Official Update :

วิเคราะห์หุ้น SCC-SCGP แนวโน้มกำไรไตรมาส 2 จะเป็นอย่างไร ในวันที่ต้นทุนพลังงานกระทบธุรกิจ

ขณะนี้ตลาดหุ้นไทยกำลังเข้าสู่ช่วงของการประกาศผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2/65 กันแล้ว โดยปัจจัยของการประกาศตัวเลขที่สำคัญทางการเงิน ซึ่งผลประกอบการถือว่ามีส่วนสำคัญต่อแนวโน้มธุรกิจและมีผลต่อทิศทางราคาหุ้น โดยจะสะท้อนออกมาเป็นปัจจัยทางพื้นฐานของบริษัท และจะได้ราคาที่เหมาะสมของหุ้น


ดังนั้นในครั้งนี้ Wealthy Thai จึงขอยกประเด็นแนวโน้มผลประกอบการของหุ้นขนาดใหญ่ที่เป็นบริษัทในเครือเดียวกันอย่าง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCC และ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP มาให้รับชม ผ่านมุมมองนักวิเคราะห์จากหลายสำนัก



เจอความท้าทายหลายด้าน

โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มีมุมมองว่า SCC ในช่วงไตรมาส 2/65 ว่า เป็นช่วงที่ท้าทายของบริษัท เช่น  ปัจจัยด้านเศรษฐกิจทั้งในประเทศ – ต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้ปิโตรเคมี อีกทั้งราคา Naphtha ขยับลง เพราะอุปทานในตลาดสูงขึ้นจากการเพิ่มอัตราการผลิตของโรงกลั่น รวมถึงเป็นช่วงปิดซ่อมบำรุงโรงงานปิโตรเคมี


เช่นเดียวกับที่บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) วิเคราะห์ว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/65 ของ SCC นั้นจะต้องเผชิญกับภาวะต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้อัตรากำขั้นต้นของบริษัทนั้นลดลงจากธุรกิจปิโตรเคมี ขณะที่ธุรกิจซีเมนต์ก็หดตัวตามอุปสงส์ภายในประเทศด้วยเช่นกัน


ขณะที่ในมุมของ SCGP บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ถือว่าประสบปัญหาไม่ต่างกันเท่าไหร่ จาก Packaging Paper ในภูมิภาคเอเชียลดลง (ผลจาก Demand ที่หายไปของจีน) ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไรขั้นต้นในเวียดนาม และปัญหาหลักที่มีผลกระทบต่อต้นทุนที่สูงขึ้นเพราะราคาพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น



ส่องคาดการณ์กำไรไตรมาส 2/65

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ได้คาดการณ์ว่าไตรมาส 2/65 ทาง SCC จะมีกำไรสุทธิ 9.3 พันล้านบาท ลดลง 46% จากปีก่อน จาก Spread ปิโตรเคมีสูงผิดปกติในไตรมาส 2/64 เพราะปัญหา Polar Vortex ในสหรัฐฯ แต่เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/65 ที่เติบโตและถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจเทียบกับภาวะตลาดที่ท้าทาย


ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกลยุทธ์การบริหารจัดการที่ดีของบริษัทฯ เช่น การเน้นขายสินค้ามูลค่าสูง (HVA), การผลิตแบบOptimization, การทยอยปรับราคาสินค้าให้สะท้อนต้นทุนควบคู่การรักษาส่วนแบ่งการตลาด, การเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงทางเลือก, ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า และส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนสูงขึ้น โดยหลักมาจาก  Butadiene Spread ที่พุ่งขึ้นกว่า 2 เท่าตัว จากการลดกำลังผลิตของโรงงานในภูมิภาค


ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) คาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/65 ราว 8,834 ล้านบาท ลดลง48% จากปีก่อน และทรงตัวจากไตรมาส 1/65 ทั้งนี้หากตัด รายการพิเศษ stock loss  ประมาณ 700 ล้านบาท ออกคาดกำไรปกติราว 9,534 ล้านบาท ลดลง 44% จากปีก่อน และลดลง 23% จากไตรมาส 1/65 เพราะอัตรากำไรที่ลดลงของทุกธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจปิโตรเคมีที่อัตรากำไรลดลงมาก จากไม่มีปัจจัยบวก supply ตึงตัวเหมือนไตรมาส 2/64 เพราะความต้องการใช้ในจีนได้รับผลกระทบจากIockdown และปรับราคาได้ไม่เร็วตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น


ด้านแนวโน้มกำไรไตรมาส 2/65 ของ SCGP บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดกำไรปกติไตรมาส 2/65 ที่ของ SCGP ไว้ที่ระดับ 1,946 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากไตรมาส 1/65 แต่ลดลง 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกำไรปกติสามารถฟื้นตัวได้แม้ราคาขาย Packaging Paper ในภูมิภาคเอเชียลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันอัตรกำไรขั้นต้นในประเทศเวียดนาม เพราะสามารถปรับราคาขายขึ้นเพื่อสะท้อนต้นทุนในการผลิตที่สูงขึ้นในกลุ่มประเทศอื่นเช่น ไทยและอินโดนีเซียได้ ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจร (IPC) สามารถทรงตัวได้


รวมถึงการรับรู้รายได้จากกำลังผลิต Packaging Paper ใหม่ในโรงงาน UPPC ในฟิลิปปินส์ที่ COD ในช่วงปลาย ไตรมาส 1/65 (ปัจจุบันกำลังผลิตใหม่มี Utilization Rate อยู่ราว 30-50%) สามารถชดเชยผลกระทบจากปริมาณขายที่ลดลงตามปัจจัยฤดูกาลของไทยและอินโดนีเซียได้


ขณะที่การลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากกำไรขั้นต้นที่ลดลงมาอยู่ในระดับ 17.4% จาก 20.6% ในไตรมาส2/64 ซึ่งเป็นผลมาจากการชะลอตัวของภาคการผลิตจีนและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น รวมถึงมี ค่าใช้จ่าย SG&A ที่สูงขึ้น 35% หลังมีการขยายกำลังผลิตและการทำ M8P ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา



ส่องแนวโน้มธุรกิจในอนาคตต่อจากนี้

บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) คาดกำไรปกติไตรมาส 3/65 ของ SCC จะกลับมาโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้เป็นไตรมาสแรกของปี เพราะ ธุรกิจซีเมนต์อัตรากำไรเพิ่มขึ้น จากความสามารถปรับราคาขายเพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และธุรกิจบรรจุภัณฑ์ยอดขายเติบโตจากการขยายกำลังการผลิตและซื้อธุรกิจ


ส่วนสาเหตุที่เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/65 เพราะได้หนุนจากอัตรากำไรทุกธุรกิจ 1) ธุรกิจซีเมนต์ปรับราคาขายได้ต่อเนื่อง 2) ธุรกิจเคมี ไม่มีปิดซ่อม และราคาfeedstock ปรับลดลง 3) ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ยอดขายฟื้นตามความต้องการใช้ของจีน ประกอบกับต้นทุนกระดาษ และค่าขนส่งมีแนวโน้มลดลง


สำหรับในส่วนของ SCGP นักวิเคราะห์มองว่า กำไรปกในไตรมาส 3/65จะฟื้นตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะการฟื้นตัวของกำลังซื้อในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะจีนหลังคลาย lockdown ประกอบกับเริ่มรับรู้การขยายกำลังผลิตของ food pac kaging ในไทยและเวียดนามเต็มไตรมาส รวมถึงแนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้น ดีขึ้นต่อเนื่องหลังต้นทุนกระดาษ มีแนวโน้มปรับตัวลดลงเพราะการเก็บ recycled paper ทำได้ง่ายขึ้น โดยคาดเห็นการฟื้นตัวเด่นในครึ่งหลังปี 65



Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่