OSP หุ้นอุปโภคบริโภคแบรนด์สุดแข็งแกร่ง ระยะสั้นอาจไม่ดีกดดันการเติบโต
OSP หรือ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่ดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 130 ปี โดยมีสินค้าที่ได้รับความนิยมมากมาย เช่น เครื่องดื่มชูกำลัง M 150, เครื่องดื่มวิตามินซี C-vitt, แบรนด์สำหรับเด็ก Babi Mild และแบรนด์ความงามสำหรับผู้หญิง Twelve Plus เป็นต้น
แม้ผลประกอบการไตรมาส 2/65 ของ OSP จะออกมาไม่ค่อยสวยนัก โดยมีกำไรสุทธิ 604 ล้านบาท ลดลง 19.5% จากไตรมาส 1/65 และลดลง 26.4% จากไตรมาส 2/64 จากการปรับขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์และพลังงาน รวมถึงการปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินงานขยายสินค้าไปสู่กลุ่มพรีเมียม แต่นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าอัตรากำไรขั้นต้นของ OSP ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และจะเห็นการฟื้นตัวชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 4/65 เป็นต้นไป ขณะที่ราคาหุ้นก็ปรับตัวลงตอบรับปัจจัยลบไปมมากแล้ว และมองว่าเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าสะสม แต่ในมุมมองของนักลงทุนมือใหม่ OSP เหมาะจะเข้าลงทุนเป็น “หุ้นตัวแรก” หรือไม่ และปัจจัยอะไรที่ต้องระมัดระวังบ้าง
สำหรับแนวโน้มการดำเนินงานของ OSP นักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า มีมุมมองเป็นบวกเล็กน้อยต่อแนวโน้มผลประกอบการของ OSP ใน 3Q65 คาดว่าส่วนแบ่งทางการตลาดของเครื่องดื่มบำรุงกำลังหยุดการไหลลงและทรงตัวได้ที่ 49% บวกลบ ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) คาดว่าผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2/65 รวมถึงเริ่มทยอยเห็นผลของสินค้าพรีเมี่ยมมากขึ้น ทำให้คาดว่ากำไรปกติไตรมาส 3/65 จะสามารถฟื้นตัวได้จากไตรมาส 2/65 และไตรมาส 3/64 โดยคาดเบื้องต้นกำไรจะอยู่ที่ราว 700 ล้านบาท
ภาพรวมกำไรปกติในครึ่งแรกของปี 2565 อยู่ที่ 1,353 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 45% ของประมาณการกำไรทั้งปีของฝ่ายวิจัย ซึ่งคาดว่ากำไรครึ่งหลังของปี 2565 จะดีกว่าครึ่งแรกของปี โดยจะเห็นการฟื้นตัวที่ชัดเจนที่สุดในไตรมาส 4/65 เป็นต้นไป จึงยังคงประมาณการกำไรปกติปี 2565 ที่ 3,014 ล้านบาท ลดลง 7.4% จากปีก่อน
ด้านราคาหุ้นปรับตัวลงสะท้อนผลประกอบการไปมากแล้ว ทำให้ปัจจุบันซื้อขายที่ PER65-66 ที่ 31.6 เท่า และ 26.6 เท่า ตามลำดับ ผลประกอบการที่ออกมาต่ำกว่าคาดอาจทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลงได้ในช่วงสั้น ต่ำมองว่าเป็นโอกาสสะสม เพราะช่วงที่แย่ที่สุดได้ผ่านไปแล้ว จึงคงคำแนะนำ TRADING ราคาเป้าหมาย 34.25 บาท
ส่วนประเด็นที่ OSP เหมาะจะลงทุนเป็น “หุ้นตัวแรก” ของนักลงทุนมือใหม่หรือไม่นั้น คุณชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส ให้มุมมองว่า OSP เป็นธุรกิจที่ค่อนข้าง Defensive และมีแบรนด์สินค้าที่แข็งแกร่ง ผู้บริโภคคุ้นเคยกับสินค้ามายาวนาน แต่ช่วงนี้ยังมีประเด็นที่ต้องจับตา คือ การแข่งขันในอุตสาหกรรม ซึ่งไตรมาส 2/65 อาจเห็นภาพของผลประกอบการที่ชะลอลง ส่วนหนึ่งมาจากมาร์เก็ตแชร์ในตลาดที่ลดลงเหลือ 51% จากเดิมอยู่ที่ 54% จากการปรับขึ้นราคาเครื่องชูกำลัง M150 ในโมเดิร์นเทรด ทำให้ต้องติดตามว่าในระยะถัดไป OSP จะใช้กลยุทธ์อะไรใหม่ๆ เพื่อดึงมาร์เก็ตแชร์กลับคืนมา
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามว่า OSP จะออกสินค้าใหม่ๆ เพื่อช่วยสร้างยอดขายหรือไม่ และต้นทุนวัตถุดิบมีแนวโน้มเป็นอย่างไร หากชะลอตัวลงก็จะเป็นปัจจัยหนุนประสิทธิภาพในการทำกำไรของบริษัทให้ดีขึ้น
เพราะฉะนั้นในมุมมองของ บล.เอเซีย พลัส ยังคงแนะนำ ซื้อ หุ้น OSP โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 37 บาท ซึ่งราคาปัจจุบันของ OSP ซื้อขายอยู่ที่ราว 31 บาท มองว่าตอบรับข่าวผลประกอบการไปพอสมควร ดังนั้นหากนักลงทุนมือใหม่สนใจลงทุน มองว่าราคาหุ้นระดับนี้เป็นระดับที่สามารถเข้าซื้อได้ แต่ระยะสั้นอาจคาดหวังกำไรจากส่วนต่างของราคาหลักทรัพย์ (Capital Gain) ได้ยาก เนื่องจากมีประเด็นการแข่งขันในอุตสาหกรรมเข้ามากดดัน

