OR กำไรปี 65 จะเติบโตโดดเด่น ครึ่งปีหลังปัจจัยบวกรอเพียบ
หุ้นมหาชนที่นักลงทุนรอคอยอย่าง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ที่ก่อนหน้านี้มีการขยายลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโต ดังนั้นครั้งนี้ Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาส่องแนวโน้มการเติบโตของ OR นับจากนี้จะยังมีความน่าสนใจหรือไม่ บทความนี้หาคำตอบให้แล้ว
สะท้อนจากมุมมองของนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มปริมาณขายน้ำมันที่ฟื้นต่อเนื่องในครึ่งหลังปี 2565 จะเป็นปัจจัยบวกหนุนราคาหุ้น โดยมองสามารถซื้อเก็งกำไรรับการเติบโตตามการขยายสาขาของทุกธุรกิจ และคาดกำไรปกติโตเฉลี่ยราว 20% CAGR ในช่วงปี 65-67 คิดเป็นการซื้อขาย PEG ราว 1 เท่า
ทั้งนี้คาดกำไรปกติงวดไตรมาส 3/65 จะเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ระดับราว 1.8 พันล้านบาท เติบโตจากทุกธุรกิจโดยเฉพาะ ธุรกิจ Mobility ที่ปริมาณขายโตสูง (ช่วงไตรมาส 3/65 มี lockdown) และอัตรากำไรขั้นต้นต่อลิตร (GM) สูงกว่าปกติจากการผ่อนคุมราคาดีเซล ส่วนธุรกิจ Lifestyle ฟื้นจากผลกระทบ lockdown ลดลง และมีการขยายสาขาต่อเนื่อง ขณะที่ธุรกิจ Global เติบโตตามกำลังซื้อ และขยายสาขา อย่างไรก็ตามคาดกำไรจะลดลงจากไตรมาส 2/65 เพราะธุรกิจ Mobility ที่ GM ลดลงจาก stock gain เป็นหลัก
โดยปรับกำไรปกติปี 2565 ขึ้น 29% มาที่ 15,416 ล้านบาท เติบโต 40%จากปีก่อน สะท้อนการปรับ GM ขึ้นเป็น 1.2 บาท/ลิตร (เดิม 1.05) จากการผ่อนคุมราคาดีเซลของรัฐหนุนอัตรากำไรดีกว่าคาดเป็นหลัก ทั้งนี้ปรับกำไรปกติปี 2566-67 ขึ้นราว9% เป็น 16,219 ล้านบาท เติบโต 5% และ 17,827 ล้านบาท เติบโต 10%จากปีก่อนหน้า ตามการปรับเพิ่ม GM เป็น 1.10 บาท/ลิตร (เดิม 1.05) สะท้อนการบริหารจัดการต้นทุนในสภาวะราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับสูงได้ดีกว่าคาด
ดังนั้นคงคำแนะนำ Trading Buy ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 28 บาท โดยปรับราคาเป้าหมายขึ้นสะท้อน GM ที่สูงกว่าคาด มองแนวการผ่อนคุมราคาดีเซลของรัฐ คาดยังส่งผลบวกต่อเนื่องในครึ่งปีหลังของปี 2565 โดยจะเป็นปัจจัยบวกหนุนราคาหุ้น และย้ำภาพ bottom out จากไตรมาส 4/64 (GM = 0.98) ทั้งนี้คาดในครึ่งปีหลังของปี 2565 จะเห็นปัจจัยบวกจาก ปริมาณขายน้ำมัน และการขยายสาขาสถานีบริการที่เร่งขึ้น ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยประเมินทุกๆ GM ที่มากกว่าคาด 0.05 บาท/ลิตร ในระยะยาว จะเป็น upside ต่อราคาเป้าหมาย 2 บาท/หุ้น
อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า เนื่องจากค่าการตลาดในครึ่งปีแรกของปี 2565 สูงกว่าสมมติฐานเดิมของฝ่ายวิจัยที่ 1.00 บาท/ลิตรมาก จึงปรับสมมติฐานค่าการตลาดปี 2565-66 ขึ้นเป็น 1.22 บาท/ลิตรและ 1.15 บาท/ลิตรตามลำดับ เพื่อสะท้อนแนวโน้มค่าการตลาดที่จะยังทรงตัวอยู่ในระดับ 1.10-1.20 บาท/ลิตรในช่วงครึ่งหลังของปี 65
แต่ปรับสมมติฐานการขยายจำนวนสถานีบริการในปี 2565 ลงเป็น 90 สาขา (เดิม 120 สาขา) เนื่องจากมีการขยายไปเพียง 20 สาขาในครึ่งปีแรก 65 (การขยายสาขาในช่วงครึ่งปีหลังมักสูงกว่าครึ่งปีแรก) ส่งผลให้ประมาณการปี 2565-66 เพิ่มขึ้น 15% และ3% โดยคาดปี 2565 จะมีกำไรเป็น 12,984 ล้านบาท เติบโต 18%จากปีก่อน และปี 2566 คาดที่ 12,547 ล้านบาท ลดลง 3% จากปีก่อนหน้า โดยการลดลงของกำไรในปี 2566 เป็นผลมาจากค่าการตลาดที่จะไม่สูงเหมือนในปี 2565 เป็นหลัก (ไม่มี Stock gain ที่สูงมาช่วยหนุน)
ดังนั้นผลจากการปรับประมาณการส่งผลให้ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2565 เพิ่มขึ้นเป็น 29.00 บาท/หุ้น (รวม Multiple Premium 2% จาก Yuanta ESG Rating ระดับ AA แล้ว) แต่ยังมี Upside เพียง 8.4% และเมื่อประกอบกับผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังที่มีโอกาสลดลงจากครึ่งปีแรก ทำ ให้ที่ระดับราคาปัจจุบันยังไม่น่าสนใจสำหรับการลงทุนในระยะสั้น-กลาง จึงคงคำแนะนำ “TRADING”
โดยผลประกอบการช่วงครึ่งหลังของปี 65 มีแนวโน้มลดลงจากครึ่งปีแรก เนื่องจากทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มี Upside จำกัด และเริ่มปรับตัวลงจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยในหลายภูมิภาค จะทำให้บริษัทฯไม่มีการ บันทึก Stock gain ที่สูงเหมือนในครึ่งปีแรกปี 65 และส่งผลให้ค่าการตลาดจะลดลงจากระดับ 1.30 บาท/ลิตรในไตรมาส 2/65 แต่จะยังไม่ลงไปอยู่ในระดับต่ำกว่า 1.10 บาท/ลิตร เพราะได้ปริมาณขายเชื้อเพลิงอากาศยานที่เริ่มฟื้นตัวช่วยชดเชยผลกระทบ (เป็นผลิตภัณฑ์ High Margin)
ขณะที่ภาพครึ่งปีหลัง เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จะยังสามารถเติบโตได้จาก ฐานที่ต่ำในปีก่อนเพราะ 1. มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 มีความเข้มข้นน้อยกว่าปีก่อน ทำให้ปริมาณขายน้ำมันมีแนวโน้มเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 2.ค่าการตลาดที่คาดขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 3. ปริมาณขาย ของ Café Amazon ที่สูงขึ้น จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง

