นักวิเคราะห์กำลังปรับเป้าหมายดัชนี เมื่อกำไรไตรมาส 2 ดีกว่าที่คิดไว้ก่อนหน้านี้
นักวิเคราะห์หลายแห่งเริ่มออกมาปรับประมาณการเป้าหมาย SET Index สิ้นปี 2565 กันแล้ว หลังจากที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2/65 ที่ประกาศออกมานั้นทำได้กว่า 3.48 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการตลาดหุ้นของไทย
ดังนั้นเองจึงส่งผลให้นักวิเคราะห์ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิงวดสิ้นปี 65 เพิ่มขึ้น และส่งผลให้นักวิเคราะห์ปรับเพิ่ม EPS หรือกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการสะท้อนของผลกำไรบริษัทจดทะเบียนในหมวดธุรกิจพลังงานที่ปรับเพิ่มขึ้น จึงทำให้ได้เป็นเป้าหมาย SET Index สูงสุดอยู่ที่ 1,690 จุด ถึง 1,730 จุด
โดยรายงานจากบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า หลังการประกาศงบไตรมาส 2/65ซึ่งสร้าง New High ที่ 3.48 แสนล้านบาท ฝ่ายวิจัยได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนปี 2565 จาก 1.04 ล้านล้านบาท เป็น 1.13 ล้านล้านบาท คิดเป็น EPS อยู่ที่ 94.30 บาท/หุ้น
ทั้งนี้จากมุมมองที่เห็นว่าระดับความเสี่ยงของตลาดหุ้นไทย จากนี้ไป เมื่อเทียบกับช่วง 8 เดือนแรกของปี 2565 ลดระดับลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ทิศทางผลประกอบการที่กลับมาเติบโต รวมถึงเงินเฟ้อ และการเดินนโยบายการเงินตึงตัว
ผลดังกล่าวทำให้เราปรับเป้าหมาย Market Earning Yield Gap เข้าสู่ภาวะปกติที่ 4.2% ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี จากเดิม 4.4% ผลการปรับเปลี่ยนทั้ง 2 ส่วนดังกล่าวทำให้เป้าหมาย SET Index ใหม่ถูกกำหนดที่ 1,730 จุด
ขณะที่ทางด้านของบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยข้อมูลว่า กำไรสุทธิไตรมาส 2/65ของบริษัทใน SET Index อยู่ที่ 3.50 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% ถ้าอิงจากการ Preview ของเราพบว่า 78% ออกมาตามคาดหรือดีกว่าคาด และ 22% ออกมาแย่กว่าคาด
โดยผลจากกำไรไตรมาส 2/65 ที่ดีกว่าคาดมาก เพราะผลประกอบการจากกลุ่มพลังงานที่ดีกว่าคาด ทำให้เราปรับคาดการณ์ EPS ปีนี้ขึ้น 10% จากเดิมที่ 88 บาท/หุ้น เป็น 97 บาท/หุ้นและปรับเป้าหมาย SET Index ปีนี้ขึ้นเป็น 1,690 จุด จากเดิม 1,650 จุด อิง PE Multiplier ที่ 17.40 เท่า เทียบเท่าค่าเฉลี่ย 10 ปีย้อนหลัง +0.5 S.D. ซึ่งผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ฟื้นตัวดีต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน EPS ของ Bloomberg Consensus ที่ถูกปรับขึ้นเป็น 103.85 บาทหุ้น จากไตรมาสก่อนที่ 97.50 บาทหุ้นส่งผลให้ Current Eaming Yield Gap เพิ่มขึ้นเป็น 3.83% สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ 3.69% ทำให้เราคาดว่าปัจจัยด้าน Eaming Momentum จะหนุนให้กระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง
ทั้งนี้แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/65 จะชะลอตัวจากไตรมาส 2/65 จากกำไรของกลุ่มพลังงานที่อ่อนตัวลง ตามทิศทางราคาน้ำมันและคำการกลั่น แต่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จะโตสูงจากฐานที่ต่ำในไตรมาส3/64 เพราะผลจากการ Lockdown ในช่วงที่ COVID-19 สายพันธุ์เดลต้าระบาดอย่างหนัก
ส่วนแนวโน้มไตรมาส 4/65 คาดยังเห็นการเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนต่อเนื่อง จากการฟื้นตัวของกลุ่ม Reopening ที่เข้าสู่ High Season แต่อัตราเร่งการเติบโตจะเริ่มชะลอ เพราะฐานปีก่อนที่กลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในช่วงไตรมาส 4/65 ซึ่งหุ้นที่คาดว่าผลประกอบการยังมีแนวโน้มเติบโตดีในครึ่งปีหลังเช่น KBANK, BBL, SHR, CPALL, M, PLANB, RATCH, HUMAN

