือกหุ้นรายตัวมากกว่า โดยเล็งเห็นโอกาสในการเข้าซื้อหุ้นที่ถูกลงโทษมากเกินไปในช่วงขาลงและมีโมเมนตั้มกำไรที่ดีขึ้นหุ้นเด่นในไตรมาส 3/65 คือ BBL, BJC, CPF, CBG และ MTC



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”

Most Viewed
Stock of the Day
เช็คลิสต์ 5 หุ้น ต่างชาติ “ซื้อ-ขาย” มากสุดตั้งแต่ต้นปี
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
เมื่อ 19 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
แสนสิริ เสริมแกร่งความร่วมมือกับ กลุ่มมิตซุย ฟุโดซัง เดินหน้า JV“เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” ดันพอร์ตร่วมทุนปี 68-69 โตร่วม 28,000 ล้านบาท
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
1,600 อยู่แค่เอื้อม! SET วันนี้ปิดบวกเกือบ 20 จุด รับแรงซื้อกลุ่มบิ๊กแคป หลังหมด overhang พร้อมแรงเก็งกระแสลงทุน รองรับ AI ขยายตัว
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
ทิปโก้ ครบรอบ 50 ปี เดินเกมรุกตลาดสุขภาพ ยกระดับ 5 สมุนไพรไทย สู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมาตรฐานสากล
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us