Official Update :

“โกลเบล็ก” กางแผน 3 ปี ดัน IPO - ลงทุนต่างประเทศ สร้างการเติบโตในระยะยาว

ธุรกิจหลักทรัพย์ คือหนึ่งในธุรกิจที่ควบคู่ไปกับตลาดทุน ไม่ว่าจะเป็นการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ การเป็นที่ปรึกษาการลงทุน การจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ เป็นต้น โดยวันนี้ Wealthy Thai ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ที่ในปีนี้ครบรอบ 20 ปี (2 ทศวรรษ) และกำลังก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 แล้ว 


โดยบริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ให้บริการด้านการเป็นตัวแทนนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์แก่ลูกค้า ทั้งลูกค้าบุคคลและลูกค้าสถาบัน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีนโยบายมุ่งขยายฐานลูกค้าใหม่ทุกประเภท โดยบริษัทได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่การตลาดมืออาชีพที่มีความรู้ ความชำนาญและมีประสบการณ์สูง ที่จะให้การดูแล ให้คำปรึกษาแนะนำในการลงทุน ตลอดจน ได้พัฒนาระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง


ทั้งนี้นายธนพิศาล คูหาเปรมกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด กล่าวกับ Wealthy Thai ว่า อุตสาหกรรมหลักทรัพย์ในปี 2565 หลังจากเจอสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจ โดยสภาพเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน รวมทั้งความกังวลในเรื่องของสภาวะเศรษฐกิจถดถอยของโลก ทำให้ธุรกิจหลักทรัพย์ ตราสาร หรือการลงทุนต่างๆ ในทุกสินทรัพย์มีความผันผวนอย่างมาก หลังจากนักลงทุนเริ่มไม่มีความมั่นใจในเรื่องของเศรษฐกิจในอนาคต และนโยบายการเงินต่างๆของธนาคารโลก


เพราะฉะนั้นในปี 2565 ในมุมของธุรกิจหลักทรัพย์ ก็พบเจอกับความผันผวนดังกล่าวเช่นกัน โดยธุรกิจที่เป็นคอมมิชชั่นเบส ปริมาณการซื้อขายก็เกิดความผันผวนทั้งขึ้นและลง ซึ่งสภาพคล่องหายไปในระดับหนึ่งถ้าเทียบกับปีก่อน แม้จะมีนักลงทุนที่เทรดอยู่ แต่ภาพรวมชะลอตัวลง จากปัจจัยต่างๆที่เข้ามา


แต่ในมุมมองของบริษัทมีการขยายธุรกิจไปในหลายๆส่วน เช่น หุ้นกู้ ที่ยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากยังมีความต้องระดมทุนในตลาดอย่างต่อเนื่อง ส่วนบอนด์ เนื่องจากสภาวะที่ดอกเบี้ยปรับตัวขึ้นลง ส่งผลให้ภาพสะท้อนในตลาดนี้ คือ ในช่วงที่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น จะเห็นว่าตราสารหนี้ต่างๆราคาจะติดลบ ซึ่งจะสวนทางกับดอกเบี้ย ส่วนในเรื่องของ Wealth ก็เช่นกัน ก็มีธุรกิจที่ทำเกี่ยวกับขายหน่วยลงทุน ก็เกิดสภาวะความไม่แน่นอนในตลาดต่างประเทศ ทำให้นักลงทุนติดกองทุนเหล่านั้นในราคาที่ค่อนข้างสูง ส่งผลให้ธุรกิจนี้ค่อนข้างชะลอตัว


“ภาพรวมธุรกิจหลักทรัพย์ในปีนี้คาดจะมีความผันผวน ทำให้ไม่เติบโตเท่าปีก่อน แต่บริษัทจะพยายามบริหาร และป้องกันความเสี่ยงในเรื่องต่างๆ ให้เดินหน้าต่อไป ไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ เพื่อให้มีรายได้ และกำไร”


ในโอกาสครบรอบ 20 ปี บริษัทจะเดินเกมไปในทิศทางไหน? นายธนพิศาล บอกว่า ปัจจุบันโครงสร้างรายได้ของบริษัทมีสัดส่วนรายได้ค่านายหน้าประมาณ 60% ถัดมาหุ้นกู้ประมาณ 20% และบอนด์และ Wealth ประมาณ 30%


ทั้งนี้ธุรกิจหลักทรัพย์มีการแข่งขันตลอดเวลา ไม่ว่าจะเรื่องของบุคคลากร คอมมิชชั่น และความท้าทายจากปัจจัยภายนอก และภายใน รวมทั้งเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลก โดยบริษัทต้องมองหาลูกค้าใหม่ๆ และโปรดักส์ใหม่ๆ เพื่อกระจายรายได้ และสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัท


สำหรับธุรกิจหลักทรัพย์ ที่มีการแข่งขันสูง แต่บริษัทมองว่าอยู่ที่การบริการลูกค้า ซึ่งบริษัทยึดมั่นเสมอถ้ามีลูกค้าต้องการความช่วยเหลือ บริษัทก็ต้องให้บริการอย่างรวดเร็ว ทั้งการเปิดบัญชีต่างๆ ก็ต้องรวดเร็วทันใจ ทำให้ระบบหลังบ้านมีเสถียรภาพที่ดีที่สุด รวมทั้ง IPO ที่ถือเป็นจุดขายของธุรกิจหลักทรัพย์อีกด้วย นอกจากนี้บริษัทยังมีบริการที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งหุ้นกู้ กองทุนรวม บล็อกเทรด เป็นต้น


นอกจากนี้ในปี 2565 บริษัทเตรียมออกโปรดักส์ใหม่ ด้านการลงทุนต่างประเทศ คาดว่าจะเปิดตัวในช่วงไตรมาส 3/65 ซึ่งมองว่าเป็นโอกาสของธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีแผนเรื่องของการทำการตลาด การหาลูกค้าเพิ่มขึ้น ทั้งด้านหุ้น และลงทุนด้าน AI ต่างๆหลังจากที่ผ่านมามีการทำ AI เทรดกับหุ้น ซึ่งบางตัวก็ถือว่าค่อนข้างดีพอสมควร รวมทั้งยังมีการปรับทีมเพื่อขยายฐานรายได้ ที่ทำให้บริษัทมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง


ด้านการลงทุนต่างประเทศ จะเป็นการร่วมมือกับพันธมิตร โดยจะมีเป็นแอพลิเคชั่นที่ทำให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงการลงทุนของหุ้นต่างประเทศได้ง่ายขึ้น ซึ่งถือเป็นโปรดักส์ใหม่ และออฟชั่นทางเลือกให้กับนักลงทุน แต่อย่างไรก็ตามสุดท้ายแล้วกลับมาก็ยังเป็นเรื่องของรายได้หลักที่เรามองอย่าง คอมมิชชั่นเบส รวมทั้งการทำธุรกิจ IPO เป็นต้น ที่ยังทำอยู่ต่อเนื่อง โดยปัจจุบันธุรกิจเรามีการขยายไปหลายๆด้าน เพื่อสร้างรายได้ให้เติบโต”



ด้านวาณิชธนกิจ ในช่วงครึ่งปีหลัง 2565 เตรียมนำบริษัทเข้าระดมทุน IPO เบื้องต้นจำนวน 2 หลักทรัพย์ โดยในช่วงไตรมาส 3/65 คาดว่าจะสามารถนำบริษัทเข้า IPO จำนวน 1 หลักทรัพย์ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี คาดว่าจะมีมูลค่าการระดมทุนราว 700-800 ล้านบาท และในช่วงไตรมาส 4/65 อีกจำนวน 1 บริษัท ดังนั้นทำให้ปี 2565 จะมี IPO จำนวน 4 หลักทรัพย์ โดยครึ่งปีแรกเข้าเทรดไปแล้ว 2 หลักทรัพย์



การเติบโตของบริษัท

ในปี 2565 ประเมินรายได้จะลดลงจากปี 2564 เนื่องจาก ปีก่อนเป็นปีทองของหลักทรัพย์ และทุกสินทรัพย์มีเทรนด์ที่ชัดเจน แต่ในปี 2565 จะเป็นปีที่บริษัทมีการปรับองค์กรเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาวในอนาคต จึงคาด 3 ปีข้างหน้านับจากปี 2566 จะเห็นตัวเลขของรายได้มีอัตราการเติบโตในทิศทางที่ดี เพราะต้องปรับโครงสร้างที่ปัจจุบันมีธุรกิจที่ขาดทุน ซึ่งเป็นเรื่องของความผันผวนตามตลาดโลกในปัจจุบัน


ส่วนความคืบหน้าการมองหากโอกาสการลงทุนใหม่ๆ  อาทิ Digital Asset , Digital Token หรือแม้แต่การให้บริการ Blockchain นั้น ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษา โดยในแง่ของหลักทรัพย์ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของใบอนุญาต โดยเบื้องต้นสิ่งที่จะไปได้ก็คือ ICO และคล้ายๆ FA เป็นต้น โดยมองว่า Blockchain เป็นเทคโนโลยีที่ดี แต่ในเรื่องของแพลตฟอร์มหรือการออกเหรียญเอง บริษัทก็ยังไม่คิดว่าจะจำเป็นต้องออกในตอนนี้ เพราะว่าหากได้เงินมาจะเอาไปทำอะไรซึ่งต้องกลับมาดูตัวเอง และเหรียญคริปโตฯก็ค่อนข้างร้อนแรงพอสมควร ซึ่งบริษัทยังเชื่อมั่นในธุรกิจที่มี Asset backed เป็นอะไรที่น่าจับต้องมากกว่า ดังนั้นจึงมองว่าหากจะไปลงทุนเหรียญเอง หรือ mining บริษัทไม่มีนโยบายที่จะทำ โดยถ้าเป็นในเรื่องของดิจิทัล จะมองในเรื่องของเทคโนโลยีที่สามารถนำไปต่อยอดได้



เปิดมุมมองด้านเศรษฐกิจ

ในช่วงครึ่งปีหลังประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในทิศทางที่ดี เนื่องจาก เงินบาทที่อ่อนค่า โดยประเทศไทยมีการส่งออกเติบโต ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจมีการเติบโต รวมทั้งการเปิดประเทศทำให้นักท่องเที่ยวกลับเข้ามาในประเทศไทย ส่งผลให้มีสภาพคล่องในเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังต้องพึ่งพาจีน หากจีนได้มีการปลดล็อกในเรื่องของการกักตัว และเปิดประเทศ เชื่อว่าประเทศไทยจะได้รับผลดี จากนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาลงทุน ไม่ว่าจะเป็นซื้อคอนโดมิเนียม หลังจากหายไปในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มองว่าเศรษฐกิจไทยจะเป็นช่วงขาขึ้น


แต่อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจโลก นักลงทุนมีความกังวลในเรื่องของสภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทั้งเงินเฟ้อ และคงหนีไม่พ้นในเรื่องของการปรับดอกเบี้ย โดยมองว่าแบงก์ชาติคงต้องเร่งรีบปรับดอกเบี้ย เพื่อไม่ให้บาทอ่อนเกินไป เพื่อให้กลับมาสู้เงินเฟ้อ ดังนั้นเชื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลังมองว่าจะมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไปได้ คือ เปิดประเทศ อย่างท่องเที่ยวจะค่อยๆกลับมาพยุงตัว และดีขึ้นเรื่อยๆ


แต่ด้วยสภาวะเงินเฟ้อ เชื่อว่าจะเกิดสภาวะรัดเข็มขัดในการจับจ่ายใช้สอย ทำให้ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยภาครัฐ เพื่อให้ความช่วยเหลือ ซึ่งในอนาคตอาจจะหนีไม่พ้นเรื่องของการเก็บภาษีเพิ่ม หรือสุดท้ายแล้วเศรษฐกิจไทยอาจจะค่อยๆถดถอย แต่เชื่อว่าตอนนี้ไทยยังอยู่ในสภาวะพึ่งเปิดประเทศ ที่จะได้ประเด็นเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ทั้งส่งออก ท่องเที่ยว เป็นต้น ที่จะทำให้เงินสะพัดมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามคงหนีไม่พ้นเรื่องของเงินเฟ้อและการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้สุดท้ายแล้วต้องกลับมาเจอสภาวะเศรษฐกิจถดถอยเล็กน้อย ต้องบอกว่าเป็น Selective Play เป็นเรื่องของ sector ที่คาดว่าจะกลับมาบูมในครึ่งปีหลังที่มองว่าภาพยังสดใส


เรื่องของการขึ้นดอกเบี้ยอาจทำให้เจอภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั้งไทย และต่างประเทศ โดยถ้าสหรัฐอเมริกาขึ้นดอกเบี้ย โดยเรื่องของการลงทุน ทำให้เงินไหลออกไปต่างประเทศ การลงทุนจะหายไปเยอะ สภาพคล่องจะหายไป คิดว่าไทยปรับขึ้นดอกเบี้ยแน่ และไม่อยากให้มีความห่างของดอกเบี้ยสหรัฐ ที่จะสู้เงินเฟ้อจริงๆ แต่สุดท้ายคงต้องพึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่จะทำให้เศรษฐกิจที่ดีขึ้น ส่วนแรงที่จะทำให้เศรษฐกิจไปได้ คือการเปิดประเทศ และท่องเที่ยว แต่ถ้าไม่มีคนมาเที่ยว อย่างจีนไม่มา ไทยก็เหนื่อย อย่างไรก็ตามหุ้นยังเป็นสิ่งที่น่าลงทุน แต่ไม่แนะนำลงทุนคริปโตฯ เงินสดก็ต้องเก็บนายธนพิศาล กล่าว



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”