Official Update :

ไทยออยล์ ปรับโครงสร้างการเงินครั้งสำคัญ เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจพลังงานและเคมีภัณฑ์

เครื่องมือทางการเงินถือว่ามีส่วนสำคัญในการที่บริษัทจะพัฒนาและต่อยอดโอกาสที่มี เพื่อสร้างการเติบโตในอนาคต ซึ่งรูปแบบของการปรับโครงสร้างทางการเงิน ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยสนับสนุนแผนกลยุทธ์ และกำหนดทิศทางการเติบโตให้กับองค์กร อย่าง บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP บริษัทชั้นนำด้านพลังงานของไทย  ได้ปรับโครงสร้างการเงินเพื่อต่อยอดธุรกิจรองรับการเติบโตในอนาคต


โดยที่ผ่านมา ไทยออยล์ มีการปรับพอร์ตการลงทุนโดยประกาศเข้าร่วมลงทุนในบริษัท PT Chandra Asri Petrochemical Tbk (CAP) ประเทศอินโดนีเซีย ผ่านบริษัทย่อยที่จัดตั้งขึ้นใหม่ PT TOP Investment Indonesia โดยจะเข้าถือหุ้น CAP ที่สัดส่วน 15.38% มีมูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 1,183 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 39,000 ล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ของไทยออยล์


‘การเข้าลงทุนครั้งนี้ของไทยออยล์ ก่อให้เกิดประโยชน์ในหลายส่วน และต่อยอดการเติบโตในตลาดปิโตรเคมี ทั้งการได้ร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ CAP และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ชั้นนำในภูมิภาคอาเซียน


การลงทุนครั้งใหญ่ ทำให้ไทยออยล์ต้องปรับตัวเองให้แข็งแรงเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น พร้อมแสวงหาโอกาสใหม่ที่จะเติบโตต่อไป ไทยออยล์จึงมีแผนปรับโครงสร้างทางการเงินระยะยาว ด้วยการเพิ่มทุนจดทะเบียน และการปรับลดสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ซึ่งวัตถุประสงค์หลักเพื่อนำเงินที่ได้รับไปชำระคืนเงินกู้ยืมระยะสั้น (Bridging Loan) จากการเข้าลงทุนใน PT Chandra Asri Petrochemical Tbk (CAP) รวมถึงรองรับการลงทุนขยายธุรกิจในอนาคต


ไทยออยล์ มีแผนออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวนไม่เกิน 275,120,000 หุ้น แบ่งเป็นการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไป (Public Offering: PO) จำนวนไม่เกิน 239,235,000 หุ้น ซึ่งรวมการเสนอขายหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของ ไทยออยล์ตามสัดส่วนการถือหุ้น สัดส่วนไม่น้อยกว่า 80% ของหุ้นสามัญทั้งหมดที่ออกและเสนอขายในครั้งนี้


อีกทั้งอาจพิจารณาจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อรองรับการใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน โดยผู้จัดหาหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment Agent) เพื่อรองรับกระบวนการจัดสรรหุ้นส่วนเกินกว่าจำนวนที่จัดจำหน่าย จำนวนไม่เกิน 35,885,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 15% ของจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดที่เสนอขายในครั้งนี้ ในกรณีที่มีผู้จองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนเกินกว่าจำนวนที่เสนอขาย


นอกจากนี้ ไทยออยล์ยังได้ขายหุ้นสามัญของ GPSC จำนวนทั้งสิ้น 304,098,630 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10.78% เป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 22,351 ล้านบาท ให้แก่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT และ/หรือ บริษัท สยาม แมนเนจเม้นท์ โฮลดิ้ง จำกัด (SMH)



ไทยออยล์จะแข็งแรงขึ้นเมื่อผ่านการปรับโครงสร้าง

เมื่อถามว่าหลังจากที่ ไทยออยล์ ปรับโครงสร้างทางการเงินแล้ว จะส่งผลอย่างไร และ จะได้อะไร คำตอบคือ สิ่งที่ ไทยออยล์จะได้หลังจากดำเนินการปรับโครงสร้างทางการเงินระยะยาวแล้ว อย่างแรกคือ ไทยออยล์จะได้รับเงินจากการเพิ่มทุนที่เสนอขายให้กับนักลงทุนทั่วไปและผู้ถือหุ้นเดิม ซึ่งไทยออยล์จะนำเงินที่ได้ไปชำระคืนหนี้เงินกู้ระยะสั้นให้กับ PTT และสถาบันการเงิน จากการเข้าลงทุนใน PT Chandra Asri Petrochemical Tbk (CAP) ในช่วงไตรมาส 3/64 ที่ผ่านมา


อย่างที่สอง จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างทางการเงินของไทยออยล์เนื่องจากจะส่งผลให้อัตราส่วนระหว่างหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net Debt-to-Equity Ratio: D/E) ปรับลดลงน้อยกว่าหรือเท่ากับ 1 เท่า ขณะเดียวกันจะคงอันดับความน่าเชื่อถือด้านเครดิต (Credit Rating) ให้อยู่ในเกณฑ์กลุ่มระดับลงทุน (Investment Grade) นอกจากนี้ยังช่วยให้ไทยออยล์มีความคล่องตัวมากขึ้นในการดำเนินธุรกิจ สามารถเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีความยั่งยืน ทั้งในธุรกิจหลักอย่างธุรกิจการกลั่นน้ำมันและปิโตรเลียม รวมถึงการขยายโอกาสไปยังธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจใหม่ที่เป็น New S-Curve



ไทยออยล์กำลังเดินหน้าสู่
‘High Value Product’

สำหรับการเพิ่มทุนและการจำหน่ายหุ้น GPSC ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนปรับโครงสร้างทางการเงิน เพื่อรองรับโอกาสการเติบโตตามกลยุทธ์ในระยะยาว ด้วยการต่อยอดความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพยิ่งขึ้น ทำให้โครงสร้างธุรกิจของทางไทยออยล์ มีความสมบูรณ์และหลากหลายยิ่งขึ้น เพื่อก้าวสู่เป้าหมายการเป็นผู้นำในธุรกิจพลังงานและเคมีภัณฑ์ที่ยั่งยืน โดยเน้นเพิ่มสัดส่วนกำไรจากธุรกิจปิโตรเคมี และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Product) ประกอบกับยังมีสัดส่วนกำไรจากธุรกิจไฟฟ้า และธุรกิจอื่น ๆ มาสนับสนุน ซึ่งจะช่วยให้ ไทยออยล์เติบโตอย่างยั่งยืนได้ในระยะยาว



เตรียมสู่การเติบโตรอบใหม่

ทั้งนี้ ไทยออยล์เตรียมพร้อมเข้าสู่ New Round of Growth ในช่วงปี 2567-2573 ซึ่งจะเป็นช่วงที่โครงการสำคัญอย่าง โครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project (CFP)) เพิ่มกำลังการกลั่นเฉลี่ยจาก 2.75 แสนบาร์เรล/วัน เป็น 4 แสนบาร์เรล/วัน


ขณะเดียวกับที่ อุตสาหกรรมโรงกลั่นกลับมาเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิตหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ไทยออยล์จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนและมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นพร้อมเดินหน้าสู่การเติบโตครั้งใหม่ ถือว่าเป็นการสานต่อรากฐานที่มั่นคงจากธุรกิจด้านการกลั่นน้ำมันไปสู่ธุรกิจปิโตรเคมีและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง กระจายความเสี่ยงการลงทุนไปยังธุรกิจที่มีความผันผวนต่ำและลงทุนในธุรกิจใหม่ที่เป็น New S-Curve ตามแนวทางการต่อยอดสู่ธุรกิจที่หลากหลายโดยอาศัยรากฐานที่แข็งแกร่งจากธุรกิจหลัก (Building on Our Strong Foundation)


นักลงทุนท่านใดสนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่งาน Retail investors roadshow ซึ่งไทยออยล์กำลังจะจัดขึ้น ในวันพุธที่ 7 กันยายน 2565 ผ่านทาง Facebook Live 2 เพจ คือ Wealthy Thai และ Thaioil