ผ่าอาณาจักร ORI กับกลยุทธ์การโตที่ไม่สิ้นสุด ภายใต้เป้าหมายมาร์เก็ตแคป 1 แสนล้านบาท
บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI หนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่ามาร์เก็ตแคปใหญ่ที่สุดใน 5 อันดับแรกกลุ่มธุรกิจผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยของตลาดหุ้นไทย โดย ORI ได้สร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นมาโดยตลอด ซึ่งราคาไอพีโอของ ORI เมื่อปี 2558 ที่ 9 บาทต่อหุ้น และในระยะถัดมาราคาหุ้นเคยสิ่งไปทำจุดสูงสุดตั้งแต่เข้าตลาดฯมาแถวๆ 15 บาท รวมถึงยังจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 2 ครั้งมาตลอด
โครงสร้างธุรกิจของ ORI ประกอบด้วย ธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อการขายทั้งในรูปแบบโครงการแนวราบ และแนวสูง ภายใต้แบรนด์แบรนด์ พาร์ค ออริจิ้น , ดิ ออริจิ้น , ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ ,ไนท์บริดจ์ , นอตติ้ง ฮิลล์ , เคนซิงตัน , แฮมป์ตัน, บริกซ์ตัน และ บริทาเนีย
อีกทั้งยังมีธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำโรงแรม เซอร์วิส อพาร์ตเมนท์ ค้าปลีก 3.ธุรกิจบริการ (Service Business) เช่น ธุรกิจการจัดการอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจตัวแทนซื้อ ขาย เช่า อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ และรวมถึงธุรกิจเมกะเทรนด์ระยะยาว กลุ่มธุรกิจใหม่ที่มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว เช่น ธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจเฮลท์แคร์ ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ ธุรกิจพลังงาน
โดยในครั้งนี้ Wealthy Thai จะนำเสนออนาคตและแผนธุรกิจการเติบโตของภายใต้อาณาจักรของ ORI กับการเติบโตที่จะไม่สิ้นสุด และแผนธุรกิจที่สำคัฐคือกลยุทธ์ Spin-Off บริษัทย่อยเข้าตลาดหุ้น เพื่อสร้างอิสระในด้านการบริหารนโยบายจากบริษัทแม่ และช่วยเพิ่มโอกาสช่องทางการเติบโตให้กับบริษัทลูก ซึ่งมีเป้าหมายปลายทางคือการผลักดันมูลค่ารวมของกลุ่มบริษัทให้เป็น 1 แสนล้านบาทภายในปี 2568
มาเริ่มกันที่การเติบโตของ ORI โดยหากย้อนดูกำไรสุทธิ ถือว่าเติบโตและรักษาระดับ 3 พันล้านบาทมาโดยตลอด ซึ่งในปี 62-64 ไทยต้องเผชิญกับการระบาดของไวรัส covid19 จึงส่งผลให้กำไรสุทธิของ ORI มีสะดุดไปบ้าง แต่อย่างไรก็ตามแนวโน้มกำไรสุทธิในงวดปี 65 นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า จะมีกำไรสุทธิกว่า 4.2 พันล้านบาท เติบโตแซงหน้าในปีที่ผ่านๆมา
ส่องแนวโน้มธุรกิจ
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังนักวิเคราะห์มองว่า จะเติบโตเป็นขั้นบันไดทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือว่าจะเป็นจุดสูงสุดของปี จากการโอน Backlog โครงการ JV ขนาดใหญ่ เช่น Park Origin Thonglor ต่อเนื่องจากไตรมาส 2/645 รวมถึงโครงการที่จะแล้วเสร็จในไตรมาส 4/65 อีกจำนวน 4 โครงการรวมมูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาท
เป็นไปตามมุมมองเดียวกับที่นักวิเคราะห์บล. เอเซีย พลัส มองว่า ธุรกิจในงวดครึ่งปีหลังจะเติบโตตามแผนเปิดโครงการใหม่เชิงรุกโดยเฉพาะโครงการแนวราบ 10 โครงการใหม่มูลค่า 1.09 หมื่นล้านบาท จะเข้ามาผลักดันต่อยอดโอนฯ แนวราบสูงต่อเนื่องรายไตรมาส รวมถึงการส่งมอบต่อเนื่องคอนโดฯ ใหม่อย่าง Park Origin ที่มี Backlog อีกราว 7 พันล้านบาท อีกทั้งยังมีอีก 5 คอนโดฯ ใหม่ รวมมูลค่า 1.15 หมี่นล้านบาท (ยอดจอง 85%) ที่มีกำหนดสร้างเสร็จและรับรู้ในช่วงนี้
ดันบ.ย่อยเข้าตลาด
ก่อนหน้านี้เองทาง ORI รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRI ซึ่งมีฐานะเป็นบริษัทย่อยได้ยื่นแบบรายการแสดงข้อมูล (ไฟลิ่ง) ให้กับ ก.ล.ต.พิจารณาแล้ว โดย PRI ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น หรือโฮลดิ้งคอมปานี ที่ประกอบธุรกิจการให้บริการแก่กลุ่มลูกค้าอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มลูกค้าที่เกี่ยวเนื่องแบบครบวงจร
อีกทั้งมีข่าวว่าทาง ORI เตรียมที่จะ Spin-Off บริษัทวัน ออริจิ้น จำกัด ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ในเครือของ ORI โดยปัจจุบันดำเนินธุรกิจ เช่น กลุ่มธุรกิจโรงแรม พัฒนาโครงการโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ โดยนักวิเคราะห์บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า ธุรกิจของ ORI มีโอกาสเกิด New-S curve
จากธุรกิจอื่นๆ เช่น ธุรกิจบริหารนิติบุคคล, sevice apartment, คลังสินค้าให้เช่า, ธุรกิจ AMC, ธุรกิจ healthcare และนายหน้าประกัน ที่จะทยอย spin-off เป็น listed company ในอนาคต ซึ่งจะเป็นการต่อยอด และพัฒนาธุรกิจเพื่อเป้าหมายที่จะมีมูลค่ามาร์เก็ตแคปรวมของกลุ่มบริษัทในเครือกว่า 1 แสนล้านบาทภายในปี 2568

