เงินเฟ้อพุ่ง - ค่าเงินบาทอ่อนกดหุ้นร่วงหนัก แนะขายลดความเสี่ยง รอลุ้น 1,500 เป็นจุดเข้าซื้อ
ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวลงแรง จากความกังวลภาวะเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้น ค่าเงินบาทอ่อนค่า และสถานการณ์ Covid-19 ที่จำนวนผู้ติดเชื้ออาจเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้นักลงทุนเทขายกดดันดัชนีปรับตัวลง 17 จุด ด้านนักวิเคราะห์ชี้ดัชนีปิดตลาดต่ำกว่า 1,545 จุด นับเป็นจุดต่ำสุดใหม่ของปี 2565 มีโอกาสที่พรุ่งนี้ดัชนีจะปรับลงต่อ แนะนักลงทุนขายทำกำไรลดความเสี่ยง และรอเข้าซื้อที่แนวรับสำคัญที่ 1,500 – 1,520 จุด
คุณอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า วันนี้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวแรงจากความกังวลตัวเลขเงินเฟ้อเดือน มิ.ย. 2565 ซึ่งอยู่ในระดับสูงที่ 7.66% ซึ่งมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และค่าเงินบาทที่อ่อนค่าต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ 35.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ นับเป็นการอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 5 ปี กดดันเม็ดเงินลงทุนที่จะไหลเข้าไทย ขณะที่สถานการณ์ Covid-19 คาดว่าจะไม่รุนแรงเหมือนช่วงที่ผ่านมา และรัฐบาลน่าจะคงนโยบายเปิดประเทศไว้ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนมีความกังวลว่าเศรษฐกิจอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยมากขึ้น หลังตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ออกมาในเชิงลบ
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน หากวันนี้ดัชนีปิดต่ำกว่า 1,545 จุด ถือเป้นจุดต่ำสุดใหม่ในปี 2565 และมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลงต่อในวันพรุ่งนี้ (6 ก.ค. 2565) สำหรับนักลงทุนที่มีเงินสดในมือ แนะนำให้รอจังหวะเข้าซื้อ โดยให้แนวรับที่ 1,500 – 1,520 จุด ส่วนนักลงทุนที่มีหุ้นอยู่ในพอร์ตจำนวนมาก แนะนำให้ลดนำหนักการลงทุน และตัดขายทำกำไรเพื่อลดความเสี่ยง
ด้านหุ้นที่แนะนำ ได้แก่ หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล ซึ่งได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ Covid-19 และมีความทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจ เช่น BDMS, BCH และ หุ้นส่งออกอาหารที่ได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากค่าเงินบาทอ่อนค่า เช่น SMPC, TWPC
นักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า SET Index อ่อนตัวลงทดสอบจุดต่ำสุดเดิมบริเวณ 1,544 จุดอีกครั้ง จากความกังวลประเด็นเงินเฟ้อเดือน มิ.ย. 2565 ที่สูงกว่าคาด และสถานการณ์ Covid-19 ในประเทศที่มีโอกาสเร่งตัวขึ้น หุ้นที่ลงแรงกว่าตลาดส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ขณะที่เงินบาทอ่อนค่า 0.3% อยู่ที่ 35.80 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐฯ ตามทิศทางค่าเงินภูมิภาคเอเชีย ที่ส่วนใหญ่แกว่งเชิงอ่อนค่าเฉลี่ย 0.3% เช่นกัน จากผลของ Dollar Index ที่ปรับตัวขึ้น 0.6% อยู่ที่ 106 จุด
โดยแนวรับทางเทคนิคที่มีนัยสำคัญถัดไปอยู่แถวบริเวณ 1,520 จุด +/- คิดเป็น Earning yield gap ราว 3.6% เริ่มใกล้เคียงค่าเฉลี่ย 10 ปีย้อนหลังที่ 3.8%
