Official Update :

SCC กำลังเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว ชี้มูลค่าหุ้นถูก “น่าลงทุน” แถมรับปันผลอีก 4.2%

แม้ครึ่งปีหลัง SCC จะมีปัจจัยลบที่ไม่แน่นอนรอกดดันอยู่ ทำให้ต้องดำเนินงานด้วยความระมัดระวัง โดยทบทวนแผนการลงทุน เพื่อสร้างสภาพคล่องทางการเงินที่แข็งแรง แต่ในระยะยาวนักวิเคราะห์มองว่าผลงานเริ่มเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว ตามอุปสงค์ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ปี 2566 จะเริ่มเครื่องเครื่องเชิงพาณิชย์โครงการ LSP ซึ่งนับเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตที่สำคัญ ขณะเดียวกันมูลค่าหุ้นของ SCC ก็อยู่ในระดับน่าลงทุน และคาดอัตราตอบแทบจากเงินปันผลปีนี้ที่ 4.2% จึงมองเป็นโอกาสที่จะเข้าสะสมหุ้น SCC เพื่อรับการฟื้นตัวในปีหน้า


โดยนายณรงค์พันธุ์ ลีสหะปัญญา Investor Relations Director  บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC กล่าวในงาน Opportunity Day ว่า ในไตรมาส 3/65 ธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง น่าจะฟื้นตัวดีขึ้น ตามภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัว จากการส่งออกและการท่องเที่ยวที่กลับมาฟื้นตัวได้เร็วกว่าคาด โดยปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยเฉลี่ย 1 ล้านคนต่อดือน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงฐานที่ต่ำจากช่วงเดียวกันปีก่อน จะทำให้ความต้องการปูนซีเมนต์เพิ่มขึ้น แต่ในทางกลับกัน อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้กำลังซื้อและความต้องการของผู้บริโภคลดลง


ส่วนธุรกิจปิโตรเคมี ยังเห็นปัจจัยกดดันจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ช่วงครึ่งปีหลังต้นทุนยังเป็นเรื่องสำคัญ ขณะเดียวกันหากจีนกลับมาเปิดประเทศเต็มรูปแบบ คาดจะเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนความต้องการในตลาดให้ดีขึ้น โดยประเมินระยะยาว แนวโน้มธุรกิจปิโตรเคมียังเติบโตได้ดี


ขณะเดียวกันโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ Long Son Petrochemicals ( LSP) ที่ประเทศเวียดนาม คาดจะเริ่มเดินเครื่องผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงไตรมาส 1/65 และไตรมาส 2/65 ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจปิโตรเคมี


ทั้งนี้ โครงการ LSP เป็นผู้ผลิตโอเลฟินส์แครกเกอร์แห่งแรกในเวียดนาม มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 1.4 ล้านตันต่อปี ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการภายในเวียดนามที่สูงถึง 3 ล้านตันต่อปี ดังนั้นโครงการ LSP จึงเป็นโครงการที่จะรองรับความต้องการสินค้าภายในเวียดนามเป็นหลัก


คาดครึ่งปีหลังมีความท้าทายจากปัจจัยภายนอกทั้งราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง อัตราเงินเฟ้อ รวมถึงความขัดแย้งระหว่างประเทศ และภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทำให้บริษัทต้องเตรียมพร้อมเพื่อรองรับสถานการณที่ไม่แน่นอน ด้วยการเก็บเงินสด และทบทวนแผนการลงทุนบางส่วน อย่างไรก็ตาม บริษัทยังเดินหน้าแผนการลงทุนที่จะเข้ามาช่วยสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ หากดีลไหนสร้างประโยชน์บริษัทก็จะดำเนินการต่อไป” นายณรงค์พันธุ์ กล่าว


ด้านนักวิเคราะห์จากบล.บัวหลวง ระบุถึงแนวโน้มการดำเนินงานธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างของ SCC คาดอุปสงค์ในประเทศไทยปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 3/65 ส่วนธุรกิจเคมิคอลส์ ภาพรวมอุปสงค์ยังคงแข็งแกร่ง แต่อุปสงค์ในจีนยังชะลอตัว โดย SCC วางแผนงบลงทุนปี 2565 ไว้ที่ 7 หมื่นล้านบาท ด้านสถานะทางการเงินของยังคงแข็งแกร่ง   


สำหรับคำแนะนำพื้นฐาน แม้มีแนวโน้มที่ไม่สดใสนักในระยะสั้น แต่กำไรของ SCC มีแนวโน้มฟื้นตัวในช่วงที่เหลือของปี นอกจากนี้ มูลค่าหุ้นปัจจุบันของ SCC อยู่ในระดับน่าลงทุน โดยซื้อขายที่ PBV ณ สิ้นปี 2565 ที่ 1.2 เท่า (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว ที่ 2.2 เท่า อยู่ 1.5SD) พร้อมอัตราตอบแทบจากเงินปันผลปี 2565 ที่ 4.2% (เทียบกับค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ที่ 2.8%) จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 480 บาท


ส่วนนักวิเคราะห์จากบล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายปี 2566 ที่ 480.0 บาท โดยกำไรผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 1/65 ไปแล้ว และเป็นโอกาสซื้อรับการฟื้นตัวในปี 2566 ที่มีแรงหนุนธุรกิจปิโตรเคมีที่มีโครงการใหม่อย่าง LSP ซึ่งจะเริ่ม COD กลางปีหน้า (คิดเป็นกำลังการผลิตโพลิโอเลฟินส์เพิ่ม 66%) ปรับกอบกับภาวะ oversupply ลดลง ธุรกิจซีเมนต์ปริมาณขายฟื้นตัวหนุนจากความต้องการใช้ภาคเอกชนและแรงฉุดด้านต้นทุนพลังงานลดลง รวมถึงธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่รับรู้การขยายกำลังการผลิตเต็มปี อีกทั้งต้นทุนพลังงานและขนส่งลดลง



ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้