Official Update :

จับสัญญาณ 5 หุ้นโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน เมื่อแนวโน้มธุรกิจ และกำไรจะเข้าสู่จุดพีคของปี

สิ่งที่นักลงทุนกำลังรอคอยกันอยู่ในช่วงนี้ คงจะหนีไม่พ้นเรื่องผลประกอบการงวดไตรมาส 2/65 ของหุ้นที่ตนเองถืออยู่ หรือรวมถึงหุ้นที่กำลังจะเข้าลงทุน ในครั้งนี้ Wealthy Thai จึงขอนำเสนอคาดการณ์ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/65 ของหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนชั้นนำของตลาดหุ้นไทย รวมถึงปัจจัยที่น่าลงทุนในอนาคตของหุ้นในกลุ่มดังกล่าวผ่านมุมมองจากนักวิเคราะห์ ซึ่งจะเป็นหุ้นอะไร และกำไรจะเติบโตหรือลดลงแค่ไหน Wealthy Thai จะพาไปหาคำตอบ


หุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่นำมาเสนอในครั้งนี้ มีจำนวน 5 หลักทรัพย์ ได้แก่ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA ,บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG , บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP ,บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP และบริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SSP ซึ่งความน่าสนใจของหุ้นโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนคือ ไม่โดนผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่ปรับเพิ่มขึ้น



EA  ธุรกิจไฟฟ้า-ยานยนต์หนุนดกำไรเด่น

สำหรับหุ้นโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนตัวแรกที่นำเสนอในครั้งนี้คือ EA ถึงแม้ว่าแนวโน้มการดำเนินธุรกิจของ EA มีแผนขยายไปยังการผลิตแบตเตอรี่และการประกอบยานยนต์แบบ EV แต่อย่างไรก็ตามทาง EA ก็ยังมีสัดส่วนรายได้หลักที่มาจากธุรกิจพลังงานไฟฟ้าพลังงานทดแทน โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินว่า กำไรปกติไตรมาส 2/65 จะอยู่ที่1,331 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน


โดยคาดรายได้รวมไตรมาส 2/65 จะอยู่ที่ 4,954 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากปีก่อน โดยได้แรงหนุนหลักจาก 1) ปัจจัย ฤดูกาลและประสิทธิภาพที่สูงขึ้นจากการเปลี่ยนแผง Solar ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 2) รายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่สูงขึ้นตามกระแสลมที่ดีขึ้น และ 3) การปรับขึ้นค่า Ft งวด พ.ค. - ส.ค. ทำให้ได้รับอัตราค่าไฟฟ้าต่อหน่วยเพิ่ม


ทั้งนี้คาดกำไรปกติงวดครึ่งหลังปี 65 เร่งตัวขึ้นทั้งจากในครึ่งปีแรก และช่วงปีก่อนเพราะได้แรงหนุนหลักมาจากการส่งมอบรถ EV Bus ที่จะเริ่มมีการส่งมอบตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3/65 เป็นต้นไป ซึ่งคาดส่งมอบ 400-500 คัน รวมถึงปัจจัยฤดูกาลของโรงไฟฟ้าพลังงานลมในไทยและการปรับขึ้นค่า Ft ของ กกพ. สำหรับงวดเดือนก.ย. - ธ.ค.


นอกจากนี้บริษัทฯยังมีแผนเปิดตัวรถ EV Truck ในครึ่งหลังปี 65 คาดบริษัทฯจะเริ่มส่งมอบรถ EV Truck ได้ในไตรมาส4/65 ดังนั้นจึงมีแนวโน้มที่กำไรปกติไตรมาส3/65 และไตรมาส4/65 จะสามารถทำระดับสูงสุดใหม่ รายไตรมาสได้อย่างต่อเนื่อง ปรับราคาเหมาะสมลงเป็ น 96.00 บาท/หุ้น คงคำแนะนำ “ซื้อ”



BCPG ไตรมาส 3/65 ไฮซีซั่นโรงไฟฟ้าน้ำ-แสงแดด

นักวิเคราะห์คาดกำไรปกติอยู่ที่ 452 ล้านบาท ลดลง 10% จากปีก่อน แม้คาดว่ารายได้รวมจะอยู่ที่ 1,420 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% จากปีก่อน หนุนจากปัจจัยฤดูกาลของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในไทยและการ COD โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่ นเพิ่มอีก 2โครงการ ขนาดรวม 45MW และการปรับขึ้นค่า Ft


ขณะเดียวกันอัตรากำไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อย จากการ COD โครงการใหม่ที่เป็นรูปแบบ FiT คาดค่าใช้จ่าย SG&A ที่ 213 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43% จากปีก่อน เพราะมีค่าใช้จ่ายในการบริหารโครงการใหม่ คาดส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่ 4 ล้าน ลดลง 98% จากปีก่อน เพราะมีการขายโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมในอินโดนีเซียออกไปใน


ทั้งนี้ถึงแม้ว่าไตรมาส 3/65 จะเป็น High Season ของโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำในลาวและโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่น แต่ผลประกอบการจะยังลดลง เพราะเป็นผลมาจาก 1) การขายโรงไฟฟ้าพลังงานในอินโดนีเซียออกไปในไตรมาส 1/65 2) Adder ที่หมดลงของโรงไฟฟ้า BCPG 2 และ 3) รับรู้ผลกระทบจาก Adder ของโรงไฟฟ้า BCPG 1 ที่หมดลงแบบเต็มไตรมาส (หมดอายุ ส.ค. 64)


คงประมาณการปี 2565 ที่ 1,846 ล้านบาท ลดลง 19% จากปีก่อน แต่เราปรับ WACC ที่ใช้ในการประเมินมูลค่าขึ้นเป็น 8.6% เพื่อสะท้อนความเสี่ยงจากกระแสเงินสดที่จะลดลงในช่วงที่ Adder เริ่มหมดอายุและยังไม่มีโครงการใหม่เข้ามาทดแทน ส่งผลให้ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 65 ลดลงเป็น 12.30 บาท/หุ้น แนะนำ “เก็งกำไร”



CKP ปริมาณน้ำทำจุดสูงสุดใหม่

นักวิเคราะห์ให้มุมมองพื้นฐาน และประเมินกำไรว่า CKP จะมีกำไรไตรมาส 2/65 อยู่ที่ 700 ล้านบาท ทรงตัวจากปีก่อน แต่ถือว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1/65 กว่า 1,744% ซึ่งเติบโตโดดเด่น ตามปัจจัยฤดูกาลของโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำในลาวและการปรับขึ้นค่า Ft รอบเดือน พ.ค. - ส.ค. 65 จำนวน 23.38 สตางค์/หน่วยเป็นหลัก และคาดกำไรปกติสามารถทรงตัวได้ แม้ GPM ของโรงไฟฟ้าพลังงาน ความร้อนร่วมถูกกดดันจากราคาก๊าซธรรมชาติ


ขณะเดียวกันคาดกำไรปกติปี 65 ที่ 2,219 ล้านบาท เพิ่ม 4% จากปีก่อน หนุนจากปริมาณน้ำที่สูงขึ้นทำระดับสูงสุดใหม่รายปีและคาดกำไรปกติ 66 ที่ 2,341 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5%  ทำระดับสูงสุดใหม่อีกครั้งแม้ปริมาณน้ำมีแนวโน้มลดลง แต่คาด GPM ของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมที่ฟื้นตัวหลังราคาก๊าซธรรมชาติเริ่มปรับตัวลง ประเมินปัจจัยพื้นฐานด้าน ESG ของบริษัทฯได้ในระดับ AA ได้ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 65 ที่ 6.40 บาท/หุ้น  เริ่มต้นคำแนะนำ “ซื้อ”



BPP

สำหรับ BPP อีกหนึ่งหุ้นพลังงานทดแทนที่ในช่วงผ่านมานั้น หลุดออกจากจอเรด์ของนักลงทุน เพราะอาจจะต้องเจอผลกระทบที่ต้นทุนพลังงานด้านราคาถ่านหินที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์คาดว่ากำไรปกติไตรมาส 2/65 จะทำได้ 1,127 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากปีก่อน เพราะเงินบาทที่อ่อนค่าทำให้ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าหงสาสูงขึ้น (รับค่าไฟเป็น USD) ประกอบกับการรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้า Temple I  และมีปริมาณขายไฟฟ้าและไอน้ำในจีนยังสามารถเติบโตได้


ขณะที่ในไตรมาส 3/65 กำไรปกติจะเป็นจุดสูงสุดของปี ในระดับ 1,200-1,300 ล้านบาท โตเด่นเพราะไม่มีการปิดซ่อมโรงไฟฟ้าที่เป็นแหล่งรายได้หลักเช่น โรงไฟฟ้าหงสา,โรงไฟฟ้า Nakoso และโรงไฟฟ้า Temple I  ประกอบกับการเข้าสู่ช่วง High Season ของโรงไฟฟ้า Temple I โดยฤดูร้อนในสหรัฐฯมีการใช้ไฟฟ้าสูง ทำให้ราคาขายสูงขึ้นตาม ขณะที่ต้นทุนก๊าซธรรมชาติจะยังอิงกับราคาในตลาดโลก จึงทำให้รายได้และอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวสูงขึ้น


รวมถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนหลังการคลายมาตรการ Lockdown จะทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าและไอน้ำฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องและการซื้อขายไฟฟ้าผ่านระบบ Power Trading ในจีนช่วงให้อัตรากำไรขั้นต้นพลิก เป็นบวก โดยปรับราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 65 ขึ้นเป็น 18.00 บาท/หุ้น และปรับเป็นแนะนำ “ซื้อ”



SSP กำไรจะพีคสุดในไตรมาส 4

นักวิเคราะห์ประเมินกำไรปกติไตรมาส 2/65 อยู่ที่ 264 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อนแม้จะมีการขายโรงไฟฟ้า Hidaka ขนาด 15MWe ออกไปในช่วงต้นเดือน มิ.ย. เพราะมีการรับรู้รายได้จากการเข้าลงทุนและ COD โครงการโรงไฟฟ้าใหม่ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาจำนวน 4 แห่งขนาดรวม 77MWe อีกทั้งโครงการที่เป็นรูปแบบ Adder ได้รับอานิสงค์จากการปรับขึ้นอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ทำให้รายได้สูงขึ้น


ทั้งนี้คาดกำไรปกติจะ กลับมาเติบโตเมื่อเทียบไตรมาสและจากช่วงเดียวกันของปีก่อนในไตรมาส 4/65 โดยมีโอกาสทำระดับสูงสุดใหม่รายไตรมาสเป็นครั้งที่ 2 ของปี ตามปัจจัยฤดูกาลของวินชัยและโรงไฟฟ้าพลังงานลมในเวียดนาม รวมถึงรับรู้รายได้ที่สูงขึ้นจากการปรับค่า Ft งวดเดือน ก.ย. - ธ.ค.65แบบเต็มไตรมาส คงประมาณการปี 2565 ที่ 1,085 ล้านบาท โต38%  และปรับราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 65 ขึ้นเป็น 14 บาท/หุ้น




Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่

Most Viewed
Wealth EZ
กรณีศึกษา: เรื่องต่อไปที่ “เนเน่” ต้องตัดสินใจ !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
แม็คโคร-โลตัส ชวนสัมผัสรสชาติ และสินค้าระดับพรีเมียมจากออสเตรเลีย ในแคมเปญ “Taste of Australia 2026”
เมื่อ 11 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
เซ็นทรัล รีเทล พร็อพเพอร์ตี้ จับมือ BART LAB มหิดล ร่วมลงนาม LOI ขับเคลื่อนรีเทลแห่งอนาคต เปลี่ยนพื้นที่เป็น Living Lab
เมื่อ 11 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
อินทนิลร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เปิดงานเทศกาลกินเจ ชวนเติมสิ่งดีๆ ให้ร่างกาย ด้วยเมนูเจและเครื่องดื่ม Plant-based ทางเลือกที่ดื่มง่ายในทุกวัน
เมื่อ 11 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
หุ้นท่องเที่ยวไม่สะเทือน! เหตุโจมตีสนามบินซาอุฯ โบรกฯ ชี้กระทบจำกัด หากไม่ลาม Gulf Hub ลุ้นโรงแรม Q4/69 กำไรฟื้น CENTEL-ERW เด่น
เมื่อ 18 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us