Official Update :

TOP เปิดให้รายย่อยจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน 9-16 ก.ย. ช่วงราคาขาย 52 – 54 บาทจองซื้อผ่าน 5 โบรกเกอร์ ชี้การเพิ่มทุนช่วยสร้างการเติบโตรอบใหม่

TOP เปิดให้นักลงทุนทั่วไปจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนวันที่ 9-16 ก.ย.นี้ กับโบรกเกอร์ 5 ราย หลังล่าสุดเคาะช่วงราคาเสนอขาย 52-54 บาทต่อหุ้น คาดเคาะราคาสุดท้ายวันที่ 20 ก.ย.นี้ หวังนำเงินส่วนหนึ่งชำระคืนเงินกู้ระยะสั้น จากการลงทุนธุรกิจโอเลฟินส์ใน CAP ซึ่งช่วยลด D/E ให้น้อยกว่า 1 เท่า และรักษาอันดับความน่าเชื่อถือด้านเครดิต โชว์ศักยภาพธุรกิจโรงกลั่นชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รุกสร้างการเติบโตครั้งใหม่ สู่ผู้นำในธุรกิจพลังงานและเคมีภัณฑ์ที่ยั่งยืน


นายธนิก ธราวิศิษฏ์ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Banking and Capital Markets ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และตัวแทนบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (เดิมชื่อ บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด) ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กล่าวว่า แผนการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ TOP ได้กำหนดช่วงราคาเสนอขายเบื้องต้นที่ 52.0 – 54.0 บาทต่อหุ้น


โดยจะจัดสรรเพื่อเสนอขายแก่ประชาชน จำนวนไม่เกิน 192,307,693 หุ้น ซึ่งรวมจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมไม่ต่ำกว่า 80% ของจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดที่เสนอขายครั้งนี้ และอาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment Shares) คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 15% ของจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดที่เสนอขายครั้งนี้ โดยไทยออยล์จะพิจารณาการจัดสรรให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ และแผนการปรับโครงสร้างเงินทุนของ TOP


สำหรับผู้ถือหุ้นเดิมที่ได้รับสิทธิจองซื้อหุ้น สามารถจองซื้อตามสิทธิที่ได้รับจัดสรร หรือเกินกว่าสิทธิที่ได้รับจัดสรร (ไม่กำหนดจำนวนจองซื้อสูงสุด) หรือน้อยกว่าสิทธิที่ได้รับจัดสรรก็ได้ ผ่านช่องทางออนไลน์ที่ https://ero.scbs.com หรือสำนักงานใหญ่ของบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (เดิมชื่อ บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด) ในฐานะตัวแทนรับจองซื้อหุ้น ตั้งแต่ 9 – 16 กันยายนนี้ โดยศึกษารายละเอียดการจองซื้อตามเอกสารที่ได้จัดส่งให้ผู้ถือหุ้นเดิมที่ได้รับสิทธิ


ทั้งนี้ สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่สนใจ สามารถจองซื้อผ่านผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (เดิมชื่อ บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด), บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งแต่ 9 – 16 ก.ย.นี้ ซึ่งโครงสร้างการเพิ่มทุนได้พิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ที่สำคัญ ทั้งสัดส่วนผู้ถือหุ้นเดิม การเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่บางส่วนได้ร่วมลงทุน และการดำเนินธุรกิจที่มีข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขันหลายด้าน


ขณะเดียวกันผลกระทบของราคาหุ้นที่จะเกิดขึ้นสำหรับผู้ถือหุ้น (Dilution Effect) ภายหลังจากการเพิ่มทุน จะอยู่ในระดับต่ำกว่า 2% หลังจากที่สัดส่วนการหุ้นเพิ่มทุนที่ออกมาใหม่นั้นมีสัดส่วน แค่ 9.5-9.8% ของหุ้นเดิมของ TOP อีกทั้งมั่นใจว่าการเพิ่มทุนของ TOP ในครั้งนี้จะได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุน และคาดว่าหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ภายในช่วงเดือนก.ย.นี้


ด้านนางวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการเงินและบัญชี TOP กล่าวว่า จากแผนการขยายธุรกิจเพื่อเสริมความแข็งแกร่งรอบด้าน TOP จึงต้องเพิ่มความยืดหยุ่นให้โครงสร้างทางการเงินในระยะยาว โดยเดินหน้าแผนเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ผู้ถือหุ้นเดิมและนักลงทุนรายใหม่


สำหรับประโยชน์จากการระดมทุนครั้งนี้ TOP จะนำเงินส่วนหนึ่งไปชำระคืนเงินกู้ยืมระยะสั้น (Bridging Loan) จากการเข้าลงทุนธุรกิจโอเลฟินใน CAP ซึ่งจะช่วยลดอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (D/E) ให้น้อยกว่า 1 เท่า และรักษาอันดับความน่าเชื่อถือด้านเครดิต ให้อยู่ในเกณฑ์กลุ่มระดับลงทุน ทำให้โครงสร้างเงินทุนแข็งแกร่งและคล่องตัวมากขึ้น ทั้งนี้ ณ วันที่ 30 มิ.ย.65 มีสินทรัพย์รวม 443,278 ล้านบาท มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 40,795 ล้านบาท และ D/E อยู่ที่ 1 เท่า


ทั้งนี้คาดการณ์ว่าจะได้รับเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนในครั้งนี้ประมาณ 1.15 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะนำเงินที่ได้ไปชำระคืนวงเงินกู้ระยะสั้นกับสถาบันการเงิน และคาดการณ์ว่าจะสามารถช่วยลดดอกเบี้ยจ่ายให้กับ TOP ได้ประมาณ 200 ล้านบาท


ขณะที่ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะเติบโตได้ต่อเนื่อง หลังจากที่ค่าการกลั่นยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง  แม้จะลดลงกว่าในช่วงครึ่งปีแรก ประกอบกับธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นยังเติบโตได้ดี และการบริหารจัดการต้นทุนที่ถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าค่าการกลั่น


สำหรับงบลงทุนในช่วงที่เหลือของปี 65 จะใช้เงินลงทุนกว่า 980 ล้านเหรียญหสรัฐ แบง่เป็นการลงทุนในโครงการพลังงานสะอาด CFP ประมาณ 600 เหรียญสหรัฐ และส่วนที่เหลือจะใช้ลงทุนเพิ่มในโครงการ PT Chandra Asri Petrochemical Tbk (CAP) หากทาง CAP อนุมัติการลงทุนเฟสที่ 2 ประมาณ 270 ล้านเหรียญสหรัฐ


ขณะที่ นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ TOP เปิดเผยว่า บริษัทได้วางกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเป็นผู้นำด้านพลังงานและเคมีภัณฑ์ที่ยั่งยืน จากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นหนึ่งในโรงกลั่นที่มีศักยภาพมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญเพื่อสร้างการเติบโตครั้งใหม่ (New Round of Growth) ด้วยการต่อยอดไปสู่ธุรกิจปิโตรเคมีและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง พร้อมขยายฐานลูกค้าไปยังภูมิภาคที่มีการเติบโตสูง เน้นการลงทุนในธุรกิจปลายน้ำซึ่งมีอัตรากำไรสูงรวมถึงธุรกิจใหม่ที่เป็น New S-Curve


ปัจจุบันโครงการสำคัญที่ดำเนินการอยู่ ได้แก่ การลงทุนโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project: CFP) เพื่อเพิ่มกำลังการกลั่นเป็น 400,000 บาร์เรลต่อวัน จาก 275,000 บาร์เรลต่อวัน สามารถรับน้ำมันดิบชนิดหนักได้มากขึ้น ตลอดจนเพิ่มคุณค่าผลิตภัณฑ์โดยเปลี่ยนน้ำมันเตาเป็นน้ำมันอากาศยานและน้ำมันดีเซล ส่งผลให้มีส่วนต่างกำไร (Margin) สูงขึ้นพัฒนาประสิทธิภาพโรงกลั่นไทยออยล์ให้อยู่ในระดับ 1st Quartile ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยคาดว่าจะสามารถทยอยเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในปี 2567 และเดินเครื่องผลิตได้เต็มรูปแบบในปี 2568


ส่วนการลงทุนธุรกิจโอเลฟินใน PT Chandra Asri Petrochemical Tbk (CAP) ผู้ผลิตปิโตรเคมีรายใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย ซึ่งตอบโจทย์การทรานฟอร์มสู่ธุรกิจเคมีภัณฑ์ที่ยั่งยืน พร้อมเปิดโอกาสการลงทุนธุรกิจอื่น ๆ ในตลาดที่มีศักยภาพ ปัจจุบัน CAP มีกำลังการผลิตรวม 4.23 ล้านตันต่อปี


และอยู่ระหว่างพิจารณาการลงทุนโครงการ CAP2 ภายในปีนี้ เพื่อขยายกำลังการผลิตอีกเท่าตัวเป็น 8.10 ล้านตันต่อปี โดยหากตัดสินใจลงทุนเพิ่มเติม คาดว่าจะเริ่ม COD ตามแผนได้ในปี 2569 นอกจากนั้น TOP ยังแสวงหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจใหม่ ผ่านรูปแบบ Step Out Business และร่วมลงทุนใน CVC (Corporate Venture Capital) เน้นกลุ่มเมกะเทรนด์แห่งอนาคต ซึ่งช่วยสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน


นอกจากนี้ TOP มีแผนที่ชัดเจนว่าสัดส่วนรายได้จากการลงทุนในต่างประเทศ อยู่ที่ 33-34% ของรายได้รวมบริษัท โดยบริษัทมีแผนที่จะเข้าลงทุนในประเทศอินเดียเพิ่มเติมหลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้เข้าไปลงทุนในที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีโอกาสและศักยภาพในการเติบโต

Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่