คัด 5 หุ้น DCA จนท้อ! ผ่านไป 5 ปี ขาดทุนพุ่ง-ปันผลก็ไม่ช่วย
การลงทุนแบบ DCA ถือว่ามีกระแสความนิยมจากนักลงทุนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน ก็คือ การที่เรากำหนดการลงทุนเป็นงวด ๆ งวดละเท่า ๆ กัน บางคนอาจจะลงทุนเป็นรายเดือน หรือรายไตรมาส โดยไม่สนใจว่าราคาหน่วยลงทุน หรือราคาหุ้นที่เราจะซื้อตอนนั้นเป็นราคาเท่าไร
อย่างไรก็ตามการลงทุนแบบ DCA นั้น การเลือกหุ้นที่จะลงทุนก็สำคัญเช่นกัน เพราะเป็นตัวชี้วัดว่าอนาคตจะทำให้เรามีกำไรจาก ราคาหุ้น และเงินปันผลด้วยเช่นกัน นอกจากนี้แม้ DCA จะเป็นการลงทุนระยะยาว แต่ควรติดตามผลการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูว่าหุ้นที่เราเลือกลงทุนมีการเติบโตเป็นอย่างไร เพื่อประเมินว่าจะลงทุนต่อ ลงทุนเพิ่ม หรือ เปลี่ยนไปลงทุนหุ้นตัวอื่นแทน และสุดท้ายหากเงินเดือนขึ้นหรือมีโบนัสอย่าลืมเพิ่มเป้าหมายในการออมให้มากขึ้นด้วย เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่มากกว่าในอนาคต
มาถึงตรงนี้ Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาทดลอง DCA ด้วยการซื้อหุ้นเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี (21 ก.ค.60- 22 ก.ค.65) ของทั้ง 5 หุ้นยอดนิยมของนักลงทุนอย่าง CK,CPALL, EGCO, MAKRO และ RATCH โดยพบว่ามีผลขาดทุนจากราคาหุ้นสูงถึง 7 หมื่นบาท แต่ก็ได้รับปันผลสูงสุดที่ 3 หมื่นบาท ซึ่งแต่ละหุ้นจะให้ผลตอบแทนอย่างไร บทความนี้มีคำตอบให้แล้ว แต่...อย่างไรก็ตามผลตอบแทนในอดีตที่ Wealthy Thai หยิบยกมานั้นไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต

จากข้อมูลของ SETSMART พบว่า
-
หาก CK หรือ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันจะมีหุ้นทั้งหมด 14,008.00 หุ้น โดยมีต้นทุนเฉลี่ยหุ้นละ 21.37 บาท มูลค่าพอร์ตปัจจุบันจะอยู่ที่ 277,358.40 บาท มีผลขาดทุน 22,060.45 บาทหรือลดลง 7.37% แต่ได้รับเงินปันผล 10,25 บาท
-
CPALL หรือ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันจะมีหุ้นทั้งหมด 4,00 หุ้น โดยมีต้นทุนเฉลี่ยหุ้นละ 68.40 บาท มูลค่าพอร์ตปัจจุบันจะอยู่ที่ 265,594.00 บาท มีผลขาดทุน 32,208.00 บาท หรือลดลง 10.82% แต่ได้รับเงินปันผล 10,622.85บาท
-
EGCO หรือ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันจะมีหุ้นทั้งหมด 1,00 หุ้น โดยมีต้นทุนเฉลี่ยหุ้นละ 220.08 บาท มูลค่าพอร์ตปัจจุบันจะอยู่ที่ 246,790.00 บาท มีผลขาดทุน 46,793.00 บาท ลดลง 15.94% แต่ได้รับเงินปันผล 20,099.25 บาท
-
MAKRO หรือ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันจะมีหุ้นทั้งหมด 7,00 หุ้น โดยมีต้นทุนเฉลี่ยหุ้นละ 37.54 บาท มูลค่าพอร์ตปัจจุบันจะอยู่ที่ 272,664.25 บาท มีผลขาดทุน 26,178.00 บาท ลดลง 8.76% แต่ได้รับเงินปันผล 17,289.76 บาท
-
สุดท้าย RATCH หรือ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันจะมีหุ้นทั้งหมด 5,00 หุ้น โดยมีต้นทุนเฉลี่ยหุ้นละ 50.58 บาท มูลค่าพอร์ตปัจจุบันจะอยู่ที่ 225,751.50 บาท มีผลขาดทุน -72,763.63 บาท ลดลง 24.38% แต่ได้รับเงินปันผล 31,563.90 บาท
หาก DCA หุ้นเหล่านี้อยู่ จะไปต่อหรือพอแค่นี้?
หากนักลงทุนกำลัง DCA หุ้นเหล่านี้อยู่ควรทำอย่างไร จะไปต่อหรือพอแค่นี้ โดย Wealthy Thai ได้ต่อสายตรงไปยังนายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บริษัท หลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ประเมินว่ายังน่าสนใจ เพียงแต่หุ้นที่เกี่ยวข้องกับกำลังซื้อและการบริโภคในระยะสั้นผลประกอบการไตรมาส 2/65 จะไม่ค่อยดีนัก จากเงินเฟ้อและต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นจะเห็นภาพการฟื้นตัวของหุ้นค้าปลีกในช่วงไตรมาส 3-4/65 ดังนั้นการ DCA ก็ยังน่าสนใจและน่าจะได้ราคาที่ดีด้วย เพียงแต่ต้องทำใจ เพราะในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้าราคาหุ้นอาจจะไม่ไปไหน หรือ underperform
ขณะที่ RATCH ตัวถ่วงคือความไม่ชัดเจนในเรื่องของการเพิ่มทุน แต่ล่าสุดมีความชัดเจนไปแล้ว ราคาหุ้นน่าจะเริ่มเห็นการฟื้นตัว จึงคิดว่าเป็นจุดที่น่าสนใจกว่าช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ส่วน CK มองว่ากลุ่มนี้ก็น่าสนใจ แต่ไม่ใช่หุ้นที่เหมาะกับ DCA เนื่องจาก หุ้นกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีลักษณะการลงทุนเป็นรอบๆ ขึ้นอยู่กับปัจจัยผลักดันที่เข้ามาในขณะนั้น รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงที่เข้ามา อย่างต้นทุนการก่อสร้างที่ปรับเพิ่มขึ้น แต่ในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้ามีประเด็นที่น่าสนใจคือ ราคาวัสดุก่อสร้างปรับตัวลดลง โดยเฉพาะเหล็ก ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นจะปรับตัวดีขึ้นได้ รวมทั้งการผลักดันโครงการต่างๆก่อนเลือกตั้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2566 ทำให้หุ้นกลุ่มนี้หลังประกาศงบไตรมาส 2/65 ต่อให้งบไม่ดี ราคาก็ไม่น่าจะลดลงมาก และมีโอกาสฟื้นตัว จึงคิดว่าเป็นกลุ่มที่รอซื้อ แต่ไม่เหมาะกับ DCA
และ EGCO ในระยะสั้นให้ระมัดระวัง ถึงแม้ว่าธุรกิจมีลักษณะเป็นหุ้นปลอดภัย ไตรมาส 1 ผลงานดีกว่าที่ตลาดคาดมาก จากใช้พลังงานที่ราคาถูกกว่าตลาด แต่ไตรมาส 2/65 ไม่มีออฟชั่นนี้แล้ว จึงคาดกลับมาใช้ราคาพลังงานเป็นระดับปกติ ทำให้กำไรไตรมาส 2/65 น่าจะลดลง ดังนั้นมองว่าธุรกิจที่เหมาะกับ DCA จะต้องมีความมั่นคง และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดย EGCO มีความมั่นคง และเติบโตต่อเนื่อง แต่ในระยะสั้นมีปัจจัยลบ อาจจะรอซื้อมากกว่า DCA ไปก่อนหน้าที่จะเห็นผลประกอบการ
สำหรับนักลงทุนสาย DCA นายกิจพณ บอกว่า การ DCA กับผลขาดทุนเป็นของคู่กัน คือ หากจะ DCA ให้เน้นเรื่องของวินัยในการลงทุน และอยู่บนธุรกิจที่มีการเติบโตในเชิงของโครงสร้าง และยอมรับถึงผลขาดทุนที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น หากจะมีวินัยจริงๆ คือ การที่มองธุรกิจนั้นได้อย่างถูกต้อง มากกว่าสนใจผลของการขาดทุน แต่บางครั้งหากประเมินสถานการณ์ถึงจุดที่อาจจะซื้อถูกลงได้หุ้นเพิ่มขึ้น กล่าวคือ อาจจะชะลอไป 1 เดือน และเพิ่ม 2 เท่าในเดือนหน้า ด้วยเงินเท่าเดิม แต่ได้หุ้นเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามจะต้อง “มีวินัย”ในการเข้าลงทุน
ส่องปัจจัยพื้นฐานของทั้ง 5 หุ้น
CK โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปรับราคาเหมาะสมลงเป็น 25 บาท (จากเดิม 26 บาท) สะท้อนการปรับประมาณการ คงคำแนะ ซื้อ จากความน่าสนใจ 1. งบไตรมาส 2-3/65 โดดเด่นกว่ารายอื่นในกลุ่มฯ จากการเติบโตอย่างมีนัยของเงินลงทุนบริษัทลูกทั้ง BEM, CKP เสริมด้วยเงินปันผลรับจาก TTW
2.รายได้ก่อสร้างจะเริ่มเป็นขาขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4/65 จากความคืบหน้ารถไฟทางคู่เด่นชัยและรถไฟฟ้าม่วงใต้ หนุน New S-Curve ในช่วง 5 ปีข้างหน้า 3.โอกาสการรับงานใหม่เข้ามาเติม Backlog อาทิ โรงไฟฟ้าหลวงพระบาง (มูลค่า 8-9 หมื่นล้านบาท) ซึ่ง CKP มีโอกาสเซ็นสัญญาในครึ่งหลังปีนี้ คาดหนุน Backlog จากปัจจุบัน 6.1 หมื่นล้านบาท แตะระดับ 1.3 แสนล้านบาทในปลายปีนี้ ซึ่งยังไม่รวมการประมูลใหม่อย่างรถไฟทางคู่ ทางด่วน มอเตอร์เวย์ ส่วนรถไฟฟ้าสายสีส้ม (วงเงิน 1.3 แสนล้านบาท แบ่งเป็นงานโยธาฝั่งตะวันตก 9.6 หมื่นล้านบาท)
มีประเด็นศาลปกครองกลางพิพากษาว่าการยกเลิกการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มครั้งแรกในปี 64 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีความเสี่ยงถูก set zero อย่างไรก็ตาม รฟม.ยืนยันเดินหน้ากาหนดยื่นซองในวันที่ 27 ก.ค.นี้ ขณะที่ต้องติดตามกระบวนการเปิดซองและคัดเลือกผู้ชนะต่อไป หากกรอบประมูลภายหลังยื่นซองยังตามแผนจะเป็น Catalyst ต่อราคาหุ้นในฐานะที่กลุ่ม BEM-CK เป็นตัวเต็ง แต่ประเมินกรณี Worst Case หากการประมูลถูกยกเลิกและต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด อาจทำให้ล่าช้าออกไปอย่างน้อย 6-9 เดือน
CPALL โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 79 บาท ซึ่ง CPALL จะมีผลประกอบการที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในครึ่งหลังของปีนี้จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นและการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง การเปิดประเทศและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลสำหรับการท่องเที่ยวในประเทศจะหนุนให้มีการเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้นในครึ่งปีหลัง ซึ่งจะผลักดันยอดขายร้านเซเว่นฯ รวมทั้งยอดขายสินค้าให้กลุ่มลูกค้า HORECA ของ MAKRO นอกจากนี้เรายังคาดว่าจะเห็นผลการดำเนินงานของโลตัสเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นหลังจากการทยอยรีแบรนด์และรายได้ค่าเช่าฟื้นตัว
EGCO โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมปีนี้ดูแข็งแกร่งจากกิจการโรงไฟฟ้าที่กลับมาสู่ระดับปกติ (การฟื้นตัวของอุปสงค์) หลังจากก่อนหน้านี้ถูกผลกระทบจาก Covid-19 ขณะที่เล็งเห็น upside จากการเข้าซื้อโครงการใหม่ที่ตั้งเป้าไว้ 1.0GWe (คาดเกิดขึ้นในครึ่งหลังปีนี้) ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตโรงไฟฟ้าของบริษัทขึ้น 17%
ขณะที่เล็งเห็นทิศทางการฟื้นตัวของหุ้นในปีนี้ ด้วยแรงหนุนจากอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่น่าดึงดูดระดับ 4.5-4.6%ในปี 65-66 จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” มูลค่าพื้นฐาน 220.0 บาท
MAKRO โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 44.56 บาท แนวโน้มกำไรครึ่งหลังของปีนี้ คาดว่าจะดีขึ้นจากครึ่งปีแรก รวมทั้งคาดค่าใช้จ่ายปรับโครงสร้าง MAKRO-Lotus’s ที่ลดลง และเริ่มรับรู้ Synergy ด้าน Consensus คาดกำไรปกติปี 65-66 โตปีละ 43% จากปีก่อนหน้า เพราะการรวม Lotus’s เต็มปี
RATCH โดยบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 67.00 บาท/หุ้น มองผ่านแรงกดดันของช่วงเพิ่มทุนไปแล้ว คาดมีปัจจัยบวกจากได้โรงไฟฟ้า Paiton มาหนุนกำไรในช่วงครึ่งหลังปีนี้ ถึงปี 67 และชดเชยกำไรโรง RG ที่กำลังหมดอายุในช่วงปี 68-70 โดยช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดได้รับปัจจัยบวกต่อเนื่องจากกำไรปกติ ที่ฟื้นต่อเนื่อง จากแรงหนุนของการปิดซ่อมโรงหงสาฯลดลง, กำไรของโรง Paiton รวมถึงโรงไฟฟ้าใหม่ทยอย COD ต่อเนื่อง
