Official Update :

เทียบฟอร์ม 2 หุ้น IPO อาหารสัตว์เลี้ยง เมื่อไทยขึ้นแท่นเป็นผู้ส่งออกอันดับ 3 ของโลก

สัตว์เลี้ยงเป็นที่นิยมมาอย่างต่อเนื่อง ผู้คนส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงสัตว์เปรียบเสมือนหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว ทำให้สัตว์เลี้ยงมีความนิยมไปทั่วโลก นอกจากนี้เจ้าของยังพร้อมที่จะจ่ายเงินเพื่อซื้ออาหารสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพสูง ส่งผลให้หลายๆบริษัทมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ จนทำให้บริษัทจดทะเบียนต่างสู่ธุรกิจดังกล่าวเพิ่มขึ้น


ล่าสุดตลาดหุ้นไทยกำลังจะมีหุ้นไอพีโอธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ อย่าง บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC บริษัทแฟล็กชิพของบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU และบริษัท เอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ AAI บริษัทในเครือของบริษัท เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ASIAN ที่เตรียมความพร้อมจะเข้าเทรดแล้วเร็วๆนี้ ซึ่งทั้ง 2 บริษัทจะมีความน่าสนใจแค่ไหน Wealthy Thai หาคำตอบให้แล้ว


จากข้อมูลในแบบไฟลิ่งของ AAI ระบุว่า ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงของโลกมีการเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากบทวิจัยที่จัดทำโดย Fortune Business Insights แสดงให้เห็นว่า ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงของโลกมีมูลค่า 110,529.45 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2564 เพิ่มขึ้นจาก 86,357.56 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2561 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 8.57% ต่อปี


นอกจากนี้ บทวิจัยดังกล่าวได้คาดการณ์แนวโน้มตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงของโลกว่าจะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นเป็น 163,703.58 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2572 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 5.03% ต่อปีจากมูลค่าในปี 2564  แสดงให้เห็นว่าตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงของโลกมีแนวโน้มการเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง


โดยมีปัจจัยหลักมาจากการที่ผู้คนมีความต้องการที่จะเลี้ยงสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนผ่านทางประชากรสู่กลุ่ม Millennial  และ Generation Z  ซึ่งมีความรักสัตว์และต้องการเลี้ยงสัตว์มากขึ้นกว่ากลุ่มประชากรที่มีอายุมากกว่า รวมถึงการขยายตัวของสังคมเมือง (Urbanization) และจำนวนประชากรในกลุ่มชนชั้นกลางในประเทศกำลังพัฒนาที่เพิ่มขึ้น


ทั้งนี้ประเทศไทยนับเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงสำหรับสุนัขและแมวรายสำคัญของโลก โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงสำหรับสุนัขและแมวอันดับ 3 ของโลก ด้วยมูลค่าการส่งออกเท่ากับ 1,467.58 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 9.87% ของมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงสำหรับสุนัขและแมวของโลก รองจากประเทศเยอรมนี และประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีส่วนแบ่งการตลาดเท่ากับ 13.21% และ10.37% ตามลำดับ



AAI สัดส่วนรายได้จากอาหารสัตว์เลี้ยง
81.97%

สำหรับบริษัท เอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ AAI เป็นหนึ่งในผู้รับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) และผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานบรรจุภาชนะปิดผนึก (Human Food) ชั้นนำของประเทศ โดยผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) ของบริษัท ครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียก (Wet Pet Food) และผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงแบบเม็ด (Dry Pet Food) ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสม สำหรับทั้งสุนัขและแมวในทุกขนาดและทุกช่วงวัย


ทั้งนี้ปัจจุบัน รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานบรรจุภาชนะปิดผนึกเกือบทั้งหมด เป็นการรับจ้างผลิต (Original Equipment Manufacturer: OEM) ภายใต้แบรนด์ผลิตภัณฑ์ของลูกค้า คิดเป็นประมาณ 97% ของรายได้จากการขายทั้งหมดของบริษัทในปี 2562 – 2564 โดยบริษัทมีกลุ่มลูกค้าหลัก คือ ลูกค้าเจ้าของแบรนด์ผลิตภัณฑ์ชั้นนำในระดับสากล


นอกจากนี้ รายได้จากการขายของบริษัทเกือบทั้งหมด มาจากการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ คิดเป็นประมาณ 90 – 94% ของรายได้จากการขายทั้งหมดของบริษัทในปี 2562 – 2564 โดยประเทศส่งออกหลักของผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศในภูมิภาคยุโรป และประเทศญี่ปุ่น และประเทศส่งออกหลักสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานบรรจุภาชนะปิดผนึก ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศอิสราเอล และประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น ประเทศซาอุดิอาระเบีย และประเทศซีเรีย เป็นต้น


โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้นจาก 3,588 ล้านบาทในปี 2562 เป็น 4,985 ล้านบาทในปี 2564 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 18% ต่อปี ซึ่งรายได้จากธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตามความสำเร็จในการปรับตัวเข้าสู่ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงแบบพรีเมี่ยม โดยรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงเติบโตอย่างต่อเนื่องจนมีสัดส่วน 81.97%ของรายได้จากการขายรวมในปี 2564 และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 168 ล้านบาทในปี 2562 เป็น 639 ล้านบาทในปี 2564 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 95% ต่อปี





ทั้งนี้ใน ปัจจุบัน AAI แบ่งผลิตภัณฑ์เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) สำหรับสุนัขและแมว ครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียกและผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงแบบเม็ด ภายใต้เครื่องหมายการค้าของลูกค้าที่เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงระดับสากล และภายใต้เครื่องหมายการค้าของกลุ่มบริษัทฯ ซึ่งประกอบด้วย แบรนด์มองชู (monchou) และแบรนด์มาเรีย (Maria) เจาะกลุ่มลูกค้าในตลาดสินค้าพรีเมียม แบรนด์มองชู บาลานซ์ (monchou balanced) และแบรนด์ฮาจิโกะ (Hajiko) เจาะกลุ่มลูกค้าในตลาดมวลชน และ แบรนด์โปร (Pro) เจาะกลุ่มลูกค้าโดยเน้นการแข่งขันด้านราคาเป็นหลัก 


และ  2. ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานบรรจุภาชนะปิดผนึก (Human Food) ในรูปแบบผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าในน้ำปรุงรสและซอสปรุงรส รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารปรุงสุกพร้อมทาน (Ready-to-eat) ภายใต้เครื่องหมายการค้าของลูกค้าทั้งหมด นอกจากนี้ ยังจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้ (By-product) จากการแปรรูปปลาทูน่า เช่น ผลิตภัณฑ์ปลาป่น ผลิตภัณฑ์น้ำนึ่งปลา และผลิตภัณฑ์น้ำมันปลา เป็นต้น


นอกจากนี้บริษัทฯ มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านวัตถุดิบและสูตรการผลิตจนเป็นที่ยอมรับของลูกค้า ส่งผลให้ได้รับคำสั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงแบบพรีเมี่ยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งได้ขยายกำลังการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น โดยได้เพิ่มกำลังการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียกจาก 25,000 ตันต่อปีในปี 2560 เพิ่มเป็น 42,000 ตันต่อปี ในปัจจุบัน และวางเป้าเพิ่มอีก 2 เท่าตัวในช่วง 3-4 ปีนับจากนี้ เพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง


ทั้งนี้ AAI มีแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กลุ่มอุตสาหกรรม เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร โดยมีแผนขาย IPO จำนวนไม่เกิน 637,500,000 หุ้น คิดเป็น 30.00% ของหุ้นทั้งหมดหลัง IPO แบ่งเป็น 1. หุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดยบริษัท จำนวนไม่เกิน 425,000,000 หุ้น และ2.หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิม (บมจ. เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น: ASIAN) จำนวนไม่เกิน 212,500,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1.00  บาทโดยมีที่ปรึกษาทางการเงิน คือบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด


ขณะที่วัตถุประสงค์การใช้เงิน 1.เพื่อลงทุนในที่ดิน อาคาร เครื่องจักรและอุปกรณ์ เพื่อขยายกำลังการผลิต 2.เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ โดยโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัท ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ คือ บริษัท เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ASIAN จะมีสัดส่วนการถือหุ้นที่ 70.00% จากเดิม 100%



ITC บริษัทแฟล็กชิพ TU

ถัดมาบริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC บริษัทแฟล็กชิพของบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU โดยเป็นผู้ผลิตและส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงรายใหญ่ และเป็นผู้นำธุรกิจ OEM ในการผลิตอาหารแมวและสุนัขของประเทศไทย รวมถึงเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง อันดับ 2 ในเอเชีย และเป็นหนึ่งใน 10 อันดับแรก  ของผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงของโลก นอกเหนือจากการรับจ้างผลิตแล้ว อาหารสัตว์เลี้ยงภายใต้แบรนด์ของ ไอ-เทล ได้แก่ Bellotta, Marvo, ChangeTer, Calico Bay และ Paramount


บริษัทฯ เป็นหนึ่งในผู้นำในการรับจ้างผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียกระดับโลกโดยบริษัทฯ มีความชำนาญและความสามารถในการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียกที่ผลิตจากเนื้อปลา ด้วยกระบวนการอัตโนมัติที่โรงงานในจังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดสงขลา ซึ่งมีกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปรวม 172,786 ตันต่อปี ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 โดย อยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงานใหม่ในบริเวณเดียวกับโรงงานที่จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งบริษัทฯ คาดว่าจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ 18.7% ของกำลังการผลิตรวม และคาดว่าการก่อสร้างโรงงานใหม่ดังกล่าวจะแล้วเสร็จในปี 2566


โครงสร้างรายได้
ITC




ทั้งนี้ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ไอ-เทล สามารถสร้างการเติบโตด้านยอดขายอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 15% จาก 10,955 ล้านบาทในปี 2562 เป็น 14,529 ล้านบาทในปี 2564 ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วโลกที่อยู่ที่ 5.8% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2559-2564) โดยมีผลกำไรสุทธิเติบโตขึ้นจาก 1,695 ล้านบาท ในปี 2562 เป็น 2,721 ล้านบาท ในปี 2564 หรือเฉลี่ยปีละ 27%


สำหรับหุ้นสามัญที่จะเสนอขายต่อประชาชนเป็นครั้งแรก หรือ  IPO จำนวนไม่เกิน 660 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท คิดเป็น 22% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ โดยจะจัดสรรหุ้นสามัญจำนวนไม่เกิน 132 ล้านหุ้น เพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนตามสัดส่วนการถือหุ้นใน TU เพื่อรักษาสิทธิ (Pre-emptive Rights) ทั้งนี้ ไอ-เทล มีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิ


ปัจจุบัน ไอ-เทล มีทุนจดทะเบียน 3,000 ล้านบาท เป็นทุนชำระแล้ว 2,400 ล้านบาท โดยมีไทยยูเนี่ยนเป็นผู้ถือหุ้นหลักในสัดส่วน 99.78% และจะปรับลดสัดส่วนเหลือ 77.82% หลังการเสนอขายหุ้นไอพีโอ ทั้งนี้ภายหลังการเสนอขายหุ้น IPO ของ ไอ-เทล ไทยยูเนี่ยนจะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และพร้อมสนับสนุน ไอ-เทล ในสถานะเป็นบริษัทย่อยของกลุ่มไทยยูเนี่ยนเช่นเดิม


ส่วนวัตถุประสงค์การใช้เงิน 1.ใช้เป็นเงินลงทุนในการขยายกำลังการผลิต  เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และขยายโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนการผลิต 2.ใช้เป็นเงินลงทุนในการขยายธุรกิจ 3.ชำระคืนเงินกู้ยืม และ4.ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”