ส่องคาดการณ์กำไรไตรมาส 2 หุ้นกลุ่มลีสซิ่ง ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น

อีกหนึ่งกลุ่มที่ได้รับความสนใจมาอย่างต่อเนื่องคงหนีไม่พ้นหุ้นลีสซิ่ง ล่าสุดกำลังจะเข้าสู่ช่วงรายงานผลประกอบการไตรมาส 2/65 กันแล้ว โดยมีการคาดการณ์ว่า กำไรของหุ้นกลุ่มนี้มีโอกาสที่จะทรงตัวจากไตรมาสก่อน แต่ยังเพิ่มขึ้น 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน


โดยนักวิเคราะห์ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มธุรกิจนี้ และยังชอบกลุ่มสินเชื่อทะเบียนรถยนต์ เนื่องจากเชื่อว่านักลงทุนตอบสนองต่อกระแสข่าวเชิงลบมากเกินไปต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและภาวะเศรษฐกิจถดถอย ดังนั้นหุ้นกลุ่มนี้จะน่าสนใจแค่ไหน และใครจะโดดเด่นสุด บทคความนี้มีคำตอบให้แล้ว


สะท้อนจากมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จํากัด (มหาชน) ได้ออกมาประเมินว่า  คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 2/2565 ของผู้ให้บริการสินเชื่อทะเบียนรถยนต์ 5 บริษัทภายใต้การวิเคราะห์ของฝ่ายวิจัยประกอบด้วย HENG, MTC, SAK, SAWAD และ TIDLOR คาดจะอยู่ที่ 3.6 พันล้านบาท ทรงตัวจากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้น 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน


ทั้งนี้กำไรก่อนตั้งสำรอง (PPOP) ที่แข็งแกร่งขึ้นในไตรมาส 2/2565 จะถูกชดเชยด้วย ECL ที่คาดว่าจะสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่ากำไรจะกลับมาเติบโตเมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ในระดับปานกลาง โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตของสินเชื่อที่แข็งแกร่งจากความต้องการสินเชื่อที่สูงขึ้นหลังจากธุรกิจต่าง ๆ เริ่มกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ และราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้น ต้นทุนดอกเบี้ยจะเริ่มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในไตรมาส 2/2565 แต่จะมีผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อกำไร


โดยคาดว่า HENG จะประกาศกำไรไตรมาส 2/2565 แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม จากการเติบโตที่คาดการณ์ไว้ที่ 33%จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 83%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่ SAWAD จะรายงานกำไรไตรมาส 2/2565 ที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่ม จาก ECL ที่คาดสูงขึ้นมาก



สำรวจคาดการณ์งบรายตัว

HENG ฝ่ายวิจัยคาดว่าจะรายงานกำไรไตรมาส 2/2565 อย่างโดดเด่นที่ 88 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33%จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 83% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน การเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งจากไตรมาสก่อน น่าจะได้แรงหนุนจากการเติบโตของสินเชื่อที่ 5% หนุนจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มือสองและสินเชื่อทะเบียนรถยนต์ ผลตอบแทนสินเชื่อที่สูงขึ้น 4bps จากไตรมาสก่อน และต้นทุนความเสี่ยงของสินเชื่อที่ลดลงเป็น 350bps จาก 405bps ในไตรมาส 1/2565


โดยเป็นผลมาจากการตั้งสารองพิเศษ (Management overlay) ที่ลดลงจากการย้ายลูกค้าไปสู่การปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว คาดว่า HENG จะมีเงินกู้ภายใต้การปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว 1.5 พันล้านบาท ในไตรมาส 2/2565 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแผนการปรับโครงสร้างหนี้ของ ธปท. (มาตรการสีฟ้า)


ส่วนกำไรที่คาดเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีแรงหนุนจากการเติบโตของสินเชื่อที่แข็งแกร่งที่ 22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และต้นทุนสินเชื่อที่ลดลง คาดว่าอัตราหนี้สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของ HENG จะเพิ่มขึ้น 20bps เป็น 3.8% เนื่องจาก NPL ใหม่หลังจากสิ้นสุดมาตรการบรรเทาหนี้และการตัดจำหน่ายที่ลดลง ซึ่งจะล่าช้าไปเป็นไตรมาส 3/2565 คาดว่า HENG จะคงอัตราสำรองหนี้สูญ (coverage ratio) ไว้ที่ 178% ในไตรมาส 2/2565 นอกจากนี้คาดว่า NPL ratio จะเริ่มลดลงในครึ่งปีหลังหลังจากที่ HENG กลับมาตัดจำหน่ายหนี้เสียตามปกติและวางแผนที่จะขายหนี้เสียบางส่วนให้กับ AMC ในไตรมาส 4/2565


ถัดมา SAWAD ฝ่ายวิจัยคาดว่าจะรายงานกำไรที่ไม่น่าตื่นเต้นในไตรมาส 2/2565 ที่ 1.03 พันล้านบาท ทรงตัวจากไตรมาสก่อน และลดลง 7%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคาดว่าจะไม่มีการกลับรายการ ค่าใช้จ่ายสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL) สำหรับ SAWAD อีกต่อไปในไตรมาส 2/2565 และคาดว่าต้นทุนสินเชื่อที่สูงขึ้นจะหักล้าง PPOP ที่แข็งแกร่งขึ้นจากไตรมาสก่อน PPOP ไตรมาส 2/2565 คาดจะเพิ่มขึ้น จากไตรมาสก่อน โดยคาดว่าสินเชื่อจะเติบโต 5% จากไตรมาสก่อน ได้แรงหนุนหลักจากการเติบโตของสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ที่แข็งแกร่งและผลตอบแทนสินเชื่อที่สูงขึ้นจากสัดส่วนสินเชื่อที่ดีขึ้น นอกจากนี้คาดว่าต้นทุนสินเชื่อจะเพิ่มขึ้นเป็น 100bps จาก 21bps ในไตรมาส 1/2565 เป็นผลจาก LTV ที่สูงขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีการเติบโตอย่างสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์


ขณะที่คาดว่ากำไรของ SAWAD จะลดลงปานกลางจากช่วงเดียวกันของปีก่อนในไตรมาส 2/2565 จากค่าใช้จ่ายสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL) คาดการณ์ไว้ที่ 101 ล้านบาท เทียบกับการกลับรายการ ECL ที่ 48 ล้านบาทในไตรมาส 2/2564 คาดว่า NPL ratio ของ SAWAD ในไตรมาส 2/2565 จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 10bps เป็น 3.2% แต่ด้วยการตั้งสำรองต่อหนี้สูญที่ต่ำอยู่ที่ 54% ในไตรมาส 2/2565 คาดว่าต้นทุนสินเชื่อจะยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นในครึ่งปีหลังและกดดันกำไรในครึ่งปีหลัง แม้ว่าแนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อจะแข็งแกร่ง


MTC ฝ่ายวิจัยคาดว่าจะรายงานกำไรไตรมาส 2/2565 ที่ 1.38 พันล้านบาท ทรงตัวจากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคาดว่า MTC จะรายงาน PPOP ที่แข็งแกร่งขึ้น 9% จากไตรมาสก่อน เป็น 2.05 พันล้านบาทได้แรงหนุนจากการเติบโตของสินเชื่อที่แข็งแกร่งที่ 7%จากไตรมาสก่อน และเติบโต 32%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่คาดว่าจะถูกชดเชยด้วยต้นทุนสินเชื่อที่คาดว่าจะสูงขึ้นเป็น 120bps ในไตรมาส 2/2565 จาก 71bps ในไตรมาส 1/2565 และส่งผลให้กำไรคงที่จากไตรมาสก่อน


นอกจากนี้คาดว่า NPL ratio ของ MTC จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 2/2565 โดยส่วนใหญ่จากสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ ซึ่งคาดว่า NPL จะเพิ่มขึ้นเป็น 7.5% จาก 5% ในไตรมาส 1/2565 NPL ratio ขณะที่ในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากครึ่งปีแรกเช่นกัน


ส่วนประมาณการกำไรจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แรงหนุนหลักจากการเติบโตของสินเชื่อที่แข็งแกร่งจากการขยายสาขาในเชิงรุกตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2564 รวมทั้งคาดว่าอัตราสำรองหนี้สูญไตรมาส 2/2565 จะลดลงเหลือ 101% ซึ่งอาจบ่งชี้ว่า MTC จะต้องเพิ่ม ECL ในครึ่งปีหลังเพื่อเพิ่มอัตราสำรองหนี้สูญอีกครั้ง


TIDLOR ฝ่ายวิจัยคาดว่าจะรายงานกำไรที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาผู้ให้บริการสินเชื่อทะเบียนรถยนต์รายใหญ่จากการเติบโตของสินเชื่อที่แข็งแกร่ง คุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น และรายได้ค่าธรรมเนียมที่แข็งแกร่งจากธุรกิจนายหน้าประกันภัย จึงประมาณการกำไรไตรมาส 2/2565 ของ TIDLOR ไว้ที่ 920 ล้านบาท ลดลง 2%จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้น 18%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน


โดยคาดว่ากาไรจะลดลงเล็กน้อย จากไตรมาสก่อน เพราะรายได้ค่าธรรมเนียมที่คาดจะลดลงจากธุรกิจนายหน้าประกันภัยอันเป็นผลมาจากผลกระทบตามฤดูกาล และต้นทุนสินเชื่อที่สูงขึ้นเป็น 110bps ในไตรมาส 2/2565 จาก 88bps ในไตรมาส 1/2565 รวมทั้งคาดว่า TIDLOR จะรายงาน NPL ratio ที่สูงขึ้นเล็กน้อยเป็น 1.4% ในไตรมาส 2/2565 จาก 1.3% ในไตรมาส 1/2565 และคาดว่าอัตราสำรองหนี้สูญต่อหนี้เสียทั้งหมดจะเพียงพอที่ 279% ในไตรมาส 2/2565


ขณะที่คาดว่ากำไรจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะได้แรงหนุนจากการเติบโตของสินเชื่อที่แข็งแกร่งที่ 26% ต่อสินเชื่อรวม 6.9 หมื่นล้านบาท และรายได้จากค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจนายหน้าประกันภัยที่ได้รับประโยชน์จากแคมเปญการผ่อนชำระ 10 เดือนให้กับลูกค้าตั้งแต่ครึ่งปีหลังของปี 2564 เป็นต้นไป โดยคาดว่ากำไรจะเริ่มดีขึ้นอีกครั้งในไตรมาส 3/2565 เมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตของสินเชื่ออย่างต่อเนื่องและค่าธรรมเนียมประกันภัยที่ปรับตัวดีขึ้น


สุดท้าย SAK ฝ่ายวิจัยคาดว่าจะรายงานกำไรไตรมาส 2/2565 ที่ 169 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2%จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น23%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคาดว่ากำไรจะเติบโตขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน ได้แรงหนุนจากการเติบโตของสินเชื่อที่ดีขึ้น 9% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 29%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการกลับมาเปิดธุรกิจใหม่อีกครั้งและอัตราส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) ที่ดีขึ้นตามฤดูกาล


ขณะที่คาดว่ากำไรที่เติบโตแข็งแกร่ง จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จะได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของสินเชื่อที่สูงขึ้นและสัดส่วนต้นทุน/รายได้ที่ลดลงจากการประหยัดต่อขนาดที่ดีขึ้น SAK เปิดสาขาใหม่เชิงรุกในครึ่งปีแรก และคาดว่าอัตราส่วนต้นทุน/รายได้จะค่อย ๆ ลดลงในครึ่งปีหลัง เนื่องจากเริ่มมีสินเชื่อใหม่จากสาขาใหม่ รวมทั้งคาดว่า NPL ratio ของ SAK ในไตรมาส 2/2565 จะเพิ่มขึ้นเป็น 2.5% จาก 2.3% ในไตรมาส 1/2565 จากการสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ตั้งแต่ปลายปี 2564



เปิดปัจจัยกดดันผลงานกลุ่ม

ปรับลดประมาณการกำไรของกลุ่มในปี 2565-2567 ลง 8.2%,8.6%,8.5% เป็น 1.51 หมื่นล้านบาท,1.85 หมื่นล้านบาท, 2.16 หมื่นล้านบาทตามลำดับ สาเหตุหลักมาจาก 1.ต้นทุนที่สูงขึ้นจากเงินเฟ้อที่กดดันต้นทุนและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่อ่อนแอเกินคาดและ 2.ต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นในปี 2565-2567 เพื่อสะท้อนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1% ในปี 2565-2566 นอกจากนี้ยังรวมประเด็นเฉพาะ เช่น รายได้ค่าธรรมเนียมที่เติบโตน้อยกว่าคาดของ TIDLOR การตั้งสำรองพิเศษเพิ่มเติมของ HENG ที่คาดไว้ในไตรมาส 2-3/2565 และของ MTC จากแนวโน้ม NPL ที่สูงกว่าที่คาดไว้


ขณะที่คาดว่าผู้ให้บริการสินเชื่อทะเบียนรถยนต์รายใหญ่ (TIDLOR, MTC และ SAWAD) จะสามารถบริหารต้นทุนดอกเบี้ยได้มีประสิทธิภาพมากกว่าผู้เล่นรายเล็กอย่าง HENG และ SAK เนื่องจากผู้เล่นรายใหญ่สามารถเข้าถึงตลาดตราสารหนี้เพื่อล็อคต้นทุนดอกเบี้ยในอีกหลายปีข้างหน้า TIDLOR ยังได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือในปีที่แล้ว และจะยืดเวลาการรับรู้ต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นในปี 2565


นอกจากนี้คาดว่า ธปท. จะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้งในปี 2565 คาดว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารจะเพิ่มขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่จะปรับขึ้นช้ากว่าเล็กน้อย โดยคาดว่าบริษัทด้านการเงินที่มีสัดส่วนเงินกู้ธนาคารต่อการจัดหาเงินทุนทั้งหมดสูงจะต้องเผชิญกับต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้นกว่าบริษัทที่มีสัดส่วนหุ้นกู้สูง



คาดสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันมีความเสี่ยงมากขึ้น

คาดว่ารายได้สุทธิของครัวเรือนจะลดลงในปี 2565 เนื่องจากการสนับสนุนจากโครงการของรัฐบาลที่ลดลงและค่าครองชีพที่ลดลง โดยเชื่อว่าสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันมีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระมากกว่าเงินกู้ที่มีหลักประกันในปี 2565 บริษัทที่มีสัดส่วนเงินกู้ที่มีหลักประกันสูง เช่น TIDLOR และ HENG น่าจะสามารถควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ได้ในปี 2565 ขณะที่มองว่าสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์และสินเชื่อส่วนบุคคลเริ่มมีสัญญาณไม่ดีต่อคุณภาพสินทรัพย์ในครึ่งปีหลัง


ดังนั้นจึงคงมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มธุรกิจนี้ และยังชอบกลุ่มสินเชื่อทะเบียนรถยนต์ เนื่องจากเชื่อว่านักลงทุนตอบสนองต่อกระแสข่าวเชิงลบมากเกินไปต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและภาวะเศรษฐกิจถดถอย ราคาหุ้นของ MTC และ SAWAD ซื้อขายที่มูลค่าต่ากว่า 1.5SD เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย PBV ในอดีต


นอกจากนี้ ยังปรับลดราคาเป้าหมายสำหรับหุ้นบริษัทสินเชื่อทะเบียนรถยนต์ลง 4-37% เพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยและภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้ว และหุ้นส่วนใหญ่ยังคงมี upside กว่า 20-30% จากราคาปัจจุบัน โดย TIDLOR ยังคงเป็นหุ้นเด่นของฝ่ายวิจัย ให้ราคาเป้าหมาย 35.25 บาท MTC ราคาเป้าหมาย 55.00 บาท SAWAD ราคาเป้าหมาย 55.00 บาท HENG ราคาเป้าหมาย 3.60 บาท และSAK ราคาเป้าหมาย 7.70 บาท



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”

Most Viewed
Fun of Funds
“KTWC-ALPHA” ลงทุน “หุ้นทั่วโลก” สไตล์ “High Conviction”… โอกาสสร้าง “Alpha” ตอบโจทย์ความมั่งคั่งระยะยาว เสนอขายครั้งแรก (IPO) วันที่ 1 – 8 ก.ย. 69 นี้ !!!
เมื่อ 12 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
ก.ล.ต. ลงดาบ 18 ราย ร่วมสร้างราคาหุ้น META สั่งปรับ-ชดใช้รวมกว่า 172 ล้านบาท พร้อมห้ามเทรด-นั่งกรรมการสูงสุด 102 เดือน
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
GULF เสริมพอร์ตสีเขียว เดินเครื่องโซลาร์ 135 MW จ่ายไฟ กฟผ. รับสัญญาซื้อขายยาว 25 ปี จ่อ COD เพิ่ม 4 โครงการ 235.6 MW ปลายปี 69
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
TTA ร่วมสนับสนุนงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” พร้อมส่งมอบรถฉุกเฉินไฟฟ้า King Long และ NIU มูลค่ากว่า 2 ลบ.
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
CPF ลุยธุรกิจน้ำดื่ม! ทุ่ม 335 ลบ. ถือ BREW 51% โบรกฯ ชี้ดีลไม่แพง ต่อยอดระยะยาว จับตากำไรครึ่งปีหลังฟื้น ให้เป้า 25 บ.
เมื่อ 14 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us