Official Update :

เปิดมุมมองกำไรไตรมาส 2/65 หุ้นกลุ่มเดินเรือ ในจังหวะที่ “ค่าระวาง” ใกล้ถึงจุดสูงสุดแล้ว ?

นักวิเคราะห์ได้ประมาณการณ์แนวโน้มกำไรไตรมาส 2/65 ของหุ้นในกลุ่มเดินเรืออย่าง TTA-PSL-RCL ซึ่งมีทิศทางที่เติบโตเฉลี่ยตั้งแต่ 117-190% ตามการดัชนีค่าระวางเรือที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเหตุผลของการเติบโตจะเป็นอย่างไร และอนาคตแนวโน้มธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมการเดินเรือจะมีแนวโน้มไปทางไหน Wealthy Thai จะพาไปหาคำตอบ


กลุ่มเดินเรือ ถือเป็นอีกหนึ่งหุ้นที่นักลงทุนเฝ้าจับตามองผลประกอบการว่าจะออกมาอย่างไร หลังจากก่อนหน้านี้ในช่วงที่ผ่านมาผลประกอบการยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพราะดัชนีค่าระวางเรือปรับตัวเพิ่มขึ้นตามความต้องการ และจากนั้นต้องโดนผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย และสงครามการค้าจึงทำให่ค่าระวางเรืออาจจะมีสะดุดไปบ้าง


แต่อย่างไรก็ตามดัชนีค่าระวางเรือล่าสุดเช้าวันที่ 26 ก.ค.65 ปิดลบ 32 จุด หรือลดลง 1.49% ปิดที่ระดับ 2,114 จุด จากวันก่อนหน้านี้ที่ปิดบวกไป 28 จุด หรือ 1.32ซึ่งถือว่าปรับลดลงเป็นวันที่ 4 ในรอบ 6 วัน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ BDI ปรับลดลงจากจุดสูงสุดในรอบ 13ปี เมื่อเดือนต.ค.64 ที่ผ่านมา


โดยในครั้งนี้ Wealthy Thai จะพานักลงทุนไปสำรวจกันว่า หุ้นในกลุ่มเดินเรืออย่าง RCL-PSL และ TTA ผลประกอบการไตรมาส 2/65 จะเป็นอย่างไรบ้างภายใต้ดัชนีค่าระวางเรือที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงแนวโน้มในระยะถัดไปกับโอกาสการเติบโตของธุรกิจที่นักวิเคราะห์มีมุมมองว่ากลุ่มเดินเรืออาจจะผ่านจุดพีคไปแล้ว


หุ้นในกลุ่มเดินเรือที่นักวิเคราะห์มองว่าจะมีทิศทางของกำไรในไตรมาส 2/65 ที่จะเติบโตที่สุดได้แก่ TTA โดยบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ประเมินแนวโน้มกำไรปกติไตรมาส 2/65 จะอยู่ที่ 1,540 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 190% จากปีก่อน ตามดัชนี BSI ที่เพิ่มขึ้น 13%


อีกทั้งดีกว่าคาดเนื่องจากอัตราค่าระวางในปลายไตรมาส 1/65 ต่อเนื่องไปถึงครึ่งไตรมาสแรกของไตรมาส 2/65 ที่ปรับลงช้าจากสถานการณ์ COVID-19 การ Lockdown ที่ยาวนานของจีน  และสงครามรัสเชีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อต่อเนื่องทำให้การเดินทางขนส่งทางทะเลไม่สามารถขนส่งตามเส้นทางปกติ ความไม่เพียงพอของเรือตู้คอนเทนเนอร์ทำให้สินค้าบางส่วนต้องอาศัยเรือเทกองแทน


ดังนั้นจึงทำให้ภาพรวมนั้นธุรกิจ Shipping ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ช่วยชดเชยธุรกิจขายปุ๋ยในเวียดนามที่คาดว่าจะแย่ลงเพราะผลกระทบจากต้นทุนเคมีที่สูงขึ้นมาก ประกอบการของธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง (MML) ดาดดีขึ้นจากที่ขาดทุนใน ไตรมาส 1/65เพราะเรือที่ซ่อมบำรงตามแผน 2 ลำกลับเข้าทำงานและต้นทุนโครงการวางสายเคเบิ้ลใต้ทะเลที่ชะลอลง


ทั้งนี้ แม้ว่าผลประกอบการน่าจะดีขึ้นมากในไตรมาส 2/65 เพราะค่าระวางที่สูงขึ้นชั่วคราวจากสถานการณ์ COVID-19 แต่ขณะเดียวกันในระยะข้างหน้าค่าระวางยังมีความผันผวนตามสถานการณ์การแพร่ระบาด แต่การปรับประมาณการกำไรขึ้นทำให้ราคาเป้าหมายปี 66 ปรับขึ้นเป็น 12 บาท จากเดิม 11 บาท (PE 13.0 เท่า) ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อเก็งกำไร” จากเดิม “ถือ”





ย้ายมากันที่หุ้น PSL บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คาดกำไรไตรมาสอยู่ที่ 1,759 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 122.9% จากปีก่อน โดยได้แรงหนุนจากค่าระวางเรือที่สูงขึ้น และค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ประกอบกับจิตวิทยาเชิงบวกจาก PMI จีนที่กลับมาเหนือระดับ 50 จุด รวมถึงรัสเซียยอมให้ยูเครนกลับมาส่งออกธัญพืชอีกครั้ง


โดยมีมุมมองเดียวกันกับบริษัท หลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่มองว่ากำไรไตรมาส 2/65 ของ PSL จะอยู่ที่ 1,589 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 92% จากปีก่อน ตามทิศทางดัชนี BSI ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับเรือที่ติดอยู่ ที่ไนจีเรียกลับมาทำงานและรับเรือใหม่ 1 ลำในเดือนมิ.ย. ขณะที่เงินบาทอ่อนค่าเป็นผลดีการแปลงค่าเงิน


ขณะที่แนวโน้มในครึ่งปีหลัง จะลดลงจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยในช่วง วันที่ 1-19 ก.ค. ดัชนี BSI และ BHSI ลดลงทั้งจากค่าเฉลี่ยในไตรมาส 2/65 และไตรมาส 3/64แต่ยังเกินระดับ 20,000 ดอลลาร์ ส่วนเงินเฟ้อสูงขึ้นและการเร่งขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในประเทศต่าง ๆ อาจทำให้เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวหรือถดถอย และไปกดดันต่อความ ต้องการขนส่งและค่าระวางเรือได้ โดยแนะนำ “ซื้อ” กำหนดราคาเป้าหมาย 20.10 บาท


ปิดท้ายกันที่ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ประเมินหุ้น RCL ว่าไตรมาส 2/65 จะมีกำไรหลักอยู่ที่ 6,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 117% จากปีก่อน แต่จะลดลง 15% จากไตรมาส 1/65 ซึ่งสอดคล้องไปกับค่าระวางเรือ โดยมองว่าค่าระวางเรือจะลดลง 35% ในช่วงครึ่งหลังของปี 65


นักวิเคราะห์คาดอุปสงค์ต่อการขนส่งด้วยตู้คอนเทนเนอร์จะชะลอตัวลง เพราะปัญหาคอขวดที่ท่าเรือจะคลี่คลายลง และอุปทานใหม่ๆจะกดดันค่าระวางเรือให้ปรับตัวลง ดังนั้นจึงคาดว่าค่าระวางเรือในปี 66 จะปรับตัวลง 40% จากปี 65 และจะกลับสู่ระดับปกติใหม่ในปี 68


โดยมีสมมุติฐานค่าระวางเรือระดับปกติใหม่ที่สูงกว่าระดับปี 62 อยู่ 25% เนื่องจากอุปทานที่ขยายตัวขึ้นจะถูกกดดันจากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม (เรือส่วนใหญ่จะแล่นด้วยความเร็วที่ช้าลงเพื่อลดการปล่อยมลภาวะและเรื่อเก่าบางลำจะถูกทำลายทิ้ง) และการควบคุมราคาขายภายในกลุ่มผู้ประกอบการเอง ทั้งนี้แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ประเมินราคาเป้าหมายที่ 66 บาท

Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่