PTTEP โชว์กำไรไตรมาส 2/65 ทะลุ 2 หมื่นล้านบาท ปริมาณขาย-รายได้เพิ่มขึ้นพร้อมเปย์ปันผล 4.25 บาทต่อหุ้นซื้อก่อนXD 15 ส.ค.นี้
บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2/65 บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน จำนวน 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 20,599 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 378 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 188% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 2/64 ที่มีกำไรสุทธิ 222 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 7,139 ล้านบาทโดยหลักจากรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น ประกอบกับค่าเสื่อมราคา ค่าสูญสิ้น และค่าตัดจำหน่าย รวมถึงขาดทุนจากสัญญาประกันความเสี่ยงราคาน้ำมันลดลง
ขณะที่ในงวดครึ่งแรกของปี 65 บริษัทมีกำไรสุทธิ จำนวน 918 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 31,118 ล้านบาท )เพิ่มขึ้น 320 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 54% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดหกเดือนสิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2564 ที่มีกำไรสุทธิ 598 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 18,673 ล้านบาท) โดยหลักจากรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น ประกอบกับค่าเสื่อมราคา ค่าสูญสิ้น และค่าตัดจำหน่ายลดลง นอกจากนั้นงวดหกเดือนปีก่อนมีการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ที่เกิดจากการสำรวจและประเมินค่าบางส่วนของโครงการสำรวจปิโตรเลียมในประเทศบราซิลสุทธิกับกำไรจากการซื้อโครงการโอมานแปลง 61
ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติให้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลการดำเนินงานรวมของกลุ่มบริษัทฯ งวด 6 เดือนแรกของปี 2565 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 65 ในอัตราหุ้นละ 4.25 บาท ให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยเป็นเงินปันผลจ่ายจากกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรรที่เสียภาษีเงินได้ปิโตรเลียมทั้งจำนวนโดยกำหนดวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 16 สิงหาคม 65 และขึ้นเครื่องหมายผู้ซื้อไม่ได้รับสิทธิ (XD) วันที่ 15 สิงหาคม 65 ซึ่งจะจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 26 สิงหาคม 65
ปริมาณขายไตรมาส 3/65 ยังเติบโตต่อ
สำหรับ คาดการณ์ปริมาณการขายเฉลี่ยในไตรมาส 3/65 และทั้งปี 65 จะอยู่ที่ประมาณ 481,000 และ 465,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ตามลำดับ ซึ่งเติบโตจากปี2564 จากการเข้าเป็นผู้ดำเนินการและการเริ่มผลิตปิโตรเลียมของโครงการจี 1/61(เอราวัณ) และการเริ่มผลิตนน้ำมันของโครงการ แอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซในไตรมาส 2/65 นอกจากนั้น ยังมีการรับรู้ยอดขายเต็มปีเป็นปีแรกของโครงการมาเลเซีย แปลงเอช และโครงการโอมาน แปลง 61
ราคาขายจะเพิ่มขึ้นได้อีก
ขณะที่ ในด้านของราคาขายราคาน้ำมันดิบของบริษัทจะผันแปรตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก โดยราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทนั้นมีโครงสร้างราคาส่วนหนึ่งผูกกับราคาน้ำมันย้อนหลังประมาณ 6-24 เดือน ซึ่งบริษัทคาดว่าราคาขายก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยไตรมาส 3/65 และทั้งปี 65 จะอยู่ที่ประมาณ 6.4 ดอลลาร์ สรอ. ต่อล้านบีทียูเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลจากการปรับราคาย้อนหลังของราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งได้สะท้อนช่วงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ณ สิ้นไตรมาส 2/65 มีปริมาณน้ำมันในส่วนที่บริษัทได้เข้าทำสัญญาประกันความเสี่ยงไว้สำหรับครึ่งหลังของปี 65 อยู่ที่ประมาณ 7.7 ล้านบาร์เรล โดยบริษัทมีความยืดหยุ่นในการปรับแผนการประกันความเสี่ยงราคาน้ำมันตามความเหมาะสม
คาดราคาน้ำมันพุ่งยังเคลื่อนไหว 110 เหรียญสหรัฐ
สืบเนื่องจากสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน สหภาพยุโรปได้มีมติที่จะลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียลงร้อยละ 90 ภายในสิ้นปี 2565 นี้ ในขณะเดียวกัน รัสเซียได้มีแผนจะเปลี่ยนเส้นทางการส่งออกไปยังผู้ซื้อในภูมิภาคเอเชียแทน โดยหลักคือ ประเทศจีนและอินเดีย ที่ปริมาณกว่า 1.0 ถึง 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับเดือนเมษายนที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของรัสเซียอาจจะลดลงจาก 10.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือเพียง 9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ภายในสิ้นปีนี้
โดยกลุ่ม OPEC+ ยังคงปริมาณการผลิตในระดับ 38 ถึง 39 ล้านบาร์เรลต่อวันเป็นผลสืบเนื่องจากการลงทุนในระดับต่ำในช่วงก่อนหน้านี้ ด้วยปริมาณกำลังผลิตสำรองคงเหลือเพียง 2 ถึง 3 ล้านบาร์เรลต่อวันจากประเทศซาอุดิอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นหลัก ในขณะที่ข้อตกลงลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ นั้นจะปรับเข้าสู่ระดับก่อนเกิดการระบาดในเดือนสิงหาคม 2565 ทำให้อาจผลิตเพิ่มถึง 40 ล้านบาร์เรลต่อวันหากไม่มีข้อตกลงเพิ่มเติม
นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกายังมีโอกาสเพิ่มการผลิตจากเดิมที่ 11.4 ล้านบาร์เรลต่อวันในครึ่งปีแรก เป็น 13.2 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในสิ้นปี 2565 เทียบเท่าระดับก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 เป็นผลจากราคาน้ำมันที่สูงกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากปริมาณแท่นขุดเจาะของสหรัฐอเมริกาที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ
ดังนั้นคาดการณ์อุปสงค์ที่อาจสูงขึ้นแตะระดับ 101 ล้านบาร์เรลต่อวันในครึ่งปีหลัง จากระดับ 99 ล้านบาร์เรลต่อวันในครึ่งปีแรก โดยหลักมาจากการท่องเที่ยวในช่วงฤดูร้อนที่จะมาถึงทั้งในสหรัฐอเมริกาและภูมิภาคยุโรป ในขณะที่ปริมาณ น้ำมันดิบคงคลังปรับตัวสูงขึ้นเพียงเล็กน้อยในช่วงครึ่งหลังของปี ส่งผลให้คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในระดับสูงที่ 90 ถึง 110 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล และเฉลี่ยทั้งปีที่ 90 ถึง 105 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล จากการวิเคราะห์ภายในโดยบริษัทประกอบกับการคาดการณ์ของตลาด ทั้
ทั้งนี้ ราคาในระดับดังกล่าวมีปัจจัยเชิงลบจากความกังวลเศรษฐกิจโลกชะลอตัว สถาบันการเงินต่างปรับประมาณการ การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกเหลือเพียงร้อยละ 3/65ธนาคารกลางทั่วโลกต้องปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจากราคาพลังงานและอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น ในส่วนของปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อราคาน้ำมัน ประกอบด้วย การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อประเทศอิหร่าน มาตรการควบคุม covid-19 ของประเทศจีน ความร่วมมือในการยกเลิกการนำเข้าน้ำมันดิบจากประเทศรัสเซียของสหภาพยุโรป รวมถึงการปล่อยน้ำมันดิบจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์เพิ่มเติม เป็นต้น
