เปิดโผ 4 หุ้นเด่นสุดในกลุ่มพลังงาน เมื่อความต้องการสูง แต่อุปทานตรึงตัว
จากราคาพลังงานที่ยังเคลื่อนไหวในระดับสูง ทั้งราคาน้ำมันดิบ และราคาถ่านหิน จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นและอุปทานที่มีจำกัด ท่ามกลางความความต้องการที่อั้นอยู่ตามการกลับมาเปิดเศรษฐกิจโลกและเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้น ดังนั้นเราจะลงทุนหุ้นกลุ่มนี้อย่างไร และใครกันแน่ที่โดดเด่น บทความนี้มีคำตอบให้แล้ว
ทั้งนี้การประเมินของนักวิเคราะห์ได้ออกมาระบุถึงประเด็นดังกล่าวว่า มาตรการคว่ำบาตรที่กำลังเข้มข้นมากยิ่งขึ้นของสหรัฐฯ และ EU ที่มีต่อการค้าเชื้อเพลิงฟอสซิลของรัสเซีย เชื่อว่า EU มีความเสี่ยงที่จะขาดแคลนอุปทานก๊าซในอนาคตอันใกล้เมื่อฤดูหนาวมาถึง โดยฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงในปี 65-66 คิดว่า EU ไม่น่าจะสามารถหาก๊าซมากพอสำหรับความต้องการ ดังนั้นจึงให้น้ำหนักกลุ่มพลังงานไทยมากกว่าตลาด
สะท้อนจากมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และ EU กำลังทำให้รัสเซียร่ำรวยขึ้น โดยจากมาตรการคว่ำบาตรที่กำลังเข้มข้นมากยิ่งขึ้นของสหรัฐฯ และ EU ที่มีต่อการค้าเชื้อเพลิงฟอสซิลของรัสเซีย เชื่อว่า EU มีความเสี่ยงที่จะขาดแคลนอุปทานก๊าซในอนาคตอันใกล้เมื่อฤดูหนาวมาถึงเนื่องจากอุปทานก๊าซที่จะมาทดแทนก๊าซของรัสเซียดูจะมีไม่เพียงพอ
นอกจากนี้ยังคิดว่านโยบายเพดานราคาก๊าซและทองคำของรัสเซียที่พึ่งประกาศไปเมื่อไม่นานมานี้ อาจบั่นทอนความพยายามในการเติมก๊าซในคลังสำรองทั่ว EU ที่อยู่ในระดับต่ำในปัจจุบัน ในช่วง 100 วันแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 24 ก.พ.65 รัสเซียทำเงินได้ถึง 9.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการส่งออกพลังงาน โดยทำเงินได้ถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือน พ.ค.65 เพียงเดือนเดียว น้ำมันคิดเป็น 63% ของรายได้ส่งออกของรัสเซียในช่วงดังกล่าว ในขณะที่ก๊าซอยู่ที่ 32% และถ่านหินอยู่ที่ 5%
จากข้อมูลของ Energy Information Administration (EIA) ของสหรัฐฯ การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ โดยไม่คาดหมายในประเด็นการปรับการใช้พลังงานของ EU สู่การหันกลับไปใช้ถ่านหินเป็นลางร้ายสำหรับโลกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น เนื่องจากปัจจุบันพลังงานหมุนเวียนกำลังถูกใช้เพื่อทดแทนก๊าซที่มีราคาแพง แทนที่จะเป็นถ่านหินที่ไม่มีเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ยุโรปอาจขาดเชื้อเพลิงทำความร้อน
ส่วนฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงในปี 65-66 จะเย็นมากหรือน้อย คิดว่า EU ไม่น่าจะสามารถหาก๊าซมากพอสำหรับความต้องการก๊าซขั้นต่ำของ EU ที่ 223 mt เทียบเท่า LNG ได้จากผู้ขายรายอื่น ซึ่งจะทำให้ยุโรปขาดเชื้อเพลิงสำหรับทำความร้อนภายในบ้าน เมื่อพิจารณาจากฤดูหนาวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2553-62) EU ใช้พลังงาน 2,800 TWh (223mt LNG) ในฤดูที่หนาวน้อย และมากถึง 3,600 TWh (255mt LNG) ถ้าฤดูหนาวรุนแรงมากกว่าปกติ
ดังจะเห็นได้ในช่วงฤดูหนาวที่เย็นผิดปกติในปี 2553-54 ซึ่งอุณหภูมิลดลงเหลือ −17.3°C (0.9°F) ในเดือน พ.ย. 53หลังมวลอากาศเย็นที่เริ่มในสแกนดิเนเวียตอนใต้ค่อย ๆ เคลื่อนไปทางตะวันตกเฉียงใต้ผ่านเบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์และสหราชอาณาจักร (UK)
ดังนั้นเนื่องจากคาดว่าอุปทานจะตึงตัวในท่ามกลางความความต้องการที่อั้นอยู่ตามการกลับมาเปิดเศรษฐกิจโลกและเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้นในฐานะที่เป็นการลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ จึงปรับเพิ่มสมมติฐานราคาน้ำมัน ถ่านหินและก๊าซในปี 65-67 ขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยปรับเพิ่มประมาณการราคาน้ำมันดิบดูไบขึ้น 20-22% เป็น 120/110/110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล; ดัชนีราคาถ่านหิน Newcastle ขึ้น 50-67% เป็น 300/250/250 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน; ดัชนีราคาก๊าซ Henry Hub ขึ้น 40-50% เป็น 7/6/6 ดอลลาร์สหรัฐต่อ mmbtu; และราคา JKM spot LNG ขึ้น 88-100% เป็น 20/15/15 ดอลลาร์สหรัฐต่อ mmbtu
ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยให้น้ำหนักกลุ่มพลังงานไทยมากกว่าตลาดโดยเลือก PTTEP กับ BANPU เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มต้นน้ำ และ IVL กับ ESSO เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มปลายน้ำ ซึ่งชอบหุ้นทั้ง 4 จากประโยชน์ที่จะได้ในระดับสูงจากราคาน้ำมัน ถ่านหินและก๊าซในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น
สำรวจบทวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน
PTTEP โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินว่า แนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 2/65 เติบโตสูง 74.7%จากไตรมาสก่อน มาอยู่ราว 1.8 หมื่นล้านบาท จากทั้งกำไรปกติที่เพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายพิเศษที่ลดลงมีนัยฯ โดยคาดกำไรปกติจะเพิ่มขึ้น 4.1%จากไตรมาสก่อน มาอยู่ที่ 1.9 หมื่นล้านบาท หนุนหลักจากราคาและปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น แม้ต้นทุนและอัตราภาษีจะเพิ่มขึ้นด้วย ส่วนรายการพิเศษบันทึกขาดทุนhedging เหลือเพียง 1.4 จาก 8.1 พันล้านบาท
สำหรับทิศทางกำไรปกติไตรมาส 3/65 คาดจะทรงตัวจากไตรมาส 2/65 และจะกลับมาเติบโตโดดเด่นอีกครั้งในไตรมาส 4/65 โดยคาดกำไรปกติจะขึ้นทำระดับสูงสุดรายปี ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันยังยืนระดับสูงต่อเนื่อง โดยคาดแนวโน้มกำไรปกติไตรมาส 4/65 จะขึ้นทำระดับสูงสุดของปี 2565 ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบยังยืนได้อยู่ในกรอบ 100-110 เหรียญฯต่อบาร์เรล ซึ่งปัจจัยหนุนหลักจะมาจากปริมาณขายที่คาดจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ 4.9 แสนบาร์เรลต่อวัน จากการเพิ่มปริมาณขายของโครงการบงกช (G2) และคอนแทรกซ์ 4
รวมถึงคาดราคาขายก๊าซฯจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 6.9 เหรียญฯต่อล้านบีทียู เนื่องจากจะมีการปรับราคาขายก๊าซฯตามสัญญาของโครงการที่มีการปรับทุก 6 เดือน ซึ่งได้แก่ บงกช, G1 และ G2 เป็นต้น และการปรับราคาขายของสัญญาที่มีการปรับราคาทุกปีในเดือน ต.ค. ซึ่งได้แก่ คอนแทรกซ์ 4 และ MTJDA เป็นต้น ซึ่งจะอิงราคาน้ำมันดิบย้อนหลังราว 12 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันขาขึ้น ขณะที่ต้นทุนต่อหน่วยคาดจะทรงตัวในกรอบเดิมที่ราว 29-30 เหรียญฯต่อบาร์เรล
ฝ่ายวิจัยคาดการณ์กำไรจากการดำเนินงานปกติปี 2565 จะเติบโตสูงถึง 61.8%จากปีก่อน มาอยู่ที่ 7.0 หมื่นล้านบาท ส่วนปี 2566 คาดกำไรปกติจะปรับตัวลดลง 16.2% มาอยู่ราว 5.9 หมื่นล้านบาท ตามสมมติฐานราคาน้ำมันดิบอ้างอิงดูไบในปี 2565 กำหนดไว้ที่ 100 เหรียญฯต่อบาร์เรล (ภายใต้ราคาน้ำมันเฉลี่ยครึ่งปีแรก 65 ที่ 101 เหรียญฯต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันเฉลี่ยครึ่งหลัง 65 ที่ 100 เหรียญฯต่อบาร์เรล) และในปี 2566 อยู่ที่ 90 เหรียญฯต่อบาร์เรล ภายใต้สมมติฐานมติที่ประชุมกลุ่ม OPEC+ ไม่มีการปรับลดกำลังการผลิตเพิ่ม โดยการลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ จะจบลงในปี 2565 และกำหนดสมมติฐานราคาน้ำมันดิบระยะยาวตั้งแต่ปี 2567 ไว้ที่ 75 เหรียญฯต่อบาร์เรล ภายใต้หลักความระมัดระวังตามสถานการณ์ปกติที่เกิดขึ้น
ประเมินมูลค่าพื้นฐานสิ้นปี 65 เท่ากับ 176 บาทต่อหุ้น ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบปี 65, 66 และตั้งแต่ปี 67 ที่ 100, 90 และ 75 เหรียญฯต่อบาร์เรล แนะนำซื้อ รับงบไตรมาส 2/65 ที่เติบโตสูงดีจากทั้งกำไรปกติและรายการพิเศษ และยังหวังปันผลระหว่างกาลได้ 2.5-3.0 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Div. Yield ครึ่งปีราว 1.6-1.9%
BANPU ล่าสุดรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า บริษัท Banpu VenturesPte. Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ ที่ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 100 ได้ลงทุนในกองทุน Healthcare ประเทศสหรัฐอเมริกาผ่านการลงทุนในกองทุน Public US based healthcare investment fund ในรูปแบบ Founding limited partner เป็นจํานวน150 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (เทียบเท่าประมาณ 5,298 ล้านบาท)
โดยมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 16.10 บาท จากแนวโน้มกำไรปกติไตรมาส 2/65 คาดขยายตัวจากไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกันของปีก่อน หนุนจากการพุ่งขึ้นของราคาถ่านหิน - ก๊าซ และได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า
รวมทั้งครึ่งหลังของปี 65 มีปัจจัยหนุนจากการรวม XTO Energy และราคาพลังงานจะอยู่ระดับสูง โดยเฉพาะถ่านหินเนื่องจากการลงทุนใหม่ที่จำกัด, อุปสงค์ช่วง Post-lockdown ของจีน, ภาวะขาดแคลนพลังงานจากรัสเซีย ทำให้หลายประเทศโดยเฉพาะยุโรปเริ่มกลับมาใช้ถ่านหิน นอกจากนี้มีปัจจัยบวกที่ยังไม่ได้อยู่ในประมาณการจากการปรับสัญญาราคาขายถ่านหินออสเตรเลียรอบใหม่ในเดือนมิ.ย. (สัญญาขายราว 1-2 ปี) ซึ่งเดิมมีราคาต่ำเพียงราว A$80/ตัน คาดจะเริ่มเห็นผลบวกในไตรมาส 3/65 และโอกาสการปลดล็อคธุรกิจก๊าซจากการ Spin-off BKV หลังขึ้นเป็นผู้ผลิตอันดับ 1 ในแหล่งก๊าซ Barnett จึงคาดการณ์ปี 2565 กำไรขึ้นทำนิวไฮที่ 3.1 หมื่นล้านบาท เติบโต 217%จากปีก่อน และคาดปันผลสูง 6-7%
IVL โดยนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 70 บาท โดยคาด IVL จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/65 ที่แข็งแกร่งที่ 1.19 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 43%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 16%จากไตรมาสก่อน โดยสูงขึ้น จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจาก core EBITDA รวมทุกธุรกิจที่สูงขึ้นหลังจากบริษัททำการปรับสัญญาใหม่ (contract reset) สำหรับลูกค้าในตลาดฝั่งตะวันตกสำหรับ PET และPTA ตั้งแต่ปลายปีก่อน
ดังนั้นคงประมาณการกำไรสุทธิปี 65 ที่ 3.99 หมื่นล้านบาท และปี 66 ที่ 3.40 หมื่นล้านบาท เทียบกับ 2.63 หมื่นล้านบาทในปี 64 หลัก ๆ จาก Core EBITDA รวมที่สูงขึ้น 159 ดอลลาร์สหรัฐ/ton/ และ 154 ดอลลาร์สหรัฐ/ton จาก 119ดอลลาร์สหรัฐ/ton ตามแนวโน้ม Industry Integrated PET spread ที่แข็งแกร่งและความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นของธุรกิจ IOD รวมทั้ง ปริมาณขายรวมที่สูงขึ้นเป็น 15.4-15.5 mt จาก 14.6mt ในปีก่อน และรับรู้กำไรจากการควบรวม Oxiteno
โดยเชื่อว่าบริษัทจะได้ ประโยชน์จากแนวโน้ม Industry Integrated PET spread ที่ทรงตัวในระดับสูงจากปีก่อน อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งธุรกิจ IOD น่าจะได้อานิสงส์จากการดำเนินงานเต็มไตรมาสของ IVOL และเชื่อว่ากำไรส่วนเพิ่มจากการรับรู้ Oxiteno เข้ามาตั้งแต่ไตรมาส 2/65 เป็นต้นไปจะมากเกินพอที่จะช่วยชดเชยผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
และสุดท้าย ESSO โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 14.10 บาท คาดว่ากำไรสุทธิในปี 2565 จะทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 1.37 หมื่นล้านบาท เติบโต 208%จากปีก่อน เนื่องจาก spread ของผลิตภัณฑ์จากการกลั่นดีขึ้น โดยคาดว่า accounting GRM (base GRM บวกกำไร/ขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน)ของ ESSO จะเพิ่มขึ้นถึง 69% เป็น 12.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากเราคาดว่า spread ของน้ำมันเบนซิน, น้ำมันเครื่องบิน และน้ำมันดีเซลในปีนี้จะเพิ่มขึ้น เป็น 22.0/19.0/21.0 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จาก 11.1/5.8/6.7 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลในปีที่แล้ว
อย่างไรก็ตามแม้เราจะคาดว่าบริษัทจะมีกำไรจากสต็อกน้ำมัน 3.8 พันล้านบาท ลดลงจากปีก่อน เนื่องจากที่มีกำไรจากสต็อกน้ำมันสูงมากในปีที่แล้ว ทั้งนี้เพราะ ประเทศไทยผ่อนคลายมาตรการคุม COVID-19 ลง ทำให้คาดว่าปริมาณยอดขายน้ำมันของบริษัทจะดีดตัวขึ้น 6% เป็น 5,272 ล้านลิตร และอัตราการกลั่นจะเพิ่มขึ้น 14% เป็น 140 KBD ทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตของบริษัทอยู่ที่ 80% ซึ่งค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับในอดีต
และยังคงเลือก ESSO เป็นหุ้นเด่นของเราในกลุ่มพลังงาน เนื่องจากเรามองบวกกับแนวโน้มตลาดโรงกลั่น จากอุปทานผลิตภัณฑ์จากการกลั่นที่ตึงตัวขึ้นยุโรปเพราะได้รับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน นอกจากนี้ เราคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูงมากซึ่งน่าจะมากกว่า 10% ในปี 2565 ณ ราคาหุ้นปัจจุบัน

