CKP ไตรมาส 2 และ 3 ผลงานฟื้นตัว รับอานิสงส์ช่วงพีค – ผลิตไฟฟ้าได้มากขึ้น
ไตรมาส 1/65 ที่ผ่านมา ผลประกอบการของ CKP ทำได้เพียง 38.73 ล้านบาท ลดลงถึง 66.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากต้นทุนค่าเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น แต่ไตรมาส 2/65 ไตรมาส 3/65 นักวิเคราะห์ประเมินว่ากำไรของ CKP จะเติบโตดีจากปัจจัยด้านฤดูกาล ซึ่งทำให้โรงไฟฟ้าผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากขึ้น ส่วนราคาหุ้นแม้ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาจะ outperform SET ราว 22% แต่มองว่ายังมีโอกาสไปต่อตามการเติบโตของผลประกอบการ
โดยนักวิเคราะห์จากบล.เคทีบีเอสที ระบุว่า คาดกำไรปกติในไตรมาส 2/65 ของ CKP ที่ 878 ล้านบาท โต 29% จากไตรมาส 2/64 จากการผลิตไฟฟ้าที่มากขึ้นของโครงการไซยะบุรี (น้ำมาเร็วขึ้น) และโต 1,566% จากไตรมาส 1/65 จากปัจจัยฤดูกาลและ margin ที่ดีขึ้นของโครงการ BIC จากการปรับขึ้นค่า Ft โดยคาดการผลิตไฟฟ้าของของโครงการหลัก คือ 1. ไซยะบุรี ผลิตไฟฟ้าได้ 2,225 GWh เพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 58% จากไตรมาสก่อนหน้า, 2. น้ำงึม 2 ผลิตไฟฟ้าได้ 385 GWh ลดลง 24% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 16% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 3. BIC ผลิตไฟฟ้าได้ 393 GWh เพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสก่อนหน้า
เบื้องต้นฝ่ายวิเคราะห์ยังคงประมาณการกำไรปกติปี 2565 ที่ 2.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากปีก่อน โดยแนวโน้มกำไรไตรมาส 3/65 เติบโตได้จากไตรมาส 2/65 จากการเข้า peak season และโครงการน้ำงึม 2 มีโกาสแจ้งผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังข้อมูลปัจจุบันระบุปริมาณน้ำในเขื่อนในไตรมาส 2/65 มีมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีแนวโน้มมากขึ้นในไตรมาส 3/65 เบื้องต้นประเมินกำไรปกติไตรมาส 3/65 อยู่ในกรอบ 1.0-1.2 พันล้านบาท โต 3% จากไตรมาส 3/64 และโต 25% จากไตรมาส 2/65
ด้านราคาหุ้นของ CKP ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา outperform SET ราว 22% โดยประเมินว่าราคาหุ้นจะยัง outperform SET ต่อไปจากการเข้าสู่ช่วง high และ peak season ของโรงไฟฟ้าหลักในไตรมาส 2 ต่อเนื่องไปไตรมาส 3 ทั้งนี้ อิงข้อมูลสถิติย้อนหลัง 8 ปี (ตั้งแต่ CKP เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ) พบว่าราคาหุ้นปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 30% จากในช่วงเริ่มไตรมาส 2 จนจบไตรมาส 3 และ 14% จากจบไตรมาส 2 ถึงจบไตรมาส 3 โดยแนะนำ ซื้อ และให้ราคาเป้าหมาย 7.40 บาท ทั้งนี้ key catalyst คือ การลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ๆเพิ่มเติม โดยมีเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตติดตั้งจาก 3.6 Gw ในปัจจุบันเป็น 4.8 GW ในปี 2567

