โพยหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล กลางปัญหา Covid-19 ที่ยังไม่จบสิ้น!!
Covid-19 ยังไม่จบ! แต่มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น แม้ภาครัฐจะมีมาตรการผ่อนคลายต่างๆออกมาไม่หยุด แต่ดูเหมือนว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อกลับยังไม่ลดลงเลย ซึ่งล่าสุดก็มีสายพันธุ์ย่อยออกมาอีก ยิ่งถือเป็นแรงกดดันต่อภาพรวมเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ดังนั้นโพยหุ้นครั้งนี้จึงได้รวบรวมหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลมาฝากนักลงทุน ซึ่งจะพามาอัพเดทความน่าสนใจเป็นอย่างไร
ล่าสุด Covid-19 รายใหม่ของไทยในแต่ละวันเคลื่อนไหวในระดับ 2 พันราย หลังจากมีการเปิดเมืองอย่างเป็นทางการนับจาก 1 ก.ค. โดยยอดผู้ติดเชื้อมีโอกาสเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยระยะนี้หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลจึงกลับมาอยู่ในสายตาของนักลงทุนกันอีกครั้ง เนื่องจากการระบาดใหม่ที่มาพร้อมกับการเปิดเมือง โดยในแต่ละหุ้นจะมีความน่าสนใจแค่ไหน บทความนี้มีคำตอบ
โดยมุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า มีมุมมองบวกต่อกลุ่มการแพทย์ โดยนพ.ศุภกิจดูเหมือนไม่ได้มีความกังวลมากนักต่อสายพันธุ์ BA.4/5 แม้คาดยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจากสายพันธุ์ใหม่ แต่ระบบสาธารณสุขของประเทศไทยน่าจะรองรับได้ และรักษาอัตราการครองเตียงในโรงพยาบาลที่ต่ำกว่า 50%
ดังนั้นยังคงชอบโรงพยาบาลที่จะได้ประโยชน์จากการเปิดประเทศ แต่ยอดติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น น่าจะทำให้มีการเก็งกำไรหุ้นกลุ่มโควิด-19 ขณะที่ Downside risk คาดจะมาจากการระบาดของสายพันธุ์ใหม่ซึ่งทำให้ต้องล็อกดาวน์รอบใหม่ การแข่งขันที่รุนแรงกว่าคาด และสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ
สำรวจปัจจัยพื้นฐาน
CHG โดยมุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เป้าเชิงกลยุทธ์ 4.10 บาท ซึ่ง Covid-19 ระลอกใหม่จะมาพร้อมกับการเปิดเมือง แม้อาการจะไม่รุนแรงแต่หากขยายในวงกว้างจะทำให้อัตราการเข้ารักษาที่โรงพยาบาลเพิ่มขึ้นอีกครั้ง หนุนรายได้โรงพยาบาล อีก 1ไตรมาส
ทั้งนี้ลักษณะของรายได้ของกลุ่มโรงพยาบาลในครึ่งหลังปี 65 จะมาจากทั้งผู้ป่วยปกติ และ Covid-19 ในส่วนของ Covid-19 เงินอุดหนุนจากรัฐ (สปสช.) จะน้อยลงแต่จะได้ค่ารักษาจากเงินสดและประกันสังคม Bloomberg Consensus
ประเมินกำไรสุทธิปี 65-66 ที่ 2.56 พันล้านบาท และ 1.36 พันล้านบาท ลดลง 39%จากปีก่อน,และลดลง 47 % ตามลำดับ ขณะที่เงินสดในมือที่ CHGได้มาจากกำไรปี 64 เปิดโอกาสในการลงทุนในอนาคตของ CHG และธุรกิจโรงพยาบาล และลดภาระการกู้ในอนาคตเมื่อต้องเปิดโรงพยาบาลแห่งใหม่
BH โดยบริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แนะนำ ซื้อ ราคาพื้นฐาน 190 บาท โดย BH คาดว่าคนไข้ต่างชาติจะฟื้นตัวดีหลังโควิดคลี่คลาย โดยเฉพาะคนไข้จากตะวันออกกลางและ CLMV โดยราคาน้ำมันที่เพิ่มเป็นทำให้คนไข้ตะวันออกกลางมีโอกาสเข้ามาที่โรงพยาบาลากขึ้น ทั้งนี้คนไข้ตะวันออกจากโดยหลักมาจาก UAE, คูเวต, กาตาร์, บาร์เรน และโอมาน ส่วนคนไข้ CLMV ส่วนใหญ่มาจากเมียนมา, กัมพูชา และบังคลาเทศสำหรับที่จะขยายต่อไปคือ คนไข้จากเวียดนาม และซาอุดิอาระเบีย
ขณะที่คาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/65 เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากรายได้เพิ่มขึ้นแข็งแกร่งจากคนไข้ต่างชาติ, มาร์จิ้นสูงขึ้น, ส่วนลดน้อยลงและเดินหน้าลดต้นทุน (BH ตั้งเป้าลดต้นทุน 173 ล้านบาทในปี 65 ซึ่งปี 64 ลดได้ 246 ล้านบาท) และคาดว่ากำไรสุทธิปี 65 จะเติบโต 123% เป็น 2.85 พันล้านบาท และปี 66 เพิ่มขึ้น 40% สู่ระดับก่อน Covid-19 ที่ 3.98 พันล้านบาท
BDMS โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 31.00 บาท จาก 3 ปัจจัยหลัก ดังนี้ 1. มองว่า BDMS จะเป็นหนึ่งในผู้ได้ประโยชน์หลักจากการกลับมาของผู้ป่วยต่างชาติ (คาดสัดส่วนรายได้ผู้ป่วยต่างชาติในปี 65 อยู่ที่ 25% ของรายได้รวม ขยายตัวจากปีก่อนที่ 18% ของรายได้รวม) และผู้ป่วย Non-covid ใน ประเทศ เนื่องจากมีสถานพยาบาลครอบคลุมเกือบทั่วประเทศและจำนวนเตียงรองรับผู้ป่วยมากสุดในกลุ่มโรงพยาบาล,
ขณะที่กำไรปี 65-66 เติบโตต่อเนื่องที่ 28% จากปีก่อน และ 11%จากปีก่อน ตามลำดับ outperform กลุ่มโรงพยาบาลที่ผลประกอบการกลุ่มปรับตัวลดลงจากฐานที่สูง ขณะที่ปัจจุบัน BDMS มี upside จาก โปรเจค BDMS Silver Wellness & Residence และผู้ป่วยต่างชาติที่มากกว่าคาด
BCH โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 23 บาท โดยปรับกำไรสุทธิปี 65 ขึ้น 25% เป็น 5,869 ล้านบาท แต่ยังลดง 14%จากปีก่อน จากเดิม 4,685 ล้านบาท (ลดลง 32%จากปีก่อน) เพื่อสะท้อนสมมตฐานรายได้และอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้น จากแนวโน้มรายได้ของผู้ป่วยทั่วไป, COVID-19 สายพันธุ์ Omicron ที่ดีกว่าคาด อีกทั้งยังมีการฟื้นตัวของผู้ป่วยต่างชาติที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปัจจัยหนุน นอกจากนี้เราคาดว่าโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เวียงจันทน์ มี EBITDA เป็นบวกในไตรมาส 1/65 โดยคาดว่าจะทำรายได้ให้กับบริษัทได้ในช่วงครึ่งหลังปี 65
ขณะที่คาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/65 อยู่ที่ 1,369 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลง 36%จากไตรมาสก่อน ซึ่งการเติบโตมาจากกลุ่มลูกค้าที่กลับมารักษาโรคแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น หลังจากที่หายไปในช่วง covid เช่นโรคเบาหวานหัวใจ และ,ผ่าตัดเป็นต้น ทำให้รายได้เติบโตดีขึ้น อีกทั้งได้รับปัจจัยหนุนของการระบาด Omicron ในช่วงแรกของไตรมาส โดยมีอัตราครองเตียงในเดือน เม.ย. - พ.ค. อยู่ราว 80 - 90% ตามลำดับ
EKH นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด แม้คาดกำไรของ EKH จะชะลอตัวจากฐานสูง อย่างไรก็ตามยังมองว่าฐานกำไรในปี 2565 จะยกฐานขึ้นสูงกว่าช่วงก่อน COVID-19 ทั้งจาก Pent Up Demand หรืออุปสงค์คงค้าง และการกลับมาของลูกค้าจีน
ขณะที่มองว่ายังมี Upside Risk ต่อการปรับประมาณการหากสถานการณ์แพร่ระบาดระลอกใหม่แรงกว่าที่คาด ระยะยาวเติบโตต่อเนื่อง จากการเปิดศูนย์เฉพาะทาง รวมถึงการที่บริษัทเปิดศูนย์ผู้สูงอายุช่วยเพิ่มรายได้ ด้านสถานะทางการเงินของ EKH ค่อนข้างแข็งแกร่ง ไม่มีภาระหนี้สิน แต่มีการปรับลดมูลค่าที่เหมาะสม ปี 2565 จากเดิมที่ 9.60 บาท เป็น 8.70 บาท เนื่องจากรวม Dilution จากหุ้นเพิ่มทุนปันผลและแบบ PP ในประมาณการ แนะนำ “เก็งกำไร”
ทั้งนี้บริษัทยังคงมีความสนใจและเปิดโอกาสในการศึกษาการลงทุนในธุรกิจหลักที่เกี่ยวเนื่องกับโรงพยาบาลและการดูแลรักษาสุขภาพใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีทั้งรูปแบบของการเข้าร่วมทุน (JV) และการควบรวมกิจการ (M&A) เบื้องต้นบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดเชิงลึก มีดีลที่อยู่ระหว่างเจรจา 1-2 แห่งคาดว่าจะมีความคืบหน้าในครึ่งหลังปี 65
PR9 นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 17.50 บาท โดยประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 2/65 อยู่ที่ 100 ล้านบาท เติบโต 749%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 36% จากไตรมาสก่อนเนื่องจากฐานเดิมที่ทำนิวไฮในไตรมาส 1/65 และเป็นช่วง low season ของกลุ่ม แต่ทั้งนี้ในไตรมาส 2/65 นี้นั้นจะแตกต่างจากปี ก่อน ๆ เพราะได้อานิสงส์จากการระบาดของ Omicron และpent-up demand ของผู้ป่วยทั่วไป ที่ทำให้occupancy rate ในเดือนเม.ย. - พ.ค. อยู่ราว 65%
ทั้งนี้คงประมาณการกำไรสุทธิปี 65 ที่ 418 ล้านบาท เติบโต 68%จากปีก่อนหลังจากที่ประชาชนมีมุมมองที่เปลี่ยนไปเกี่ยวกับ Covid-19 ราวกับว่าเป็นเพียงแค่ไข้หวัดทั่วไป และความกังวลต่าง ๆได้เริ่มผ่อนคล้ายมากขึ้น ทำให้ประชาชนเลือกทำ Home Isolation มากกว่ารักษาตัวที่โรงพยาบาลซึ่งทำให้รายได้เกี่ยวกับโควิดนั้นมีสัดส่วนที่ลดลง แต่ทั้งนี้เห็นการเติบโตที่ก้าวกระโดดจากรายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับโควิด ซึ่งการกระโดดของรายได้ที่กล่าวถึงนั้น มาจากกลุ่มลูกค้า Lasik และอายุรกรรม
RJH โดยบริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แนะนำ ซื้อ ราคาพื้นฐาน 40 บาท โดยคาดกำไรสุทธิปี 65 จะทำ New high ที่ 1.1 พันล้านบาทเติบโต 10%จากปีก่อน ฐานะการเงินแข็งแกร่ง เป็นเงินสดสุทธิ กระแสเงินสดจากการดำเนินงานดี ราคาปัจจุบันมี P/E ปีนี้ต่ำเพียง 10 เท่า (เฉลี่ยของกลุ่ม 27 เท่า) คาด DY ปีนี้สูงที่ 7-8% ขณะที่คาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/65 โตก้าวกระโดด 218%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่อ่อนลง 7%จากไตรมาสก่อน เป็น 438 ล้านบาท ซึ่งดีกว่าที่เราประเมินไว้ก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ หนุนโดยรายได้เพิ่มมากทั้งเกี่ยวกับ Covid-19 และไมใช่ Covid-19
THG โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า คงคำแนะนำ “ขาย” แม้จะมีมุมมองบวกเล็กน้อยต่อรายได้จากโรงพยาบาลและยอดขายของโครงการจิณณ์ แต่กำไรและราคาเป้าหมายถูกปรับขึ้นแบบไม่มีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ดูเหมือน THG กำลังจะเข้าสู่วัฎจักรการลงทุนอีกครั้งจากการขยายกำลังการรองรับบริการ จึงยังมองว่าราคาหุ้นค่อนข้างแพง ซื้อขายด้วย PER ปี 2566-67 ที่มากกว่า 50 เท่า สูงสุดในกลุ่ม ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมาน่าจะเป็นผลจากการเก็งกำไรเรื่องดีลการควบรวม (M&A) ด้าน upside risk จะมาจากการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ จำนวนผู้ป่วยชาวตะวันออกกลางที่ฟื้นตัวเร็วกว่าคาด และมีดีล M&A
ทั้งนี้คำนวณมูลค่าหุ้น THG ด้วยวิธี NAV ราคาเป้าหมายกลางปี 2566 ที่ 41.90 บาท แบ่งเป็นมูลค่าธุรกิจบริการโรงพยาบาลที่ 41.3 บาท และมูลค่าการถือหุ้น 5.1% ใน RJH ที่ 0.6 บาท อิงจากราคาเป้าหมายกลางปี 2566 ของ RJH ที่ 33 บาท ราคาเป้าหมายของฝ่ายวิจัยสะท้อน PER ปี 2566 ที่ 55.7 เท่า และ ปี 2567 ที่ 50.9 เท่า ต่ำกว่าระดับเฉลี่ย 4 ปีก่อนของ THG ที่ 90 เท่า และอัตราตอบแทนเงินปันผลที่ 2.2% ในปี 2565

