Official Update :

PTTGC ครึ่งปีหลังเป็นจุดน่าเข้า “ซื้อ" กำไรจะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง

PTTGC หรือ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ในฐานะเป็นแกนนำของธุรกิจเคมีภัณฑ์ (Chemical Flagship) ของกลุ่ม ปตท. ในช่วงที่ผ่านมามีแรงกดดันเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งแรงกดดันจากการอ่อนค่าของเงินบาท ทำให้ประเมินว่าจะมีขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึง ขาดทุนป้องกันความเสี่ยง และการปิดซ่อมบำรุง เป็นต้น แต่ดูเหมือนว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 65 จะเริ่มเห็นสิ่งดีๆเข้ามาแล้ว ที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของกำไรในช่วงนี้


โดยนักวิเคราะของมาประเมินไว้อย่างน่าสนใจถึงทิศทางครึ่งปีหลัง จะเห็นการฟื้นตัวที่ดีขึ้น โดยเฉพาะไตรมาส 3/65 เพราะไม่มีการปิดซ่อมบำรุง และอาจมีกำไรจากการป้องกันความเสี่ยง จนทำให้นักวิเคราะห์แนะนำด้วยว่า ครึ่งหลังปี 2565 เป็นจุดปลอดภัยในการซื้อ (ไตรมาส 2/65 เป็นจุดต่ำสุด) รับการฟื้นตัวของกำไรใน 2566


Wealthy Thai ได้รวบรวมมุมมองของนักวิเคราะห์มาฝากนักลงทุน เริ่มจาก นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 72 บาท โดยมองราคาหุ้นที่ปรับลง 26% นับจากต้นปีถึงปัจจุบันสะท้อนกำไรครึ่งปีแรกของปี 65 ที่ต่ำ และปี 2565 ที่ลดลงจากปีก่อนไปมากแล้ว โดยมองครึ่งหลังปี 2565 เป็นจุดปลอดภัยในการซื้อ (ไตรมาส 2/65 เป็นจุดต่ำสุด) รับการฟื้นตัวของกำไรใน 2566


โดยคาดทิศทางกำไรปกติครึ่งหลังปี 65 จะฟื้นเด่นจากครึ่งปีแรก ได้รับแรงหนุนจากกำไรในไตรมาส 3/65 ที่ฟื้นตัวสูงจาก oil hedging gain ก้อนใหญ่ และไม่มีปิดซ่อมใหญ่ อย่างไรก็ตามปรับลดกำไรปกติ 65 ลง -10% สะท้อน oil hedging loss และ อัตรากำไรฝั่งปิโตรเคมีที่แย่กว่าคาด และปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 72.0 บาท/หุ้น (เดิม 73 บาท)


ขณะที่มอง slightly negative ต่อแนวโน้มกำไรปกติไตรมาส 2/65 ของ PTTGC ที่ราว 1,846 ล้านบาท ลดลง 84% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 28%จากไตรมาสก่อน ต่ำกว่าที่เคยประเมินจาก oil hedging loss ที่สูงกว่าคาด และ spread ปิโตรเคมีที่ต่ำกว่าคาด โดยกำไรลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน หลักๆ มาจากฝั่งปิโตรเคมีที่อัตรากำไรลดลงทุกสาย ส่วนลดลงจากไตรมาสก่อนเพราะ oil hedging loss/ การปิดซ่อมใหญ่โรงโอเลฟินส์3 และอัตรากำไร performance material ลดลง (oversupply)



ไตรมาส
2/65 คาดกำไรลดลง 97%

ขณะที่มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดไตรมาส 2/65 จะมีกำไรสุทธิ 784 ล้านบาท ลดลง 81%จากไตรมาสก่อน และลดลง 97% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นกำไรรายไตรมาสระดับต่ำ สาเหตุหลักมาจากการอ่อนค่าของเงินบาท ทำให้ประเมินว่าจะมีขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน 2 พันล้านบาท ประกอบกับการพุ่งขึ้นของส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลจาก 20 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในไตรมาส 1/65 เป็น43 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล (บนสมมติฐาน Hedging position ต้นไตรมาส 22 ล้านบาร์เรล) ทำให้คาดว่าจะมีขาดทุนป้องกันความเสี่ยงสูง 1.2 หมื่นล้านบาท


อย่างไรก็ตาม หากนับเฉพาะกำไรจากการดำเนินงานปกติ แม้ว่าจะถูกถ่วงจากแผนปิดซ่อมบำรุงโรงงานโอเลฟินส์ OLE3 กำลังผลิต 1 ล้านตัน และโรงงานอะโรมาติกส์ ทำให้อัตราการผลิตจะเหลือ 75% และ 80% ตามลำดับ รวมทั้งทิศทางอัตรากา ไรของธุรกิจโอเลฟินส์ และ Performance materials ที่ต่ำลงจากการใช้สัดส่วน Naphtha มากขึ้น และการลดลงของ Spread ของPhenol และ BPA ตามลำดับ


แต่คาดกำไรปกติจะทำได้ 1.2 หมื่นล้านบาท นับว่าฟื้นตัวได้ดี 97% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หนุนจาก 1.ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นเป็น 18.3 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 141%จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 801%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก


2. P2F Margin ของอะโรมาติกส์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 160 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน เพิ่มขึ้น 233%จากไตรมาสก่อน, ลดลง 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามทิศทาง Spread PX, BZ และ Condensate residue (By product ผลิตน้ำมันดีเซล) และ 3. ส่วนแบ่งกำไรจาก VNT สูงขึ้นตามสัดส่วนการถือหุ้นจาก 25% เป็น 38% เต็มไตรมาส



ครึ่งหลังปี 65 เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น

หากไตรมาส 2/65 เป็นไปตามคาด กำไรสุทธิครึ่งแรกปี 65 จะคิดเป็น 22% ของทั้งปี ทำให้คาดการณ์ปีนี้ที่ 2.3 หมื่นล้านบาท ลดลง 49% จากปีก่อนมีความท้าทาย (เป็นผลจากขาดทุนป้องกันความเสี่ยงจำนวนมากในครึ่งแรกปี65) อย่างไรก็ตาม คงประมาณการเดิมเอาไว้ก่อน เพราะคาดว่ากำไรครึ่งหลังปี 65 จะเร่งตัวขึ้น


สำหรับครึ่งหลังปี 65 แม้บริษัทฯ มีแผนปิดซ่อมบำรุงใหญ่โรงกลั่น 50 วันช่วงเดือนต.ค. - ธ.ค. แต่ภาพรวมผลประกอบการเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว หนุนจาก 1.ราคาน้ำมันดิบที่ผันผวนน้อยลง และการทยอยผ่อนปรนมาตรการควบคุมของจีน จะช่วยให้อุปสงค์ปิโตรเคมีดีขึ้น


2.การรับรู้ส่วนแบ่งกำไรของเอจีซี วีนิไทย (การควบรวมระหว่าง VNT และ AGC) 3.การ COD โครงการขยายกำลังผลิต HMC และโครงการ Kuraray GC ช่วงไตรมาส 3/65 – 4/65 4.ขาดทุนป้องกันความเสี่ยงลดลง (มีโอกาสพลิกเป็นกำไร) เนื่องจากปัจจุบันส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลเริ่มอ่อนตัวลง 5.อัตราใช้กำลังผลิตของโรงงานอะโรมาติกส์ – โอเลฟินส์สูงขึ้นจากครึ่งปีแรก หลังผ่านช่วงปิดซ่อมบำรุงใหญ่มาแล้ว


อย่างไรก็ตามคงราคาเหมาะสม 58.00 บาท และคำแนะนำ TRADING เอาไว้ก่อน เนื่องจากระยะสั้นคาดว่าหุ้นยังถูกถ่วงจากทิศทางกำไรไตรมาส 2/65 ที่อ่อนแอกว่าคู่แข่ง เพราะมีขาดทุนป้องกันความเสี่ยงสูง, มีความเสี่ยงถูกปรับลดประมาณการ และเงินปันผลงวดครึ่งแรกปี 65 ไม่เด่นเท่าคู่แข่ง เชิงกลยุทธ์มองว่านักลงทุนอาจรอจังหวะเข้าลงทุนอีกครั้งหลังบริษัทฯ รายงานผลประกอบการไตรมาส 2/65 วันที่ 10 ส.ค.นี้


และสุดท้ายนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คงคำแนะนำ ถือ และราคาเป้าหมายที่ 50 บาท บริษัทกำลังเผชิญช่วงที่ยากลำบาก โดยกำลังการผลิต PE ใหม่จะลดลงเหลือบวก 6 ล้านตันในปี 66 จากบวก10 ล้านตันในปี 65 ซึ่งเป็นสัญญาณว่าแนวโน้มอุตสาหกรรมน่าจะดีขึ้นในปีหน้า ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอจะยังคงกด margin ของปิโตรเคมีให้ยังอยู่ในระดับต่ำ


ขณะที่คาดว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 2/65 จะอยู่ที่ 1.2 พันล้านบาท ลดลง 72%จากไตรมาสก่อน และลดลง 95%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคาดผลประกอบการของธุรกิจโรงกลั่นจะแข็งแกร่ง โดยที่ market GRM เพิ่มขึ้นเป็น 20 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล นำโดย crack spread ที่เพิ่มขึ้นของน้ำมันดีเซล PTTGC จะบันทึกกำไรจากสต็อกน้ำมัน 2.3 พันล้านบาท เนื่องจากป้องกันความเสี่ยงไว้ 50% ของปริมาณยอดขาย (22 ล้านบาร์เรล) ในช่วงไตรมาส 2-4/65 ราว 70% เป็นน้ำมันดีเซล ประเมินว่าบริษัทจะขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยง 360 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.28 หมื่นล้านบาท)


คาดว่ากำไรธุรกิจ Olefins ลดลงจากไตรมาสก่อน โดยคาดว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตของ crackers จะลดลงเหลือ 75% เนื่องจากมีการปิดซ่อมบำรุง cracker  1 ล้าน ton (39 วัน) ในไตรมาส 2 ขณะที่คาดว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงาน PE จะลดลงเหลือ 90% ทั้งนี้ ราคาของ HDPE, LLDPE และ LDPE เพิ่มขึ้น 1-3%จากไตรมาสก่อน โดยราคา HDPE เพิ่มขึ้นเป็น 1,341 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน, ราคา LLDPE เพิ่มขึ้นเป็น 1,383 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน และราคา LDPE เพิ่มขึ้นเป็น 1,658 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ในขณะที่กำไรของธุรกิจ Aromatics น่าจะดีขึ้นจากไตรมาสก่อนโดยคาดว่า EBITDA จะอยู่ที่ 420 ล้านบาทเนื่องจาก spread ของ PX และ BZ เพิ่มขึ้น เงินบาทที่อ่อนค่าลงทำให้ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 2 พันล้านบาท


ส่วนไตรมาส 3/65 จะดีขึ้นเพราะไม่มีการปิดซ่อมบำรุง และอาจมีกำไรจากการป้องกันความเสี่ยง โดย Spread ของน้ำมันดีเซลของ PTTGC เมื่อสิ้นงวดไตรมาส 2 จะทำให้บริษัทต้องบันทึกผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงที่รับรู้แล้ว 50 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงที่ยังไม่รับรู้ 30ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล โดยอิงจากกราฟของ spread น้ำมันดีเซลในตลาดซื้อขายล่วงหน้า แต่หลังจากนั้น 28-30 ดอลลารสหรัฐ/บาร์เรล


ดังนั้น บริษัทอาจจะพลิกจากที่มีผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงมามีกำไรจากการป้องกันความเสี่ยงในไตรมาส 3 แทน นอกจากนี้ ยังคาดว่า PTTGC จะเพิ่มสัดส่วนของ gas feedstock เป็น 78% ในไตรมาส 3 จากระดับเฉลี่ยที่ 74% ในครึ่งปีแรก เนื่องจาก gas cracker 1 ล้านตันกลับมาเดินเครื่องผลิตแล้ว ซึ่งจะทำให้ margin ของ olefins และอนุพันธ์ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม PTTGC มีกำหนดจะปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นนาน 50 วันในไตรมาส 4



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”

Most Viewed
News Highlight
เซ็นทรัล รีเทล พร็อพเพอร์ตี้ จับมือ BART LAB มหิดล ร่วมลงนาม LOI ขับเคลื่อนรีเทลแห่งอนาคต เปลี่ยนพื้นที่เป็น Living Lab
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
อินทนิลร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เปิดงานเทศกาลกินเจ ชวนเติมสิ่งดีๆ ให้ร่างกาย ด้วยเมนูเจและเครื่องดื่ม Plant-based ทางเลือกที่ดื่มง่ายในทุกวัน
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
SCC ลุ้นกำไร Q3/69 ฟื้นแตะ 2.8 พันลบ. หนุนผลงานทั้งปี 69 โตพุ่ง 400% รับปิโตรเคมีฟื้น–ต้นทุนลดหนุนมาร์จิ้น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
แม็คโคร-โลตัส ชวนสัมผัสรสชาติ และสินค้าระดับพรีเมียมจากออสเตรเลีย ในแคมเปญ “Taste of Australia 2026”
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
หุ้นท่องเที่ยวไม่สะเทือน! เหตุโจมตีสนามบินซาอุฯ โบรกฯ ชี้กระทบจำกัด หากไม่ลาม Gulf Hub ลุ้นโรงแรม Q4/69 กำไรฟื้น CENTEL-ERW เด่น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us