จับตา! ความน่าสนใจ 4 หุ้นอสังหาฯ เมื่อผลประกอบการ และแนวโน้มธุรกิจกำลังเติบโต
นายจารุชาติ บูชาชาติ นักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ Wealthy Thai ว่า สำหรับปัจจับบวกที่จะหนุนให้หุ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์กลับมาได้รับความสนใจได้อีกครั้ง ได้แก่ด้านของผลประกอบการหุ้นในกลุ่มที่ส่วนใหญ่จะประกาศออกมาแบบเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเทียบกับไตรมาส 1/65
ประกอบกับตลาดเริ่มคลายความกังวลจากการที่หลายฝ่ายเชื่อกันว่า กนง.จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยแค่เพียง 0.25% จากที่ก่อนหน้านี้ตลาดกังวลว่า กนง.อาจจะขึ้นดอกเบี้ยที่ 0.50% ดังนั้นผลกระทบที่จะเกิดกับภาคอสังหาริมทรัพย์ เช่นเรื่องของต้นทุนทางการเงินที่จะเพิ่มขึ้น หรือต้นทุนของผู้บริโภคจะสูงขึ้นนั้นจะหมดไป
รวมถึงกลุ่มหุ้นอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเคยมีความน่าสนใจในแง่ของการจ่ายเงินปันผล แต่ในระยะหลังพบว่าถูกแรงกดดันจากผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของหสรัฐปรับลดลง จึงทำให้ภาพของหุ้นปันผลอย่างอสังหาริมทรัพย์กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง
สำหรับหน้าหุ้นที่น่าสนใจในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ผลประกอบการจะเติบโต และบางบริษัทมีนโยบายที่จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ได้แก่ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ,บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI ,บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI และ บริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH สำหรับปัจจัยพื้นฐานและประมาณการกำไรไตรมาส 2/65 จะเป็นอย่างไร และอนาคตทิศทางธุรกิจจะทางไหน Wealthy Thai จะพาไปหาคำตอบ
ORI กำไร Q2/65 สูงสุดในรอบ 14 ไตรมาส
เริ่มกันที่หุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่ถือว่าเป็นบริษัทที่เข้าตลาดหลักทรัพย์มาแล้วสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นมาอย่างต่อเนื่องรวมถึงผลประกอบการของบริษัทก็ยังคงเติบโตมาโดยตลอด อย่าง บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดว่าไตรมาส 2/65 กำไรสุทธิจะเติบโตสูงสุดในรอบ 14ไตรมาส ซึ่งประเมินว่าจะอยู่ที่ 910 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.9% จากปีก่อน
โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า ORI จะมีการบันทึกกำไรพิเศษจาก 2 ส่วนหลักคือ ได้แก่ 1.กำไรจากการจัดตั้งบริษัท JV กับพันธมิตร (Share Premium) รวม 5 โครงการ (แบ่งเป็นโครงการสูง 2 โครงการ, แนวราบ 1 โครงการและนิคมอุตสาหกรรมผ่าน Alpha Industrial Solution 2 โครงการ) และ 2.การปรับมูลค่าสินทรัพย์ของธุรกิจโรงแรมในเครือ Ibis ที่มีการซื้อขายจาก ERW ในช่วงต้นไตรมาส 1/65
อย่างไรก็ตาม จาก แนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการช่วง 2H65 ที่ได้รับแรงหนุนจาก Backlog JV รอโอนเป็นจ านวนมาก เราคาด Downside risk ต่อประมาณการจึงอยู่ในระดับต่ำ คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 65 ที่ 14.10 บาท/หุ้น (อิง PER2565 ที่9.7 เท่าเทียบเท่า +2.0 SD จากค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีของบริษัท) และยังคงให้เป็น “Top pick” ของกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
ทั้งนี้มองว่า ORI ควรที่จะซื้อ-ขาย บน PER ที่เป็น Premium กว่ากลุ่มจากการเข้าลงทุนในหลายธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง (ซึ่งเรายังไม่ได้รวมไว้ในประมาณการ) ขณะที่แผนการ Spin-off บริษัทลูกต่างๆ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะเป็นการปลดล็อก Asset Value ที่แท้จริงของแต่ละหน่วยธุรกิจซึ่งจะสะท้อนกลับเข้ามาสู่ Valuation ของบริษัทในอนาคต นอกจากนี้ ORI ยังมีปัจจัยบวกที่จะช่วยจำกัด Downside risk ในระยะสั้นคือคาดการณ์เงินปันผลงวดครึ่งแรกของปี 65 ที่ 0.15 บาท/หุ้น คิดเป็น Dividend Yield ที่ 1.5%
BRI กำไรทำจุดสูงสุดต่อเนื่อง
บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาด BRI จะมีการบันทึกกำไรพิเศษจากการจัดตั้งบริษัท JV (Share Premium) สำหรับ โครงการ Britania Amata-Phanthong ราว 100 ล้านบาท หนุนกำไรสุทธิไตรมาส 2/65 ให้เติบโตขึ้นเด่นเป็นนิวไฮที่ระดับ 374 ล้านบาท เติบโตขึ้น 138.5% จากปีก่อน ทั้งนี้คาดกำไรปกติไตรมาส 2/65 ที่ 275 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74.9% จากปีก่อน เป็นจุดสูงสุดใหม่รายไตรมาสของบริษัท โดยมีปัจจัยหนุนด้วยการดูดซับอุปทานแนวราบที่ทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง คาดยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่ 1.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 67.1%
แนวโน้มผลประกอบการครึ่งปีหลัง ยังแข็งแกร่งตามแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ ทั้งนี้นอกเหนือจากแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ที่หนาแน่นกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท จะช่วยหนุนยอด Presale แต่เราคาดปัจจัยสำคัญ ที่จะหนุนยอดโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงนี้เช่นกัน เนื่องจากลักษณะของสินค้าประเภท แนวราบปกติจะมียูนิตสร้างเสร็จพร้อมโอนในไตรมาสของการเปิดตัว
นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่าง การเจรจากับพันธมิตรอีก 2-3 รายเพื่อที่จะจัดตั้งบริษัท JV อีกอย่างน้อย 1-2 โครงการภายในช่วงสิ้นปี 65 หากเกิดขึ้นเบื้องต้นคาดจะเป็นปัจจัยหนุนกำไรสุทธิในช่วงที่เหลือของปีอีกอย่างน้อย 75-100 ล้านบาท คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 65 ที่ 14.60 บาท/หุ้น จากแนวโน้มผลประกอบการที่คาดจะเติบโตทั้งไตรมาส และเพิ่มขึ้นจากปีก่อน
LH ผลงานไตรมาส 3/65 ยังโตได้อีก
ขณะที่ LH นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) คาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/65 จะทำได้ที่ 2,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% โดยเพิ่มขึ้นทั้งส่วน core business ทั้งที่อยู่อาศัย และโรงแรม รวมถึงส่วนแบ่งกำไรเงินลงทุน (HMPRO, (QH และ LHFG) โดยภาพรวมยอดการโอนในกลุ่มบ้าน segment กลาง-บน ยังอยู่ในระดับดี และคาดว่าจะสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นที่ระดับ 32%
สำหรับ แนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 3/65 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาส 2/65 และปีก่อน ตามการเปิดโครงการใหม่ในมูลค่า 11,200 ล้านบาทในขณะเดียวกัน LH ยังมี backiog กลุ่ม low-rise รอโอนมาก รวมถึงคอนโคฯ โครงการใหม่ The Key rama 3 มูลค่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งขายหมดแล้วกำลังจะทยอยเข้ามาโอนเป็นส่วนใหญ่
SPALI มีปันผลงวดครึ่งปีแรก 0.54 บาท
ปิดท้ายกันที่หุ้นอสังหาฯรายใหญ่อย่าง SPALI โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดว่ากำไรปกติในไตรมาส 2/65 จะทำได้ 1.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 48% จากไตรมาส 1/65 และทรงตัวจากปีก่อน โดยหลักแล้วเป็นผลมาจากรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์คาดเติบโต 38% จากไตรมาส 1/65 และ 5% จากปีก่อน เป็น 7.4 พันล้านบาท หนุนจาก 1) การรับรู้รายได้ Backlog แนวราบ และการระบายสินค้าคงเหลือแนวราบ โดยประเมินว่า SPALI จะจ่ายปันผลระหว่างกาลจำนวน 0.54 บาทต่อหุ้น

