Official Update :

ตลท.ชี้ เงินไหลออกน้อยมากเมื่อเทียบประเทศอื่น มองทุกวิกฤตเป็นโอกาส แนะบริหารความเสี่ยง

ปัจจุบันตลาดหุ้นเจอแรงกดดันทั้งด้านปัญหาเงินเฟ้อ ทั้งของโลกและประเทศไทยที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับแนวโน้มดอกเบี้ยที่อยู่ในทิศทางขาขึ้นเช่นกัน รวมถึงตลาดหุ้นไทยอาจจะได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ที่จะเป็นแรงกดดันในเงินทุนต่างชาติไหลออกมากขึ้น ซึ่งตลาดหลักทรัพย์มีมุมมองเกี่ยวกับภาวะตลาดหุ้นอย่างไรหลังจากนี้


ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ต้องดูหลายปัจจัยประกอบ อย่าง ทั้งเรื่องความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทย ซึ่งขึ้นอยู่กับบริษัทว่าจะสร้างผลกำไรได้อย่างไร โดยปัจจุบันจะเห็นได้ว่า บางอุตสาหกรรมมีการฟื้นตัวที่ดี ทั้งส่งออก การผลิตที่ได้รับผลดีจากเศรษฐกิจปัจจุบัน แต่ยังมีอุตสาหกรรมที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างภาคท่องเที่ยว การบริโภคในประเทศ โรงแรม ขนส่ง เป็นต้น


โดยความไม่แน่นอนในตลาดทุนมีเข้ามาสักระยะ แต่จะมีอยู่ 3 เรื่อง ที่ต้องดูว่าจะมีผลอย่างไรบ้าง เริ่มจาก 1.ธนาคารกลางทั่วโลกจะมีการลดการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบ ทำให้สภาพคล่องจะลดลง 2.ความขัดแย้งทางการเมืองที่ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมัน และอาหารปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจและความสามารถในการทำกำไรอย่างมาก และ3.ประเด็น COVID-19 ที่ยังไม่จบ


เพราะฉะนั้นหากดู 3 เรื่องดังกล่าว สิ่งที่กระทบตลาดทุนไทย เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ถือว่าค่อนข้างน้อย โดยข้อแรก สภาพคล่องในประเทศไทยยังอยู่ระดับสูง และความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนอยู่ในระดับที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นโอกาสที่เงินทุนจะไหลออกถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เห็นได้จากเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าไปนับจากต้นปีอยู่ระดับ 1 แสนล้านบาท


ข้อสอง ความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมัน และอาหารปรับเพิ่มขึ้น โดยไทยถูกกระทบมากในส่วนของราคาน้ำมัน ที่จะทำให้เงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้น และมีผลกระทบต่อค่าขนส่ง ซึ่งต้องจับตาดูว่าราคาน้ำมันจะเป็นอย่างไร แต่ราคาน้ำมันไม่ได้กระทบไทยเป็นรายเดียว เพราะกระทบทุกประเทศ และค่าเงินบาทด้วย เพราะมีการนำเข้าน้ำมันน้ำมันมาในระดับสูง  ถ้าราคาน้ำมันถูกลง ผลกระทบก็จะน้อยลง ส่วนในเรื่องของอาหารส่วนหนึ่งมาจากค่าขนส่ง แต่ผลิตได้ในไทย จึงน่าจะกระทบน้อยกว่าราคาน้ำมัน


สุดท้ายข้อสาม COVID-19 ภาครัฐมีการเปิดประเทศ ทำให้เอกชนได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ หากดูผลกระทบของประเด็นดังกล่าวจะมีแต่น้อยลง และจะทำให้ภาคเศรษฐกิจ สามารถฟื้นตัวได้


“ทั้ง 3 เรื่องถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆ ของเรา ค่อนข้างนับว่าถูกกระทบน้อย ดังนั้นเรื่องเกี่ยวกับ Fund Flow เราน่าจะถูกกระทบน้อยกว่าที่อื่น สะท้อนจาก Fund Flow ที่เข้ามาเอเชียที่เราถูกกระทบน้อยมาก แต่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เพราะความไม่แน่นอนตอนนี้เยอะมาก อยากให้นักลงทุน ต้องติดตามว่ามีอะไรเพิ่มขึ้นอีกบ้าง”ดร.ภากร กล่าว


อย่างไรก็ตามการลงทุนในยามวิกฤตแบบนี้ ดร.ภากร บอกว่าทุกครั้งที่เป็นวิกฤตมักจะมีโอกาสเวลาที่ราคาสินทรัพย์มีการปรับตัวแบบนี้ การลงทุนจะต้องดูให้ดีว่า ความสามารถในการลงทุนของเราเป็นอย่างไร การบริหารความเสี่ยงเป็นอย่างไร โดยจะต้องดูข้อมูลให้ดี ก่อนที่จะลงทุนอะไร ถ้ามีเหตุการเปลี่ยนเปลี่ยนต้องมีการปรับพอร์ตตัวเอง ขึ้นอยู่กับเวลา รวมทั้งต้องมีความชัดเจนในเรื่องของการลงทุนระยะเวลาได้แค่ไหน มีความคาดหวังผลตอบแทนและรับความเสี่ยงได้แค่ไหน ทั้งหมดที่กล่าวจะบอกได้ว่า เราจะลงทุนในสินทรัพย์อะไรบ้าง และอย่าลืมติดตามข่าสารที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุน และอย่าลืมปรับการลงทุน


จากปัจจัยลบที่เกิดขึ้นจะมีผลต่อ IPO หรือไม่ ดร.ภากร บอกว่า หากย้อนกลับไป 2-3 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจก็ไม่ดี ส่วนใหญ่เป็นเรื่อง COVID-19 แต่ตลาดทุนไทยถูกกระทบน้อยมากในเรื่องของการระดมทุน ดังนั้นปริมาณการระดมทุนคาดไม่ถูกกระทบมากนัก หากดูตัวเลขการระดมทุนในปีนี้ไม่ได้แตกต่างจาก 2 ปีที่ผ่านมา กล่าวคือ ยังไม่เห็นผลกระทบของปัจจัยต่างๆ  กับเรื่องระดมทุน เพราะการระดมทุนหากบริษัทต่างๆทำได้ดี ต้องการขยายตัว ต้องการปรับสัดส่วนเงินทุนต่อหนี้ มีความสามารถขยายต่อในอนาคต ก็สามารถเข้ามาระดมทุนได้ โดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลา เพราะบริษัทมีความจำเป็นแล้ว จึงยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของบริษัทที่จะเข้ามาระดมทุน และคาดว่าปริมาณและขนาดไม่น่าจะแตกต่างจากช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา



ไตรมาส
4 จะมีผลดี

ด้านภาพรวมจะเห็นได้ว่าการส่งออกจะอยู่ในระดับที่สูงในไตรมาส 4 จึงคาดว่าช่วงไตรมาส 4 น่าจะเป็นบวกมากกว่าลบ เพราะว่า เป็นแรงหนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัว บวกกับการเปิดประเทศ คาดจะมีนักท่องเที่ยวกลับเข้ามา จึงคาดไตรมาส 4 จะมีผลดี มีโมเมนตัวที่มากกว่าไตรมาส 3 แต่ไตรมาส 3 ยังไม่ชัดเจนว่าภาพจะออกมาอย่างไร ทั้งการเปิดประเทศจะมีนักท่องเที่ยวจะกลับมาแค่ไหน ราคาน้ำมันจะเป็นอย่างไร ซึ่งต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด


ส่วนทิศทางปริมาณการซื้อขายที่ปรับตัวลดลงนั้น นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า มีอยู่ 2 ประเด็น คือ ประเด็นแรก มีปัจจัยที่ยังรอความชัดเจนทั้งเรื่องดอกเบี้ย  เงินเฟ้อ และการเติบโต  แต่จุดที่น่าสนใจ คือ Valuation P/E และสตอรี่การเติบโตของหลายๆอุตสาหกรรม น่าจะได้รับอานิสงส์จากเปิดเมือง โดย Valuation ณ วันนี้น่าสนใจ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย


“เรื่องการขึ้นดอกเบี้ย ต้องรอให้ชัดว่า เฟดจะเดินตามแผนที่จะดำเนินการหรือไม่ รวมถึงของเราด้วย ส่วนตัวเลขท่องเที่ยวที่น่าสนใจและกลับมาพุ่งตัว ต้องตามว่าจะกลับมาตามคาดหรือไม่ ซึ่งจะมี 2-3 จุด คือ จะตอกย้ำเรื่องที่เราทราบของโลกว่าชัดเจน ว่าจะเดินต่อยังไง และการเติบโตจะไปได้อย่างไร แต่ Valuation ณ วันนี้น่าสนใจ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย


โดยแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น แต่จากข้อมูลที่รายงาน พบว่าบริษัทไทยสามารถบริหารจัดการผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างดี โดยบางกลุ่มอาจจะเป็นความท้าทาย แต่บางธุรกิจอาจจะเป็นโอกาส เช่นเดียวกันกับค่าเงิน ผู้ส่งออก และท่องเที่ยวอาจจะเป็นโอกาส


สำหรับภาวะเศรษฐกิจโลกเกิดถดถอย ตลาดหุ้นไทยเสี่ยงเกิดภาวะตลาดหมีหรือไม่ นายศรพล กล่าวว่า ณ วันนี้ยังไม่พบ แต่ถ้าเกิดเหตุการอย่างสหรัฐเศรษฐกิจถดถอยจริงๆ ซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อปี 2008 หุ้นก็ลดลงแต่ต้องดูเป็นรายประเทศ แต่ไทยมีเรื่องของการท่องเที่ยวและส่งออกที่ยังไปได้อยู่


โดยสหรัฐ ณ วันนี้หากดูตัวเลขจริงๆ คาดการณ์ GDP ยังเป็นบวกอยู่ ซึ่งเวลาพูดถึงตลาดหมีในสหรัฐ จะพูดถึงหุ้น แต่ไม่ได้พูดถึง GDP ซึ่งอาจจะเกิด Technical recession ได้ เพราะสหรัฐเวลาดู GDP เป็นไตรมาสต่อไตรมาส ที่มีโอกาสติดลบ 2 ไตรมาสได้ แต่เป็น Technical recession ซึ่งในภาพรวมทั้งปียังเป็นบวกอยู่ แต่ต้องติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด

This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”