สำรวจผลงาน 6 หุ้นโรงกลั่นของไทย 6 เดือนปี 65 กำไรเฉียด 8 หมื่นล้านบาท พุ่ง 31%
หุ้นโรงกลั่น ถือเป็นกลุ่มที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในตอนนี้ ทั้งในแง่ของนักลงทุน และบุคคลทั่วไป ซึ่งต่างฝ่ายต่างจับตาดูว่าจะรายงานกำไรสุทธิจะออกมาเป็นแบบไหน โดยจากการสำรวจข้อมูลพบว่าในช่วงนี้ค่าการกลั่นปรับตัวสูงขึ้น เป็นผลทำให้กำไรสุทธิออกมาอย่างโดดเด่น จนเกิดการตั้งคำถามจากอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่า กำไรดังกล่าวนั้นสูงเกินไปหรือไม่
ทั้งนี้หุ้นที่รายงานกำไรสุทธิออกมาอย่างโดดเด่น คือ TOP SPRC BCP และESSO ซึ่งได้รับแรงหนุนจากค่าการกลั่นที่ปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ PTTGC และIRPC รายงานกำไรสุทธิลดลงทั้งงวดไตรมาส 2/2565 และงวดครึ่งปีแรกของปี 2565 ซึ่งจะมีความน่าสนใจแค่ไหน อ่านได้ผ่านบทความนี้
TOP กำไรโตเกิน 1,000%
ไล่เรียงจาก TOP รายงานว่าผลประกอบการงวดไตรมาส 2/65 บริษัทมีกำไรสุทธิ 25,326 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,093% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,122 ล้านบาท โดยผลการดำเนินงานไตรมาส 2/65 ปรับดีขึ้น หลังความต้องการใช้น้ำมันในประเทศฟื้นตัวและค่าการกลั่นที่ปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย ยูเครน ส่งผลให้อุปทานน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดตึงตัว
โดย บริษัทมีรายได้จากการขาย 65,772 ล้านบาท ตามราคาขายที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ ขณะที่กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 20.4 ดอลลาร์/บาร์เรล จากส่วนต่างราคาน้ำมัน หลังหลายประเทศผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง อีกทั้งธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาดมีกำไรขั้นต้นสูงขึ้นจากอุปสงค์ของสาร LAB ที่ดีอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์มีกำไรจำกสต๊อกน้ำมันเพิ่มขึ้น 3,774 ล้านบาท
ทั้งนี้ ไทยออยล์ได้บันทึกกำไรพิเศษจากการขายหุ้นของ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ในไตรมาส 2/65 จำนวน 12,880 ล้านบาท (หลังหักภาษี) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับโครงสร้างทางการเงินระยะยาว เพื่อนำไปชำระเงินกู้ยืมระยะสั้น (Birding Loan) สำหรับการเข้าลงทุนในธุรกิจปิโตรเคมีที่ประเทศอินโดนีเซีย
IRPC รายงานกำไรลดลง 16%
IRPC ไตรมาส 2/65 มีกำไรสุทธิ 3,833 ล้านบาท ลดลง 16% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 4,574 ล้านบาท เนื่องจากมีขาดทุนจากสต็อกน้ำมันรวม 1,298 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/64 ที่มีกำไรจากสต็อกน้ำมันสุทธิ 3,507 ล้านบาท ส่งผลให้ Accounting GIM ลดลง 970 ล้านบาท หรือลดลง 8% ส่งผลให้ 6 เดือนแรกปี 65 มีกำไรสุทธิ 5,334 ล้านบาท ลดลง 47% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 10,155 ล้านบาท
โดยบริษัทมีรายได้จากการขายสุทธิ 99,395 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42,537 ล้านบาท หรือโต 75% จากช่วงเดียวกันปีก่อนมีสาเหตุจากราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 72% ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับที่สูงขึ้นและปริมาณขายเพิ่มขึ้น 3% โดยโรงกลั่นน้ำมันมีอัตราการกลั่นอยู่ที่ 198,000 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 2% Market GIM เพิ่มขึ้น 3,835 ล้านบาท หรือ 44% โดยมีสาเหตุหลักจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินที่ปรับตัวดีขึ้น
PTTGC ปิดซ่อมบำรุงโรงงาน
PTTGC รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 2/65 มีกำไรสุทธิ 1,388.26 ล้านบาท ลดลง 94% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 25,034.73 ล้านบาท โดยมีปริมาณขายรวมของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีปรับลดลง เนื่องจากการปิดซ่อมบำรุงตามแผนของโรงโอเลฟินส์หน่วยที่ 3 โรงอะโรเมติกส์หน่วยที่ 1 รวมถึงโรง LDPE และ LLDPE ทำให้ในไตรมาสนี้ บริษัทฯ มี Adjusted EBITDA อยู่ที่ 21,029 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 29% ช่วงเดียวกันปีก่อน
ทั้งนี้บริษัทมีผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์เพื่อประกันความเสี่ยง 12,734 ล้านบาท ซึ่งมีสาเหตุหลักจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจริงสูงกว่าราคาที่ทำประกันความเสี่ยงไว้โดยเป็นการรับรู้ที่เกิดขึ้นแล้ว (realized) จำนวน 11,598 ล้านบาท และที่ยังไม่เกิดขึ้น (unrealized) จำนวน 1,136 ล้านบาท ผลขาดทุนทางบัญชีจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX) 4,378 ล้านบาท กำไรจากตราสารอนุพันธ์ทางการเงิน 1,712 ล้านบาท
SPRC เผยค่าการกลั่นพุ่ง
เผยผลประกอบการและผลดำเนินงานทางด้านการเงิน ไตรมาสที่ 2/2565 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 206 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (7,156 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ระดับ 773 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกที่อยู่ระดับ 5,284 ล้านบาท
โดยนอกเหนือจากประเด็นเรื่องราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นจนเป็นผลให้บริษัทฯ มีกำไรจากสต๊อกน้ำมันแล้ว ค่าการกลั่นก็ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งมีปัจจัยหลักจากกลไกอุปสงค์อุปทานน้ำมันในตลาดโลก โดยความขัดแย้งระหว่างยูเครน-รัสเซียและมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันจากรัสเซียของอียูส่งผลให้อุปทานในผลิตภัณฑ์น้ำมันตึงตัว การผ่อนคลายมาตรการการเดินทางในช่วงโควิด-19 ในหลายประเทศก็ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มสูงขึ้นด้วย
BCP กำไรเพิ่มขึ้น 199%
BCP เปิดเผยว่า ไตรมาส 2/65 มีกำไร 5,276.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 199% จากงวดเดียวกันปี 64 ที่มีกำไร 1,764.54 ล้านบาท โดยบริษัทมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 83,796 ล้านบาท ลดลง 21%จากไตรมาสก่อน มี EBITDA 12,572 ล้านบาท ลดลง 8% จากไตรมาสก่อน โดย EBITDA ที่ปรับลดลง เนื่องจากไตรมาสก่อน BCPG รับกำไรจากการจำหน่ายหุ้นทั้งหมดใน SEGHPL 2,031 ล้านบาท หากไม่รวมรายการดังกล่าวพบว่า EBITDA ปรับเพิ่มขึ้น 889 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8%จากไตรมาสก่อน โดยหลักมาจากกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน ได้รับปัจจัยบวกจาก Operating GRM ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ESSO กำไรโต 866.12%
ESSO ไตรมาส 2/65 มีกำไรสุทธิ 8,298.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 866.12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 64 ที่มีกำไร 858.11 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขายอยู่ที่ 76,092 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 85.27% โดยสาเหตุหลักจากราคาตลาดที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าการกลั่นโดยรวมอยู่ที่ 26.9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 19.9 ดอลลาร์ ค่าการกลั่นพื้นฐานอยู่ที่ 19.4 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17.0 ดอลลาร์

