TGE เทรดวันแรก ต่ำจองเพราะภาวะตลาด ที่ปรึกษาการเงินชี้ ธุรกิจแกร่งรายได้มั่นคง เดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้ากว่า 200 เมกะวัตต์

TGE ผู้นำด้านอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนที่เป็นมิตรต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม เข้าเทรดวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดการซื้อขายที่ระดับ 1.91 บาท ลดลง 4.5% จากราคาไอพีโอที่ 2 บาท โดยที่ปรึกษาการเงินมองว่า จุดเด่นของ TGE นั้นมีความสามารถในการทำกำไรในระดับสูง มีรายได้ที่มั่นคงไม่กระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งประเด็นราคาหุ้นไม่เกี่ยวกับผลประกอบการที่บริษัทมีความมั่นใจมาร์จิ้นมีความสม่ำเสมอ และแผนการเติบโตของบริษัทมีความชัดเจน


จากราคาหุ้นที่เปิดการซื้อขายวันแรกที่ระดับดังกล่าว นางรัชดา เกลียวปฏินนท์ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ2 บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า ราคาไอพีโอบริษัทมีการกำหนดจากปัจจัยพื้นฐานในอนาคต


โดยรวมโครงการที่ COD แล้ว 3 โครงการ รวมกับโครงการที่จะเปิดดำเนินการในอนาคต โดยจุดเด่นของ TGE นั้นมีความสามารถในการทำกำไรในระดับสูง มีรายได้ที่มั่นคงไม่กระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งประเด็นราคาหุ้นไม่เกี่ยวกับผลประกอบการที่บริษัทมีความมั่นใจมาร์จิ้นมีความสม่ำเสมอ และแผนการเติบโตของบริษัทมีความชัดเจน


โดยTGE เป็นผู้ประกอบธุรกิจพลังงานทดแทนชั้นนำที่มีศักยภาพการเติบโตที่ดีในระยะยาว จากกลยุทธ์ขยายธุรกิจที่ชัดเจน โดยมุ่งมั่นพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการแสวงหาโอกาสในธุรกิจพลังงานทางเลือกใหม่ๆ เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ประกอบกับรากฐานธุรกิจอันแข็งแกร่ง ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงและมีความมั่นคงทางด้านวัตถุดิบที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า จึงมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งมาโดยตลอด และมีอัตรากำไรสุทธิที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง


นายพงศ์นรินทร์ วนสุวรรณกุล ประธานกรรมการบริหารและกรรมการ บริษัท ท่าฉาง กรีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TGE  กล่าวว่า บริษัทมีความเชื่อมั่นบริษัทอยู่บนพื้นฐานของความมั่นคง มีผลประกอบการที่ดี มีอนาคตที่สดใส มีแผนงานที่ชัดเจน และไม่ใช่มือใหม่ในวงการพลังงาน


จากราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงนั้น บริษัทต้องยอมรับว่าอาจจะเป็นไปตามสภาวะตลาด แต่บริษัทมีความมั่นใจในหุ้นของบริษัท เพราะเป็นหุ้นที่มั่งคงแข็งแรง มีรายได้ที่มั่นคง มีแผนการเติบโตที่ชัดเจน ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว รวมทั้งยังมองว่าสภาวะเศรษฐกิจไม่มีผลกระทบต่อการเติบโตของบริษัทอีกด้วย


สำหรับแผนการเติบโตปี 65 มีสัญญาขายไฟฟ้าส่วนเพิ่มที่เป็นสัญญาระยะสั้นกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเพิ่มอีก 6 เมกะวัตต์สำหรับโรงไฟฟ้าที่ 3 จึงเชื่อว่ารายได้ปี 2565 จะเติบโตอย่างแน่นอนเมื่อเทียบกับปี 2564 ประกอบกับรายได้จากการขายไอน้ำคาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกด้วยวางเป้าปี 65 ที่ระดับ 100 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นอัพไซต์ส่วนเพิ่มจากโรงไฟฟ้าที่ COD ไปแล้ว นอกจากนี้ยังมีการขายไฟฟ้าให้กับกลุ่มท่าฉางอุตสาหกรรม โดยสัญญาจากเดิม 3 เมกะวัตต์ มีการเพิ่มเป็น 6 เมกะวัตต์ อีกด้วย


โดยปี 2565-66  การเติบโตของรายได้ บริษัทจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายไฟฟ้าแบบเต็มปี โดยจะมีการขายไอน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ในปี 2565 โรงไฟฟ้าชีวมวลโรงที่ 3 จะมีการรับรู้แบบเต็มปีในปี 2565 หลังจากที่เปิด COD ในช่วงปี 2564 ที่ผ่านมา


ขณะที่บริษัทฯ มีเป้าหมายระยะยาวที่จะเพิ่มกำลังการผลิตติดตั้งของโรงไฟฟ้าทั้งหมด ซึ่งรวมโครงการที่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) และโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา เป็นมากกว่า 100 เมกะวัตต์ (MW) ภายในปี 2570 และเพิ่มเป็นมากกว่า 200 MW ภายในปี 2575 เน้นการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ที่สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐซึ่งจะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังน้ำ พลังงานชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และพลังงานจากขยะ พร้อมต่อยอดธุรกิจไปยังพลังงานทางเลือกใหม่ๆ ที่มีศักยภาพทั้งในและต่างประเทศ โดยแสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจที่สามารถสร้างการเติบโตและผลกำไรอย่างยั่งยืน ตลอดจนนำเทคโนโลยีด้านพลังงานที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


นอกจากนี้บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศ โดยมองในประเทศที่มีศักยภาพ เบื้องต้นจะมุ่งเน้นไปยังประเทศเพื่อนบ้านก่อน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจนได้


ดร.ศักดิ์ดา ศิริภัทรโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ท่าฉาง กรีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TGE กล่าวว่า ปัจจุบัน บริษัทฯ มีโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล ที่เปิด COD แล้ว 3 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 29.7 MW และมีโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนที่อยู่ระหว่างพัฒนา 3 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 22 MW ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าขยะชุมชน TES SKW จ.สระแก้ว จำนวน 8 MW โรงไฟฟ้าขยะชุมชน TES RBR จ.ราชบุรี จำนวน 8 MW และโรงไฟฟ้าขยะชุมชน TES CPN จ.ชุมพร จำนวน 6 MW โดยทั้งหมดได้รับคัดเลือกจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ออกประกาศรับซื้อไฟฟ้าแล้ว คาดว่าจะ COD ภายในปี 2567 ทำให้บริษัทฯ จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งเพิ่มเป็น 51.7 MW


อีกทั้งมีแผนเตรียมเข้าประมูลโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนกับ อปท. อีก 4 โครงการ ได้แก่ โรงไฟฟ้าขยะชุมชน TES PRI จ.ปราจีนบุรี, โรงไฟฟ้าขยะชุมชน TES CNT จ.ชัยนาท, โรงไฟฟ้าขยะชุมชน TES UBN จ.อุบลราชธานี และโรงไฟฟ้าขยะชุมชน TES TCN จ.สมุทรสาคร คาดว่าหากได้รับคัดเลือก จะสามารถเปิด COD ได้ในปี 2568 ซึ่งหากเป็นไปตามแผนงานที่ตั้งเป้าไว้จะทำให้มีกำลังผลิตติดตั้งรวมในอีก 3 ปีข้างหน้า เพิ่มเป็นประมาณ 90 MW และบริษัทฯ ยังคงแสวงหาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการเข้าลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่จะเพิ่มกำลังผลิตให้ได้มากกว่า 200 MW

This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”

Most Viewed
Fun of Funds
“UGFT” กระจายลงทุนทั่วโลก… ตอบโจทย์ “การสร้างความมั่งคั่ง” ระยะยาว !!!
เมื่อ 22 ชั่วโมงที่แล้ว
Sustainability
“การลงทุน” เพื่อรับมือกับ “Climate Risk”… คือ “การลงทุนเพื่อปกป้องมูลค่าของธุรกิจ” !!!
เมื่อ 15 ชั่วโมงที่แล้ว
Wealth EZ
กรณีศึกษา: เรื่องต่อไปที่ “เนเน่” ต้องตัดสินใจ !!!
เมื่อ อีก 8 ชั่วโมง
Fun of Funds
“บลจ.” 1H26 “สุดปัง” กำไรพุ่ง +30.83%... “บลจ.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์” แชมป์กำไรโตสุด +1,150.34% “บลจ.เอ็กซ์สปริง” ขาดทุนเพิ่มมากสุด -368.01% “บลจ.กสิกรไทย” แชมป์กำไรมากสุด 1.8 พันลบ. !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Banking
โครงการ ไฟ-ฟ้า โดย มูลนิธิทีทีบี รับมอบเงินสนับสนุนจาก บลจ. อีสท์สปริง (ประเทศไทย) ร่วมจุดประกายพลังสร้างสรรค์ของเยาวชน
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us