ส่อง! คาดการณ์กำไร บจ.ไตรมาส 2/65 กลุ่มไหนจะรอดกลุ่มไหนจะร่วง?
ฝ่ายวิจัยฯ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินว่ามีปัจจัยที่อาจกดดันให้กำไรบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส2/65 อาจหดตัวทั้งจากช่วงเดียวกันจองปีก่อน และลดลงจากไตรมาส 1/65 โดยมีเหตุผลมาจาก 2 ประเด็นหลักได้แก่ ฐานกำไรในงวดไตรมาส 2/64 ยืนในระดับสูง โดยมีกำไรรวม 2.74 แสนล้านบาท
ส่วนหนึ่งเกิดจากมีบริษัทขนาดใหญ่มีกำไรพิเศษรวมเข้ามา อาทิ PTTGC มีกำไรพิเศษจากการขายหุ้น GPSC 1.1 หมื่นล้านบาท และ BAY มีการขายเงิน ลงทุน TIDLOR 8 พันล้านบาท เป็นส่วนหนึ่งที่อาจส่งผลให้กำไรลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน
รวมถึงปัญหาเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น อีกทั้งมาตรการภาครัฐทยอยหมดลงเมื่อเทียบกับงวดไตรมาส 1/65 และขณะเดียวกันในไตรมาส 1/65 มีฐานกำไรในระดับสูงกว่า 2.81 แสนล้านบาท ซึ่งเกิดจากปกติไตรมาสที่ 1 มักจะเป็นช่วง High Season และยังได้แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐเข้ามากระตุ้นภาคบริโภค แต่ไตรมาส 2/65 เริ่มเห็นปัญหาเงินเฟ้อที่ชัดเจนมากขึ้น รวมกับมาตรการภาครัฐหลายโครงการที่ทยอยหมดอายุลง กดดันให้กำไรบริษัทจดทะเบียนมีโอกาสลดลงได้
ทั้งนี้เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน และคำอธิบายที่ชัดเจนได้ยิ่งขึ้นทาง Wealthy Thai จึงหยิบยกประเด็นที่ทางบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัสระบุไว้มาให้ชมกัน โดยแบ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่ากำไรจะสามารถเติบโตได้ทั้งจากไตรมาส 1/65 และจากช่วงเดียวกันของปีก่อน
รวมถึงมุมมองของนักวิเคราะห์พื้นฐาน และแยกแยะแนวโน้มกำไรงวดไตรมาส 2/65ของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม โดยกลุ่มหุ้นที่คาดว่าลดลงจากไตรมาส 1/65 และจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งพบว่ามีอยู่ทั้งหมด 7 กลุ่มอุตสาหกรรม
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ทางบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ได้ประเมินไว้ว่าจะเติบโตจากไตรมาส 1 และจากปีก่อน ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์,ท่องเที่ยว,รับเหมาก่อสร้าง และกลุ่มสื่อโฆษณา โดยนักวิเคราะห์จากบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า กลุ่มที่มีการเติบโตนั้นเป็นผลมาจากการนโยบายการผ่อนคลายการเปิดประเทศของภาครับและกิจกรรมการกระตุ้นเศรษฐกิจในด้านต่างๆ จึงทำให้กลุ่มธุรกิจดังกล่าวมีภาพรวมผลกำไรที่ฟื้นตัวขึ้นได้
ส่วนตัวอย่างกลุ่มอุตสาหกรรมที่บล.เอเซีย พลัส คาดว่าจะออกมาลดลงทั้งจากไตรมาส 1 และจากปีก่อนได้แก่ กลุ่มเหล็ก เนื่องจากราคาเหล็กอยู่ในช่วงขาลงจาก ดีมานด์ใช้เหล็กในจีนชะลอตัวประกอบกับภาคอสังหาริมทรัพย์ในจีนที่อยู่ในสภาวะซบเซาส่งผลให้ stock เหลือ กดดันราคาเหล็กปรับตัวลดลง และสถานการณ์ในไทยเข้าสู่ฤดูฝน ความต้องการใช้เหล็กลดลงประกอบกับงานก่อสร้างภาครัฐเริ่มชะลอตัว จากปัจจัยทางด้านราคาและปริมาณที่ลดลงมาก ส่งผลให้กำไรลดลง
ขณะที่กลุ่ม ICT กำไรชะลอลงตามฐานกำไรของผู้ประกอบการมือถือที่เป็นตัวผลักดันกำไรโดยรวมของกลุ่ม เพราะคาดทั้ง ADVANC และ DTAC จะถูกกดดันจากรายได้ที่ชะลอตัวตามกำลังซื้อที่ลดลง และการแข่งขันรุนแรงขึ้นขณะที่ TRUE จะบันทึกกำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุนใน DIF ออกมาบางส่วน แต่คาดจะไม่เพียงพอที่จะดึงให้กำไรทั้งกลุ่มเติบโตได้
สำหรับกลุ่มอสังหาฯ แนวโน้มกำไรจะลดลงจากปีก่อนเพราะจากผลขาดทุนของบริษัทที่มีพอร์ตคอนโดฯ เป็นหลัก อย่าง NOBLE และ ANAN เข้ามากดดันกำไรกลุ่มฯ ขณะที่สาเหตุกำไรจะลดลงจากไตรมาส1/65 ผลจาก Low Season ที่มีช่วงวันหยุดยาวเดือน เม.ย. เข้ามากระทบต่อยอดขายและโอนฯ
ด้านกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ถือเป็นธุรกิจมี Seasonal ชัดเจน โดยไฮซีซั่นอยู่ในไตรมาสแรก ดังนั้นจึงน่าจะเห็นกำไรไตรมาส 2/65 ที่บริษัทส่วนใหญ่ลดลง เพราะได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นมาก ซึ่งการส่งผ่านต้นทุนไปสู่ราคาขายยังทำไม่ได้ทั้งหมด แม้บางบริษัทสามารถปรับราคาสินค้าได้ ก็จะมีปริมาณขายลดลง
โดยบริษัทใหญ่ที่สุดในกลุ่มคือ SCC จะเห็นกำไรลดลงชัดเจนจากปีก่อน เนื่องจาก Spread ปิโตรเคมีลดลงจากปีก่อนมาก ขณะที่ SCCC ต้องเผชิญปัจจัยลบจากการอ่อนค่าของเงินรูปีศรีลังกา อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้มีโอกาสเกิด FX Loss ส่วน TASCO ที่ยังไม่สามารถหาแหล่งวัตถุดิบแทน Crude จากเวเนซูเอลาได้ จะถูกกดดันจากมาร์จิ้นที่ลดลง
....................ทั้งนี้จะต้องจับตาดูกันต่อไปว่าบริษัทจดทะเบียนของไทยจะประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 2/65 ออกมากันอย่างไรบ้าง หลังจากที่นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ภาพรวมกำไรในไตรมาส 2/65 ไว้แล้วว่าจะออกมาลดลง.....................

