Official Update :

คัด 8 หุ้นกำไรไตรมาส 2 ดีกว่าคาด! DELTA-SCCC นำทัพเด่น แต่นักวิเคราะห์เชียร์ “ขาย”

เข้าสู่ช่วงรายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 2/65 กันแล้ว โดยในช่วงที่ผ่านมาก็ได้มีบริษัทจดทะเบียนทยอยประกาศผลประกอบการออกมาอย่างต่อเนื่อง มีทั้งผิดหวัง และสมหวังไปตามๆกัน ดังนั้น Wealthy Thai จึงได้รวบรวมบริษัทจดทะเบียนที่รายงานกำไรงวดไตรมาส 2/65 ออกมาดีกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ฝากนักลงทุน


โดยจากข้อมูลล่าสุด พบว่าบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จํากัด ออกมาเปิดเผยถึงตัวเลขบริษัทที่รายงานกำไรดีกว่าคาด และต่ำกว่าคาด โดยมีบริษัทที่รายงานกำไรไตรมาส 2/65 ดีกว่าที่คาดการณ์จำนวน 7 หลักทรัพย์ (ไม่รวมหุ้นธนาคาร และการเงิน) ประกอบด้วย HMPRO, DELTA, SCCC, SCGP, SCC, GLOBAL, TFM ดังนั้นนับจากนี้บริษัทดังกล่าวจะมีการเติบโตเป็นเช่นไร บทความนี้รวบรวมมาให้แล้ว


สะท้อนจากมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จํากัด เปิดเผยว่า วิเคราะห์ตลาด...ในช่วงเข้าสู่สัปดาห์ประกาศงบไตรมาส 2/65 จำนวนมาก โดยในช่วงที่ผ่านมา บริษัทจดทะเบียนมีการราบงานงบไตรมาส 2/65 ไปแล้วทั้งสิ้น 36 บริษัท มีกำไรสุทธิ 1.01 แสนล้านบาท เติบโต 16.6%จากไตรมาสก่อน และเติบโต 10.4%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน


และหากพิจารณาข้อมูลจากทาง Bloomberg เฉพาะหุ้นที่นักวิเคราะห์มีการทำ Earning Preview พบว่า มี Surprise จากประมาณการ 5.3% กำไรที่ยังเติบโตและออกมาดีกว่าคาด ถือเป็นอีกหนึ่งแรงบวกที่หนุนตลาด รวมถึง Fund Flow ไหลเข้าในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งสัปดาห์นี้อาจเห็นการทยอยประกาศงบการเงินของบริษัทจดทะเบียนไทยงวดไตรมาส 2/65 ที่เหลือเกือบทั้งหมด





จากตารางดังกล่าวพบว่ามีบริษัทจดทะเบียนที่รายงานกำไรไตรมาส 2/65 ดีกว่าที่คาดการณ์จำนวน 7 หลักทรัพย์ (ไม่รวมหุ้นธนาคาร และการเงิน) ประกอบด้วย HMPRO, DELTA, SCCC, SCGP, SCC, GLOBAL, TFM ซึ่งหลังจากรายงานกำไรดีกว่าคาดแล้ว Wealthy Thai จะพามาสำรวจดูว่านับจากนี้การเติบโตจะเป็นเช่นไร



HMPRO ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว

เริ่มจาก HMPRO โดยบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จํากัด เปิดเผยว่า ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรปี 2565-66 ไว้ตามเดิม (กำไรช่วงครึ่งปีแรกปี 65 มีสัดส่วน 47.2% ของประมาณการกำไรทั้งปี 2565) อยู่ที่ 6.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.2%จากปีก่อน และปี 66 คาดที่ 7.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นอีก 12.1% หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 15.1%


ทั้งนี้ถือว่าแนวโน้มกำไรของ HMPRO จะกลับมาสูงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤต COVID ได้ตั้งแต่ในปีนี้แม้ฝ่ายวิจัยกำหนดสมมติฐานไว้อย่างอนุรักษ์นิยม ทั้งการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ทั้งปีอยู่ที่ ราว 3.5% ในปี 2565 และ 3% ในปี 2566 รวมถึงรายได้จากพื้นที่เช่ายังมีส่วนลดเมื่อเทียบกับช่วงปกติ


แต่อย่างไรก็ตาม HMPRO อาจมีDownside จากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยมองว่ามีผลกระทบจำกัดเพราะค่าใช้จ่ายของเงินเดือนพนักงาน ล้วนเป็นกลุ่มคนที่ได้ผลตอบแทนสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว มีเพียงพนักงานกลุ่มส่วนน้อย(ค่าใช้จ่ายราว 1-2% ของรายได้รวม) ที่รับเงินเดือนตามค่าแรงขั้นต่ำ


นอกจากนี้ฝ่ายวิจัยมองว่าแนวโน้มกำไรของ HMPRO ได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดในงวดไตรมาส 2/65 ที่เป็นช่วง Low Season ไปแล้ว (ช่วงฤดูฝนส่งผลให้ปริมาณงานตกแต่ง/ปรับปรุงบ้าน น้อยกว่าช่วงปกติ) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นแนวโน้มกำไรที่กลับมาเติบโตได้ดีทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ หลักๆ มาจากฐานกำไรที่ต่ำในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (ผลกระทบวิกฤต COVID) รวมถึงแผนการเปิดสาขาใหม่และประสิทธิภาพกำไรที่ดีขึ้น ฝ่ายวิจัยจึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 17.2 บาท


ขณะที่ข้อมูลสำคัญที่ประชุมนักวิเคราะห์ยังคงยืนยันภาพแนวโน้มกำไรที่คาดว่าผ่านจุดต่ำสุดในงวดไตรมาส 2/65 ไปแล้ว 1.รายได้รวมที่คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น มาจาก การเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) โดยประเมินว่า SSSG จะเติบโตได้ดีต่อเนื่องในงวดไตรมาส 4/65 จากการเข้าสู่ช่วง High Season ของกลุ่มค้าปลีกฯ เนื่องจากเป็นช่วงที่มีการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยมากที่สุด และยอดขายสาขาเดิมในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวที่คาดว่าจะสูงขึ้น (คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของรายได้รวม)จากการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศที่สะดวกมากขึ้น (ยกเลิกระบบ Thailand Pass ในวันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา)


รวมทั้งการเปิดสาขาใหม่ราว 2 สาขา ในงวดไตรมาส 3/65 และ 4 สาขา ในงวดไตรมาส 4/65 เทียบกับที่ไม่มีการเปิดสาขาใหม่เลยในงวดไตรมาส 2/65 ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันรายได้จากพื้นที่เช่าที่คาดว่าจะสูงขึ้น มาจากอัตราการเช่าพื้นที่ (Occupancy Rate) ที่คาดว่าจะกลับมาใกล้เคียงกับภาวะปกติ ในระดับมากกว่า 95% จากเดิมในช่วงไตรมาส 2/65 อยู่ที่ 90-95%



DELTA ไตรมาส 3 โตต่อ

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จํากัด เปิดเผยว่า กำไรสุทธิงวดไตรมาส 2/65 ที่ดีกว่าคาดมาก ส่งผลให้ฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2565-66 ขึ้น 41.9% และ 31.1% จากเดิม ตามลำดับ สะท้อนการปรับสมมติฐานต่างๆดังนี้


1.ปรับเพิ่มสมมติฐานรายได้รวมปี 2565-66 ขึ้น 9.9% และ 9.5% จากเดิม มาอยู่ที่ 1.0 แสนล้านบาท และ 1.1 แสนล้านบาท สะท้อนจากแนวโน้มความต้องการใช้ชิ้นส่วนฯ เติบโตสูงกว่าคาดมาก หนุนคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเพื่อให้สอดคล้องรายได้รวมงวดครึ่งแรกของปีที่ 5.2 หมื่นล้านบาท


2.ปรับเพิ่มสมมติฐาน Gross margin ปี 2565-66 ขึ้นมาอยู่ที่ 23.9% และ 24.0% จากเดิม 23.1% และ 23.3% ตามลำดับ จาก Product mix ที่ดีมากจากการเน้นขายผลิตภัณฑ์ที่มีมาร์จิ้นสูง รวมถึงการปรับเพิ่มสมมติฐานค่าเงินบาทเฉลี่ยปี 2565-66 เป็น 35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จากเดิม 32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้สอดคล้องกับค่าเงินบาทเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีที่ 34.05 บาท/ดอลล่าร์สหรัฐ อ่อนค่าลงไปกว่า 6.3% จากปีก่อน


3.ปรับลดสมมติฐานสัดส่วน SG&A/Sales ปี 2565-66 ลดลงมาที่ 11.7% จากเดิม 13.2% สะท้อนยอดขายที่เติบโตขึ้นดีโดดเด่นมาก ในขณะที่ค่าใช้จ่ายปรับตัวขึ้นในอัตราส่วนที่น้อยกว่า และเพื่อให้สอดคล้องกับสัดส่วน SG&A/Sales งวดครึ่งแรกของปี 65 ที่ 11.6% 4.ปรับเพิ่มรายการพิเศษที่เกิดขึ้นจริงในงวดครึ่งแรกปี 65 เข้ามา 877 ล้านบาท ได้แก่ กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 546 ล้านบาท และรายได้ชดเชยจากประกันน้ำท่วมอีก 331 ล้านบาท


ภายหลังปรับประมาณการ คาดกำไรสุทธิปี 2565 จะเติบโตถึง 104.7% จากปีก่อน มาอยู่ระดับ 1.4 หมื่นล้านบาท ขึ้นทำจุดสูงสุดรายปี จากแนวโน้มยอดขายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 20.6% มาสู่ระดับ 1.0 แสนล้านบาท โดยเฉพาะลูกค้าในกลุ่ม Data center และ Fan ขณะที่คาด Gross margin จะฟื้นตัวมาอยู่ที่ 23.9% นอกจากนี้ ยังคาดกำไรสุทธิปี 2566 จะเติบโตต่อเนื่องอีก 3.2% สู่ระดับ 1.4 หมื่นล้าน จากแนวโน้มรายได้รวมเพิ่มขึ้น 10.1% สู่ระดับ 1.1 แสนล้านบาท และแนวโน้ม Gross margin ปี 2566 ทรงตัวสูงที่ 24.0%


เบื้องต้นคาดการณ์กำไรปกติไตรมาส 3/65 จะทรงตัวสูง เนื่องจากเป็นช่วง High season อีกทั้งแนวโน้มปัญหาชิพขาดแคลนจะทยอยฟื้นตัวดีขึ้นจากงวดไตรมาส 2/65 หนุนแนวโน้มการส่งมอบสินค้าและรายได้ให้เติบโตได้ต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้ผลบวกจากแนวโน้ม Gross margin ที่จะยืนสูง จากทิศทางค่าเงินบาทที่ยังอ่อนค่า


อย่างไรก็ตาม VALUATION ยังคงแพง...แนะนำเพียงเก็งกำไรช่วงสั้น ภายใต้ประมาณการใหม่ ได้ราคาเป้าหมายปี 2565 ใหม่เท่ากับ 350 บาท (เดิม 280 บาท) แม้แนวโน้มธุรกิจจะเติบโตต่อเนื่อง แต่ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้น สะท้อนปัจจัยบวกจากกำไรสุทธิงวดไตรมาส 2/65 ที่สูงกว่าคาดมาก จนปัจจุบันมีค่า PER ปี 2565 สูงถึง 43 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย PER ย้อนหลัง 10 ปี ราว 0.9 SD จึงยังแนะนำ ขาย



SCCC นักวิเคราะห์ปรับเพิ่มประมาณการกำไร

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จํากัด เปิดเผยว่า สำหรับช่วงครึ่งปีหลัง เชื่อว่า SCCC จะต้องเผชิญความท้าทายมากขึ้น เนื่องจากการเข้าสู่ช่วงฤดูฝนในไตรมาส 3/65 ที่ถือเป็น Low Season ของธุรกิจซีเมนต์ น่าจะทำให้การปรับขึ้นราคาซีเมนต์ทำได้ลำบาก ในภาวะที่ต้นทุนพลังงานโดยเฉพาะราคาถ่านหินมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น อ้างอิงจากดัชนีราคาถ่านหินอินโดนีเซีย (ICI4) ที่ปรับตัวสูงขึ้น 28% นับตั้งแต่ต้นปี 2565 หลัง SCCC ทยอยใช้สต็อกถ่านหินต้นทุนต่ำหมดลงและต้องรับรู้ต้นทุนถ่านหินใหม่ที่แพงขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2/65 เป็นต้นไป


โดย SCCC มีความพยายามจะเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงทดแทน (AFR) ให้มากขึ้น จากปัจจุบันที่ใช้อยู่ประมาณ 12% ส่วนธุรกิจซีเมนต์ในศรีลังกายังมีความไม่แน่นอนสูงมาก โดยปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคที่เกิดจากความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองปัจจุบันของศรีลังกา อาจลากยาวไปอีกอย่างน้อย 6-12 เดือน ส่งผลให้ความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ในประเทศศรีลังกามีโอกาสหดตัวลง แม้ว่าบริษัทสยาม ซิตี้ ซีเมนต์ (ลังกา) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ SCCC จะมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งอื่นในตลาดมาก เพราะได้รับการสนับสนุนด้านวัตถุดิบจากบริษัทแม่คือ SCCC


อีกทั้งยังเป็นบริษัทเดียวในศรีลังกาที่มีแหล่งแร่หินปูน (Limestone) เป็นของตนเอง จึงไม่ต้องพึ่งพิงการนำเข้าแร่หินปูนมาผลิตเป็นปูนเม็ด (Clinker) หรือนำเข้าปูนเม็ดมาบดเป็นซีเมนต์เหมือนผู้ผลิตรายอื่นๆ และสามารถส่งผ่านต้นทุนการผลิตไปสู่ราคาขายได้ทั้งหมด ทำให้ธุรกิจซีเมนต์ในศรีลังกากลายเป็นธุรกิจที่มี EBITDA Margin สูงที่สุดเมื่อเทียบกับฐานธุรกิจ


ในประเทศต่างๆที่ SCCC เข้าไปลงทุน โดยงวดไตรมาส 2/65 ธุรกิจซีเมนต์ในศรีลังกามี EBITDA margin สูงถึง 40% เทียบกับปี 2564 ที่มี EBITDA margin เพียง 17%


อย่างไรก็ตามแม้ทิศทางกำไรครึ่งปีหลังจะสู้ครึ่งปีแรกไม่ได้ แต่ผลประกอบการที่โดดเด่นอย่างมากในช่วงครึ่งปีแรก โดย SCCC ทำกำไรได้สูงถึง 2,157 ล้านบาท คิดเป็น 75% ของประมาณการกำไรทั้งปี 2565 ที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้ที่ 2,892 ล้านบาท อีกทั้งเงินรูปี ศรีลังกา มีการอ่อนค่าช้าลง ทำให้โอกาสเกิดผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมในครึ่งหลังปี 65 มีอีกไม่มาก นอกจากนี้ธุรกิจซีเมนต์ในศรีลังกาไม่ได้สร้างผลขาดทุนให้กับ SCCC อย่างที่ฝ่ายวิจัยเคยกังวล เพราะ SCCC สามารถส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปสู่ราคาขายได้ทั้งหมด


ดังนั้นฝ่ายวิจัยจึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2565 ขึ้นจากเดิม 25% เป็น 3,619 ล้านบาท และเพิ่มประมาณการกำไรปี 2566 ขึ้นจากเดิม 18% เป็น 3,732 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางธุรกิจในศรีลังกาที่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะไม่สร้างผลกระทบต่อ SCCC ในระยะยาว ประกอบกับความน่าสนใจในเชิงธุรกิจของ SCCC ที่น้อยลง เพราะไม่เห็น Growth Driver ที่ชัดเจนในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ฝ่ายวิจัยจึงปรับลด Fair Value ของ ลงจากเดิมที่กำหนดอิง PER 17 เท่า เหลือเพียง 14 เท่า ซึ่งน่าจะเป็นระดับ PER ที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจที่อิ่มตัว ให้ราคาเหมาะสม 170 บาท มี Upside 11% คงคำแนะนำ Switch ไป SCC ที่มีแผนการเติบโตในระยะยาวที่ชัดเจนมากกว่า



SCGP ภาพธุรกิจครึ่งปีหลังดูดีขึ้น

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จํากัด เปิดเผยว่า ภาพธุรกิจครึ่งปีหลัง ดูดีขึ้นทั้งในเชิงรายได้และอัตรากำไร โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมากขึ้นเรื่อยๆภายใต้การใช้ชีวิตวิถีใหม่ การเปิดเมืองต้อนรับนักท่องเที่ยวเต็มรูปแบบของประเทศไทย การส่งออกที่เติบโตโดยได้อานิสงค์จากเงินบาทอ่อนค่า และมาตรการล็อกดาวน์ในจีนที่เริ่มผ่อนคลายลง จะส่งผลบวกต่อความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน และทำให้การส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนพลังงานไปสู่ราคาขายทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆในช่วงครึ่งหลังของปี


โดยที่ SCGP ได้มีการทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าสำหรับคำสั่งซื้อ Lot ใหม่ๆของลูกค้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่แนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบสำคัญคือกระดาษรีไซเคิล น่าจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้วตั้งแต่ไตรมาส 3/64 เพราะการเข้าไปเก็บเศษกระดาษทำได้ดีขึ้น จากการที่หลายประเทศมีการคลายมาตรการล็อกดาวน์ เช่นเดียวกับต้นทุนค่า Freight ที่แม้ยังอยู่ในระดับสูง แต่ก็เริ่มเห็นสัญญาณการผ่อนคลายลงเช่นเดียวกัน


กำไรครึ่งปีแรก 65 ที่ทำได้ 3,514 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเพียง 39% ของประมาณการกำไรทั้งปี ที่ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ไว้ที่ 9 พันล้านบาท แม้ฝ่ายวิจัยเชื่อว่า SCGP จะมีผลประกอบการ ดีขึ้นในครึ่งหลังปี 65 เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก จากความพยายามในการส่งผ่านต้นทุนไปสู่ราคาขายที่ทำได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ประมาณการกำไรเดิมปี 2565-66 ที่สูงเกินไป ทำให้ฝ่ายวิจัยปรับลดคาดการณ์กำไรปี 2565-66 ลงจากเดิม 12% และ 9% ตามลำดับ


โดยปี 2565 คาดการณ์กำไรสุทธิ 7,944 ล้านบาท ลดลงจากประมาณการเดิมที่ 9,043 ล้านบาท และปี 2566 คาดการณ์กำไรสุทธิ 9,349 ล้านบาท ลดลงจากประมาณการเดิมที่ 10,251 ล้านบาท หลักๆเป็นการปรับอัตรากำไรลง เนื่องจากเหตุการณ์ไม่ปกติหลายเรื่อง ทั้งการแพร่ระบาดหลายระลอกของไวรัสโควิด ก่อให้เกิดการล็อกดาวน์ในประเทศจีน ส่งผลต่อเนื่องถึงความสามารถในการปรับเพิ่มราคาขายที่ยากลำบากกว่าเดิม และสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูงยาวนาน กระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ Packaging ทั่วโลก


หลังปรับลดประมาณการ ส่งผลให้ราคาเหมาะสมภายใต้วิธี DCF ลดลงจากเดิมที่ 65.00 บาท เหลือ 61.50 บาทเทียบเท่า PER 33 เท่า แต่ยังให้ Upside 17% ฝ่ายวิจัยคงคำแนะนำ ซื้อ เพราะมองว่าแผนการลงทุนเชิงรุกของ SCGP ทั้งแบบ Brown field และดีล M&P จะทำให้ทิศทางกำไรในอนาคตยังสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง ส่งผลให้ Fair Value สามารถขยับขึ้นราว 5-7% ต่อปี ในช่วง 3 ปีข้างหน้า



SCC รอรับผลบวกบริษัทย่อยเข้าตลาดฯ

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จํากัด เปิดเผยว่า ผลประกอบการครึ่งปีแรก 65 ที่ทำได้ 18,781 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 47% ของประมาณการกำไรทั้งปีที่ฝ่ายวิจัยคาดไว้ที่ 39,677 ล้านบาท โดยมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการครึ่งปีหลัง ที่คาดหวังปัจจัยสนับสนุนจากการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ของประเทศจีนที่จะส่งผลบวกต่อธุรกิจปิโตรเคมีและ Packaging รวมถึงเงินบาทที่อ่อนค่า ถือเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของ SCC ที่มีการตั้งราคาสินค้าส่วนใหญ่อิงกับสกุลดอลลาร์ โดยเงินบาทที่อ่อนค่าลงทุก 1 บาท/USD จะส่งผลบวกต่อกำไรของ SCC ประมาณ 1,500 ล้านบาท


ทำให้ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรปี 2565 ไว้เท่าเดิม และคาด SCC จะกลับมาทำกำไรเติบโต 13% ในปี 2566 อยู่ที่ 44,793 ล้านบาท จากการเริ่มเปิดดำเนินการของ Longson Petrochemical Complex ในประเทศเวียดนาม ช่วงครึ่งแรกปี 66 ซึ่งจะเพิ่มกำลังการผลิตให้ธุรกิจปิโตรเคมีอีก 55% ในจังหวะที่เศรษฐกิจโลกน่าจะฟื้นตัวเต็มที่จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด โดยราคาหุ้นมักจะตอบสนองต่อผลประกอบการล่วงหน้า 6 เดือน - 1ปี จึงมองเป็นจังหวะทยอยสะสม พร้อมรับปัจจัยบวกเพิ่มเติมจากการ Spin-off ธุรกิจปิโตรเคมีเข้าจดทะเบียนใน SET ปีนี้ ประเมินราคาเหมาะสมวิธี DCF ได้ที่ 460 บาท เทียบเท่า PER 13.9 เท่า คาดเงินปันผลปีนี้ 16 บาท/หุ้น คิดเป็น Yield 4.29% แนะนำ ซื้อ



GLOBAL ไตรมาส 3 โตต่อเนื่อง

บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กำไรในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 มีแนวโน้มลดลงจากครึ่งแรกของปี 2565 เนื่องจากปัจจัยฤดูกาล แต่คาดกำไรสุทธิในไตรมาส 3/65 จะเติบโตแข็งแกร่งจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโตสูงกว่าการเติบโตในไตรมาส 2/65 เนื่องจากฐานที่ต่ำ แต่มองว่าการเติบโตของกำไรในไตรมาส 4/65 ต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 1/66 จะตื่นเต้นน้อยลง เนื่องจากการฐานที่สูง


โดยกำไรหลักในครึ่งแรกของปี 2565 อยู่ที่ 2,185 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็น 58% ของประมาณการปี 2565 ที่ 3,755 ล้านบาท (ใกล้เคียงกับอดีตที่กำไรครึ่งแรกของปีจะคิดเป็น 57% ของกำไรทั้งปี ) ดังนั้นยังคงประมาณการทั้งปีไว้ไม่เปลี่ยนแปลง


คงคำแนะนำ ถือ ที่ราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2565 ที่ 20 บาท โดยผลประกอบการของ GLOBAL ดี่กว่าคาดเล็กน้อยในไตรมาส 2/65 และมูลค่าหุ้นปัจจุบัน อาจทำให้หุ้นได้รับความสนใจจากตลาดในช่วงสั้น ๆ อีกครั้ง แต่จากแนวโน้มกำไรครึ่งหลังของปี 2565 ที่จะยังไม่โดดเด่น จึงมองว่าอาจจะยังไม่ต้องรีบเก็บสำหรับหุ้นตัวนี้ ยังคงคำแนะนำถือ สำหรับ GLOBAL



TFM ผลงานครึ่งหลังฟื้น

บริษัท หลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กำไรไตรมาส 2/2565 ดีกว่าประมาณการจากการบันทึกเครดิตภาษี ขณะที่คาดผลประกอบการครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อย โดยคาดว่าความสามารถในการทำกำไรของ TFM จะค่อย ๆ ดีขึ้นหลังจากที่ลดสัดส่วนการขายของผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรต่ำ เช่น อาหารปลาน้ำจืดและอาหารไก่เนื้อ ในขณะเดียวกัน ความต้องการอาหารกุ้ง และอาหารปลากะพงขาวกำลังฟื้นตัว ซึ่งน่าจะสนับสนุนการฟื้นตัวเล็กน้อยในครึ่งปีหลัง คาดว่าบริษัทจะได้ผลประโยชน์จากราคาวัตถุดิบหลักที่ลดลง น่าจะถูกชดเชยด้วยเงินบาทที่อ่อนค่าลง จึงคงคำแนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมายกลางปี 2566 ที่10.30 บาท



PSL ถือรับปันผล

บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ประมาณการกำไรปี 65 มี Upside แต่โมเมนตัมกำไรครึ่งหลังของปี 65 ทยอยลดลง โดยปัจจุบันดัชนี BDI และ BSI ปรับลงอย่างรวดเร็วจากต้นไตรมาส 3/65 ถึงปัจจุบัน 20% จากค่าเฉลี่ยในไตรมาส 2/65 และมีแนวโน้มปรับลงต่อเนื่องจากปัญหา Supply disruption ที่ทยอยคลี่คลาย แนวโน้มกำไรครึ่งหลังปี 65 จึงจะลดลงทั้งจากครึ่งปีแรก และช่วงเดียวกันของปีก่อน


อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิครึ่งปีแรก 65 ที่ 2,953.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 145.8%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นถึง 80% ของประมาณการทั้งปีที่คาด 3,700.1 ล้านบาท ลดลง 17.3% จากปีก่อน ทำให้ประมาณการมี Upside กำไรในปี 65 อาจใกล้เคียงปี 64 ซึ่งถือเป็นกำไรที่ดีมากเป็นประวัติการณ์ แต่ยังคงมุมมองเดิมว่ากำไรที่สูงในช่วง 2 ปีนี้เป็นเหตุการณ์ผิดปกติที่เกิดขึ้นกับอุปทานซึ่งในที่สุดจะกลับเข้าสู่สมดุล


จึงคงราคาเป้าหมาย 20 บาท อิง PBV 1.8 เท่า (+1SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 17 ปี) ราคาหุ้นที่ปรับลง 20% ตั้งแต่เดือน พ.ค. ทำให้มี Upside กว้างขึ้นเป็นกว่า 20% แต่ยังคงแนะนำถือรับปันผล จากแนวโน้มกาไรที่ผ่านจุดที่ดีที่สุดไปแล้วในไตรมาส 2/65 และคาดลดลงต่อเนื่องในปี 66



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”

Most Viewed
Wealth EZ
กรณีศึกษา: เรื่องต่อไปที่ “เนเน่” ต้องตัดสินใจ !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
แม็คโคร-โลตัส ชวนสัมผัสรสชาติ และสินค้าระดับพรีเมียมจากออสเตรเลีย ในแคมเปญ “Taste of Australia 2026”
เมื่อ 10 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
เซ็นทรัล รีเทล พร็อพเพอร์ตี้ จับมือ BART LAB มหิดล ร่วมลงนาม LOI ขับเคลื่อนรีเทลแห่งอนาคต เปลี่ยนพื้นที่เป็น Living Lab
เมื่อ 10 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
อินทนิลร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เปิดงานเทศกาลกินเจ ชวนเติมสิ่งดีๆ ให้ร่างกาย ด้วยเมนูเจและเครื่องดื่ม Plant-based ทางเลือกที่ดื่มง่ายในทุกวัน
เมื่อ 10 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
หุ้นท่องเที่ยวไม่สะเทือน! เหตุโจมตีสนามบินซาอุฯ โบรกฯ ชี้กระทบจำกัด หากไม่ลาม Gulf Hub ลุ้นโรงแรม Q4/69 กำไรฟื้น CENTEL-ERW เด่น
เมื่อ 17 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us