ส่องอนาคตธุรกิจกลุ่ม CK โอกาส และแนวโน้มผลประกอบการที่กำลังเติบโต
แนวโน้มธุรกิจของหุ้นในกลุ่มช.การช่าง หรือ CK กำลังมีโอกาสที่จะเติบโตขึ้นจากการประมูลงานใหม่ของภาครัฐไม่ว่าจะเป็นงานก่อสร้างที่ CK มีโอกาสจะได้รับ หรือการเข้าประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายใหม่จาก BEM รวมถึง CKP ได้ประโยชน์จากปริมาณฝนที่ตกชุกจึงส่งผลให้ปริมาณน้ำในเขื่อนโรงไฟฟ้ามียอดจำหน่ายไฟฟ้าได้สูงขึ้น
หลังจากที่ในช่วงนี้ราคาหุ้นของกลุ่มช.การช่าง หรือ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) กำลังกลับมาได้รับความสนใจจากเหล่านักลงทุนไม่ว่าจะเป็น CK และ BEM หลังจากที่ล่าสุดมีประเด็นข่าวบวกต่อ sentiment การลงทุนกรณีที่ทางว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดซองข้อเสนอซองที่ 3 รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก
โดยพบว่า บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เสนอผลประโยชน์สุทธิดีกว่ากลุ่ม บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ดังนั้น BEM จึงเป็นผู้ชนะในการประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม
สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ จะนำผลการประมูลดังกล่าวเสนอต่อคณะกรรมการ รฟม. จากนั้นจะเสนอต่อกระทรวงคมนาคม เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป ซึ่งคาดว่าจะเข้าครม.ได้ในปลายปี 65 และจะสามารถเซ็นสัญญากับ BEM ได้ภายในสิ้นปี 65 เช่นกัน
ทั้งนี้นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) มีมุมมองเชิงบวก ต่อการที่ BEM เป็นผู้ชนะประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม (บางขุนนนท์-มีนบุรี) คาดเพิ่มมูลค่าราคาเป้าหมาย ปี 66 หุ้น BEM อีก 1.35 บาท เป็น 11.05 บาท ซึ่งคงคำแนะนำ “ซื้อ” อย่างไรก็ดี ยังมีประเด็นต้องติดตาม คือ คดีที่ BTS ฟ้อง รฟม.เกี่ยวกับการประมูลยังไม่ถึงที่สิ้นสุด และประเด็นเกี่ยวกับคุณสมบัติผู้เข้าร่วมประมูล
ด้าน บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า รฟม. เร่งกระบวนการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม และ กลุ่ม BEM ชนะประมูลตามคาด ในขณะเดียวกัน การประมูลรอบนี้ ดูเหมือนจะเป็นเพียงส่วนของโครงการทางฝั่งตะวันตกจากศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยไปถึงบางขุนนนท์ แต่ผู้ชนะการประมูลจะได้เดินรถสายสีส้มเต็มสายจากบางขุนนนท์ถึงมีนบุรี
BEM จะเป็นผู้เดินรถ คาดว่า IRR ของโครงการนี้จะอยู่ที่ 8.5% และ net NPV จะอยู่ที่ 1.55 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้มูลค่าของ BEM เพิ่มขึ้น 1 บาท/หุ้น ซึ่งใช้สมมติฐานแบบอนุรักษ์นิยมว่าจำนวนผู้โดยสารในช่วงที่เริ่มเปิดดำเนินการจะอยูที่ 200,000 คน/วันในปี 2570 และจะเพิ่มเป็น 900,000 คน/วันในช่วงท้ายสัมปทานในปี 2600 (สัมปทาน 30 ปี)
ทั้งนี้ บริษัทยังไม่ได้เปิดเผยประมาณการทางการเงิน และ IRR ของโครงการนี้ ดังนั้น ถ้าหาก IRR หรือสมมติฐานใดสูงกว่าที่เราคาดไว้ก็อาจจะทำให้ประมาณการของเรามี upside เพิ่มอีก
คงคำแนะนำ “ซื้อ” และปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 11.50 บาท จากการนำมูลค่าที่เพิ่มขึ้น 1 บาท/หุ้นจากการชนะประมูลสายสีส้มเข้ามารวมด้วย เราชอบ BEM เพราะบริษัทไม่มีประเด็นน่าห่วงด้านกฎเกณฑ์ทางการ และ ผลประกอบการมีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจนจากปริมาณการจราจรที่เพิ่มขึ้นหลัง Covid-19
ขณะที่ CK บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่า มีประเด็นบวก จากผลการประมูลรถไฟฟ้าสีส้มอย่างไม่เป็นทางการที่ BEM ชนะ ทำให้ CK มีโอกาสได้งานรับเหมาฯฝั่งตะวันตกและคาดหนุน Backlog ทะลุ 1 แสนล้านบาท รองรับการเติบโตระยะยาวและหนุนธุรกิจรับเหมาฯเป็นขาขึ้น คาดกำไรปกติปี 65 จะเติบโต 8% จากปีก่อน และเร่งตัวขึ้นแป็นเติบโต 64% ในงวดปี 66 แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 25 บาท
ส่วน บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส ( ประเทศไทย ) จำกัด มองว่า การที่ CK ได้งานสายสีส้ม เพิ่ม Backlog ได้มาก งานรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก แบ่งเป็นงานโยธา 96,000 ล้านบาท และงานวางระบบ 31,000 ล้านยาท จากที่มีงานในมือ 59,700 ล้านบาท
อีกทั้ง มีโอกาสจะได้งานโรงไฟฟ้าหลวงพระบาง 85,000 ล้านบาท ข้อดีคือ ราคาเหล็กที่อ่อนลง,ปัญหาขาดแคลนแรงงานคลี่คลาย ซึ่งจะต่อยอดการเติบโตในระยะยาวต่อไป คาดกำไรสุทธิปี 65 ฟื้นตัว 247% และเติบโตต่อ 41% ในปี 66 ให้ราคาพื้นฐาน 25 บาท
นอกจากนี้ CKP ยังถือเป็นอีกหุ้นในกลุ่มช.การช่าง ที่จะได้ประโยชน์ในช่วงหลังจากที่ปริมาณฝนตกชุก จึงส่งผลให้ปริมาณน้ำในเขื่อนมีมากขึ้น และทำให้โรงไฟฟ้าสามารถขายไฟได้เพิ่มขึ้น โดยบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า งวดไตรมาส 3/65 ของ CKP จะเป็นช่วงที่กำไรมากที่สุดของปี และทำให้ปี 65 กำไรจะเติบโต
โดยช่วงไตรมาส 3/65 ซึ่งเป็นช่วงหน้าฝนและปีนี้ฝนตกมากกว่าปกติ โรงไฟฟ้าน้ำงึมสองได้แจ้งขายไฟ ไว้ที่ 555GWh เพิ่มขึ้น 42% จากไตรมาส 2/65 แต่ลดลง 1% จากปีก่อน ส่วนโรงไฟฟ้าไซยะบุรี คาดไตรมาส 3/65 จะมีปริมาณขายไฟเพิ่มขึ้น 2,589 GWh เพิ่มขึ้น 17% จากไตรมาส 2/65 และเพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน
ส่วนโรงไฟฟ้าอื่นๆ คือ โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น (BIC) และ โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ บางเขนชัย (BKC) สมมติให้ขายไฟใกล้เคียงเดิม ดังนั้นในไตรมาส 3/65 เราประเมินกำไรจะสูงสุดของปีนี้ประมาณ 1,200 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถทำได้ใกล้เคียงปีก่อน และทั้งปีจะมีกำไรปกติที่ทำสถิติ รวมปี2565คาดกำไร 2,300 ล้านบาท

