AOT มาร์เก็ตแคปเฉียด 1 ล้านล้านบาท ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งในตลาดหุ้นไทย ผู้เล่นหลักที่ได้ประโยชน์จากการเปิดประเทศ
AOT หรือ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ยังคงเป็นหุ้นตัวเลือกลำดับต้นๆ ของนักลงทุนเสมอมา โดยความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นนับจากต้นปีถึงปัจจุบัน ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาคึกคักกันอีกครั้ง เพราะ AOT คือผู้ที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากการเปิดประเทศ
หากเราย้อนกลับไปในช่วงที่มีการระบาดของ Covid-19 ของรุนแรง AOT ก็คือผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการปิดประเทศ ซึ่งส่งผลให้ผลประกอบการได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เช่นเดียวกับราคาหุ้นในช่วงนั้นที่ปรับตัวลดลง แต่ล่าสุดฟ้าเปิดแล้ว เหมือนแสงสว่างส่องเข้ามายัง AOT อีกครั้ง อย่างปัญหา Covid-19 เริ่มคลี่คลายลง และมีการเปิดประเทศเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น AOT จึงได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย
เมื่อสำรวจราคาหุ้น AOT นับจากต้นปีถึงปัจจุบัน ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุด ณ วันที่ 15 ก.ค.65 มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) เพิ่มมาอยู่ที่ 996,427.57 ล้านบาท แซงหน้าแชมป์เก่าอย่าง PTT เรียบร้อย ที่ตกลงมาเป็นอันดับ 2 อยู่ที่ประมาณ 956,860.37 ล้านบาท ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อสิ้นปี 2564 PTT มี Market Cap เป็นอันดับ 1 อยู่ที่ระดับ 1,085,393.86 ล้านบาท ส่วนอันดับ 2 คือ AOT อยู่ที่ระดับ 871,427.70 ล้านบาท
ทางด้านปัจจัยพื้นฐานมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาประเมินไว้อย่างน่าสนใจว่า จากราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นมาอย่างน่าประทับใจ ทำให้คิดว่านักลงทุนน่าจะมองเลยไปถึงการฟื้นตัวของผลประกอบการบริษัทในปี 66 (ระหว่างเดือนตุลาคม 2565 - กันยายน 2566) ที่คาดว่าจะพลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 12,754 ล้านบาท และคาดจะมีรายได้เพิ่มเป็น 44,620 ล้านบาท จึงแนะนำซื้อ AOT โดยขยับไปใช้ราคาเป้าหมายปี 66 ที่ 81.00 บาท จากเดิม 73.00 บาท
ทั้งนี้ผลประกอบการจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 4/65 และในปี 66 โดยยังคงมองว่าการกลับมาเปิดประเทศอย่างเต็มที่ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมจะเป็นพัฒนาการด้านบวกสำหรับประเทศ ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยกระตุ้นผลประกอบการของ AOT ในอีกสองสามปีข้างหน้า จากการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยยังคงคาดว่า ผลประกอบการของ AOT จะฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งในปี 66 จากการเปลี่ยนสถานะให้ COVID-19 เป็นโรคประจำถิ่น ซึ่งจะทำให้ธุรกิจของ AOT ดีขึ้นอย่างมาก ทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบินและไม่เกี่ยวกับการบิน
ผลประกอบการมีแนวโน้มแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในระยะยาว โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้นหลังจากที่มีการเปิดประเทศอย่างเต็มที่ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย พบผู้โดยสารเที่ยวบินระหว่างประเทศเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 7,900 คน/วัน ในเดือนพฤศจิกายน 2564 เป็น 20,700 คน/วันในเดือนมีนาคม และ 59,300 คนในเดือนมิถุนายน 2565
นอกจากนี้ แนวโน้มยังคงเป็นบวกต่อเนื่อง โดยจำนวนผู้โดยสารเที่ยวบินระหว่างประเทศยังเพิ่มขึ้นเป็น 70,000 คน/วันในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ดังนั้นจึงยังคงมองบวกกับแนวโน้มการฟื้นตัวในปี 2566 ทั้งนี้คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เปลี่ยนแปลงไปทุก ๆ 1 ล้านคน จะทำให้ประมาณการกำไรปี 65 มี upside/downside อีกประมาณ 2.7%
ส่วนทิศทางงวดปี 2565 (สิ้นสุดเดือนก.ย.65) คาดจะรายงานผลขาดทุนสุทธิลดลงมาอยู่ที่ระดับ 4,473 ล้านบาท เทียบปีก่อนที่ขาดทุนสูงถึง 16,322.01 ล้านบาท โดยคาดจะมีรายได้อยู่ที่ 27,237 ล้านบาท และคาดว่าไตรมาส 3/65 AOT จะขาดทุนสุทธิ 1.57 พันล้านบาท ฟื้นตัวขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 4.08 พันล้าน และไตรมาสก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 3.28 พันล้านบาท
โดยผลการดำเนินงานน่าจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการเริ่มเปิดประเทศบางส่วนมาตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ซึ่งทำให้จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 13.48 ล้านคน เพิ่มขึ้น 315.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนในไตรมาส 3/65 โดยคาดว่ารายได้จะอยู่ที่ 6.49 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 289.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 115.2% จากไตรมาสก่อน ในขณะที่คาดว่า EBIT จะติดลบลดลงเหลือติดลบ 23.9% จากติดลบ 255.5% ในไตรมาส 3/64 และติดลบ 122.2% ในไตรมาส 2/65
ทั้งนี้ เมื่ออิงจากประมาณการไตรมาส 3/65 ผลการดำเนินงานโดยรวมของบริษัทจะยังคงติดลบอยู่ เพราะยังคงได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ในประเทศไทย แต่ผลกระทบลดลงจากการผ่อนคลายข้อจำกัดในการเดินทางระหว่างประเทศลง อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องนับเป็นสัญญาณที่ดีของบริษัทในการที่จะถึงจุดคุ้มทุนจากการที่รายได้รายไตรมาสกลับขึ้นมามากกว่า 40% ของช่วงก่อนที่ COVID ระบาด เมื่ออิงตามประมาณการไตรมาส 3/65 AOT จะขาดทุนสุทธิ 9.12 พันล้านบาทในงวด 9 เดือนแรกปี 65 ซึ่งถือว่าดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 1.117 หมื่นล้านบาท
ขณะที่มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ปรับเพิ่มคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” อิงราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2566 ที่ 75.00 บาทต่อหุ้น แม้หุ้นปรับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แต่หุ้นยังไม่ได้สะท้อนการฟื้นตัวอย่างเต็มศักยภาพ
ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยปรับลดประมาณการปี 2564/65 ลงเป็นขาดทุน 1.06 หมื่นล้านบาท หลักๆ มาจากการปรับลดจำนวนผู้โดยสารต่างชาติของ AOT ในปี 2564/65 ลงเป็น 6.0 ล้านราย อย่างไรก็ดี แม้ AOT ปรับลดประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2565/66 และ 2566/67 ลง แต่ใกล้เคียงกับคาดการณ์ปัจจุบันของฝ่ายวิจัยที่ 25 ล้านราย และ 40 ล้านรายตามลำดับ ทำให้ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการในปีดังกล่าว
แม้ปรับลดประมาณการปี 2564/65 ลง แต่เชื่อว่าผลประกอบการปี 2564/65 ไม่ได้สะท้อนภาพการฟื้นตัวที่แท้จริงของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยตั้งแต่ไตรมาส 4/65 ซึ่งคือประมาณการปี 2565/2566 ของ AOT ดังนั้นจึงปรับไปใช้ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2566 เพื่อให้สะท้อนภาพการฟื้นตัวที่แท้จริง สมมติฐานของฝ่ายวิจัยสมมติให้กำไรปกติปี 2565/66 และปี 2566/67 ของ AOT ฟื้นตัวราว 45% และ 109% ของปี 2562 หรือ Pre-COVID Level ตามลำดับ หรือยังสมมติการฟื้นตัวเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดว่า ปี 2565/66 จะรายงานกำไรสุทธิ 11,448 ล้านบาท และปี 2566/67 คาดจะรายงานกำไรสุทธิเพิ่มเป็น 27,965 ล้านบาท

