TU เดินหน้าสู่ In-House Banking ต่อยอดนวัตกรรมการเงิน สู่ความแข็งแกร่งของกลุ่มในระยะยาว
บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ยังคงเดินหน้านวัตกรรมทางการเงินอย่างต่อเนื่อง จากก่อนหน้านี้ TU ได้ใช้นวัตกรรมทางการเงินในรูปแบบ Blue Finance ด้วยซีรีส์ของสินเชื่อและหุ้นกู้ที่ส่งเสริมความยั่งยืน นับเป็นการก้าวข้ามจากการจัดหาแหล่งเงินแบบดั้งเดิม และล่าสุดได้ต่อยอดนวัตกรรมทางการเงิน นำไปสู่ศูนย์บริหารและบริการร่วมทางการเงิน หรือ Global Treasury Center ของบริษัท ที่ได้ดำเนินงานด้าน In-House Banking & Automation ในปี 2565
โดยโมเดล In-House Banking นี้ เป็นแนวทางที่ธุรกิจระดับโลกหลายบริษัทเลือกที่จะใช้ในการสร้างความแข็งแกร่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การบริหารจัดการสินทรัพย์และหนี้สิน ขั้นตอนและกระบวนการต่างๆ ของกระแสเงินสด และการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงิน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
Global Treasury Center กับนวัตกรรมทางการเงิน
ในฐานะบริษัทที่มีธุรกิจอยู่ทั่วโลก ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการบริหารและการบริการทางการเงินแบบรวมศูนย์ จึงได้จัดตั้ง Global Treasury Center ในปี 2558 โดยทำงานร่วมกับศูนย์บริหารเงินในลักเซมเบิร์กที่บริหารงานที่เกี่ยวข้องในทวีปยุโรปและอีกศูนย์หนึ่งซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองลอสแองเจลีส สำหรับการบริหารงานที่เกี่ยวข้องในสหรัฐอเมริกา
ทั้งนี้ ในการตั้ง Global Treasury Center บริษัทจะต้องได้รับใบอนุญาตต่างๆ ซึ่ง TU ได้ดำเนินตามขั้นตอน จนได้ใบอนุญาต โดยใน 2558 ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจเป็นศูนย์บริหารเงิน (Treasury Center) จากกระทรวงการคลัง และ ธนาคารแห่งประเทศไทย
รวมถึงใบอนุญาตจากกรมสรรพากรในการเป็นสำนักงานใหญ่ระหว่างประเทศ (International Headquarter: IHQ) ขณะที่ในปี 2562 ทาง TU ได้ใบอนุญาตจากกรมสรรพากรข้างต้นได้เปลี่ยนเป็นใบอนุญาตในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC)
โดยในปี 2558 ทาง TU ยังได้เริ่มระบบการจัดการสภาพคล่องทางการเงินระหว่างส่วนกลางกับบริษัท ในกลุ่มประเทศยุโรป (Global Cash Pooling) โดยมีการบริหารรวบรวมยอดเงินคงเหลือของแต่ละบริษัท เพื่อนำมาบริหารจัดการแบบรวมศูนย์และบริษัทได้ขยายขอบเขตของ Global Cash Pooling ให้ครอบคลุมการจัดการสภาพคล่องทางการเงินระหว่างส่วนกลางกับกลุ่มบริษัทในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อในปี 2560
ทั้งนี้ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2559 TU ได้เริ่มปรับโครงสร้างทางการเงินด้วยการ รีไฟแนนซ์เงินกู้ระยะยาวของบริษัทในเครือแถบทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยใช้แหล่งเงินทุนจาก Global Treasury Center ของบริษัทเอง สำหรับ In-House Banking ของธุรกิจ TU ในประเทศไทยนั้นเริ่มในปี 2563 ขณะที่โครงสร้างหรือโมเดลการทำงาน In-House Banking นั้น ได้เริ่มในสำนักงานต่างๆ ของ TU ในทวีปยุโรปก่อนแล้ว
สำหรับโมเดลการทำงานของศูนย์บริหารและบริการร่วมทางการเงินของ TU ในยุโรป สหรัฐอเมริกา และประเทศไทยนั้น มีความแตกต่างกันคือ ศูนย์บริหารเงินระดับภูมิภาคที่สหรัฐอเมริกาและยุโรป เป็นการทำหน้าที่บริหารจัดการเงินทุน เงินสด และสภาพคล่องทางการเงิน รวมถึงเป็นศูนย์บริหารเงินที่บริหารจัดการยอดเงินคงเหลือของแต่ละบริษัท เพื่อนำมาบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ที่ TU ของประเทศไทย ในส่วนของการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินนั้น ได้มีการวางนโยบายหลักจาก Global Treasury Center แต่มีการดำเนินการตามนโยบายกับธนาคารในระดับแต่ละภูมิภาค
ขณะที่ Global Treasury Center ที่ประเทศไทย เป็นแหล่งเงินทุนหลักให้กับบริษัทในเครือทั้งหมด ด้วยการบริหารจัดการเงินสดและสภาพคล่องจากศูนย์กลาง ทำให้กิจกรรมต่างๆ ที่ต้องทำกับธนาคารโดยตรงลดปริมาณธุรกรรมลง และสามารถเพิ่มอำนาจการต่อรองได้มากขึ้น พร้อมทั้งกำหนดนโยบายเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินและตรวจสอบต่างๆ อีกด้วย
Robotic Process Automation (RPA)
ในส่วนของกระบวนการอัตโนมัติทางธุรกิจ (Automation) TU ได้เริ่มใช้ Robotic Process Automation (RPA) ในกระบวนการ In-House Banking ของบริษัทสำหรับขั้นตอนและรายงานทางการเงินประเภทต่างๆ ภายในบริษัท ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่บริษัทได้เริ่มนำมาใช้ในปี 2564 ทำให้บริษัทสามารถรวบรวมข้อมูลทางการเงินประเภทต่างๆ เช่น การเก็บเงิน การจ่ายเงิน และสถานะเงินสด ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นปัจจุบันมากขึ้น เมื่อเทียบกับกระบวนการทำงานแบบเดิมที่ใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ 3-7 วัน
นอกจากนี้ RPA ยังช่วยให้ขั้นตอนการทำงานต่างๆ ที่ทำเป็นประจำสะดวก รวดเร็วมากขึ้น เช่น การรับข้อมูลจากหลายๆ แหล่งการโอนเงิน การบันทึกการโอนเงินเข้าระบบ การจัดทำรายงานทางการเงิน และการส่งรายงานและข้อมูลทางการเงินไปยังฝ่ายงานที่เกี่ยวข้องได้โดยอัตโนมัติและทันท่วงที
ดังนั้น นวัตกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้น โดยศูนย์บริหารและบริการร่วมทางการเงินของ TU ส่งผลดีต่อการดำเนินธุรกิจทั้งในเรื่องต้นทุนทางการเงินและประสิทธิภาพในการทำงาน และมีข้อดีหลักๆ 3 ด้าน ได้แก่
1.ยกระดับประสิทธิภาพในการทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ ทำให้ทีมสามารถบริหารจัดการได้มีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น อีกทั้งขั้นตอนต่างๆ ก็ลดลงและง่ายขึ้น
2.สร้างหลักธรรมาภิบาลและการกำกับดูแล บริษัทสามารถเห็นภาพของกระแสเงินสดและบริหารจัดการกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึง การบริหารจัดการแหล่งที่มาของเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
3.ช่วยเพิ่มคุณภาพการบริหารจัดการเงิน ที่คงค้างอยู่ในบัญชี ทั้งในรูปของเงินสด และลดการถือเงินสดในมือ ซึ่งจะทำให้สามารถบริหารจัดการเงินทุนของบริษัทได้ดียิ่งขึ้น
ถึงแม้จะธุรกิจหลักของ TU จะเป็นผู้ผลิตอาหารทะเล แต่ด้วยธุรกิจที่กระจายตัวอยู่ทั่วโลก และการที่บริษัทให้ความสำคัญกับนวัตกรรมทางการเงินอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เราได้นำนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาพัฒนาการบริหารจัดการทางการเงินให้ดียิ่งขึ้น

