GULF กำลังจะโชว์ฟอร์มอย่างโดดเด่น 4 โบรเกอร์ ชั้นนำอัพราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นอีก
GULF หรือ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กำลังจะโชว์ฟอร์มอย่างโดดเด่น รวมทั้งยังมีการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เป็นเหตุทำให้นักวิเคราะห์ต่างพาเหรดปรับเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นจากเดิมอีกด้วย หลังจากมีการประกาศลงทุนโครงการขนาดใหญ่ที่สหรัฐอเมริกา
โดยเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า GULF ได้ส่งบริษัทย่อย Gulf Energy USA ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้น กับกลุ่ม J-POWER เพื่อซื้อหุ้นในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson ขนาดกำลังการผลิต 1,200 เมกะวัตต์ ในสัดส่วน 49% หรือคิดเป็นมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้นกว่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 15,000 ล้านบาท) คาดเข้าถือหุ้นอย่างเป็นทางการภายในเดือนธันวาคม 2565
บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า หากรวมโครงการ Jackson จะทำให้ GULF มีกำลังการผลิตติดตั้งทั้งหมด ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 15,868 MW ใน 5 ประเทศ คือ ประเทศไทย (16,630MW) เวียดนาม (247MW) เยอรมัน (465MW) โอมาน (326MW) และ สหรัฐฯ (1200MW) หากคิดตามสัดส่วนการถือหุ้นจะอยู่ที่ 8,678 MWe โอกาสของการเติบโตของจำนวน MW ของ GULF
นอกเหนือจากแผน PDP ไทยและเวียดนามที่มีขนาดตลาดรวมกันคาดว่าาจะสูงถึง 40,000MW ยังมีโอกาสจากประเทศในกลุ่มตะวันตกทั้งในสหรัฐฯ และยุโรป เนื่องจากมีพันธมิตรระดับโลกจำนวนมาก และทั่วโลกมีแนวโน้มของการเพิ่มจำนวนโรงไฟฟ้าแบบพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นเพื่อลดปริมาณคาร์บอน และลดความเสี่ยงเรื่องการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติมากเกินไป ทำ ให้มีโอกาสในการได้โครงการใหม่เข้ามาต่อเนื่อง
ปัจจุบัน GULF อยู่ระหว่างการเจรจาและศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการพลังงานหมุนเวียน และโครงสร้างพื้นฐานในสหรัฐฯ เพิ่มเติม โดยคาดว่าขนาด MW ของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจะใกล้เคียงกับโครงการ Jackson
ทั้งนี้คาดว่าการซื้อหุ้นของ Jackson จะแล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค. 2565 และรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมได้เต็มปีในปี 2566 ทำให้คาดว่าหลังจากที่กำไรปกติไตรมาส 4/65 จะทำระดับสูงสุดใหม่แล้ว กำไรปกติในไตรมาส 1/66 จะทำกำไรสูงสุดได้ต่อเนื่อง และทำให้ประมาณการกำไรปี 2566 หลังภาษีเพิ่มขึ้นจากเดิม 16% เป็น 18,900 ล้านบาท เติบโต 30.1%จากปีก่อนหน้า
และราคาเป้าหมายสิ้นปี 2566 เพิ่มขึ้นเป็น 66.00 บาท จากเดิม 59.00 บาท คงคำแนะนำ ซื้อ แม้ว่าราคาหุ้นปรับขึ้นค่อนข้างมากในสัปดาห์ที่ผ่านมาแต่ด้วยผลตอบแทนจากโครงการ Jackson ดีกว่าที่ฝ่ายวิจัย และตลาดคาดค่อนข้างมากทำให้ PER66 ลดลงเหลือ 35.1 เท่า
ส่วนมุมมองบล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุว่า ผู้บริหารกล่าวว่าโครงการนี้จะสร้างกำไรปีละประมาณ 5-6 ล้านบาท/MW หรือ 3-3.5 พันล้านบาท (อ้างอิงสัดส่วนการถือหุ้น 49%, 588 MW) โดยอิงกับราคาก๊าซ 7 ดอลลาร์สหรัฐ/ล้านบีทียู หากราคาก๊าซเพิ่มขึ้้น กำไรและผลตอบแทนจากการลงทุนจะปรับขึ้นได้อีก ประเมินมูลค่าส่วนเพิ่มจากการลงทุนครั้งนี้ได้ที่ 1.4 บาท/หุ้น อ้างอิงอายุโครงการ 40 ปี และ EIRR 15%
แนะนำ OUTPERFORM ปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นที่ 63 บาท ประกอบด้วยมูลค่าของกำลังการผลิตที่ยืนยันแล้ว บวกกับมูลค่าของ INTUCH และ SPCG ซึ่่งอิงกับราคาเป้าหมายของ consensus โดยที่ยังไม่รวมโอกาสใหม่ๆ ในธุรกิจดิจิทัล และโครงการ Jackson Generation
ด้านมุมมองบล.หลักทรัพย์ เคจีไอ ระบุว่า แนะนำ ซื้อ และเพิ่มราคาเป้าหมาย DCF เป็น 60 บาท (เดิม 57 บาท) ยังคงเลือก GULF เป็นหุ้นเด่น โดยคาดว่าหุ้นจะยังคง outperform หุ้นในกลุ่ม และมองเห็น upside ราว 3 บาท/หุ้น จากความเป็นไปได้ 100% ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำสามโครงการ จากปัจจุบันที่ฝ่ายวิจัยใส่ไว้ในประมาณการ 80%
ปรับเพิ่มกำไรปี 2565 ขึ้นอีก 3-8% เพื่อสะท้อนถึงกำไรของ Jackson Generation (1.5-2 พันล้านบาทต่อปี) โดยอิงจาก EIRR ของโครงการที่ 18%, สัดส่วน D/E ที่ 1:1, อายุของ PPA ที่ 40 ปี, capacity factor ที่ 85%, AF ที่ 95% และ สัดส่วนการถือครองหุ้นใน BKR2 ที่ลดลง (เหลือ 25% จากเดิม 50%)
ทั้งนี้คาดว่ากำไรสุทธิในปี 2565-2567 จะโตถึง 28% CAGR ซึ่งสูงกว่าของหุ้นอื่นในกลุ่ม ในขณะเดียวกันยังคาดว่าผลการดำเนินงานของ GULF ในครึ่งหลังปี 65 จะออกมาน่าประทับใจด้วยเช่นกัน
และบล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า คงคำแนะนำ “ถือ” และเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 49.5 บาท จากการธุรกรรมทั้งสอง รายการดังกล่าว (ซื้อหุ้นโครงการ Jackson และขายหุ้นBKR2) จึงเพิ่มราคาเป้าหมายตาม วิธีรวมส่วนของกิจการ (SOTP) ขึ้น3.1% เป็น 49.5 บาทจาก 48.0 บาท เนื่องจากการขายหุ้นBKR2 ลดมูลค่าของ GULF ลง 0.50 บาท และด้วย upside ที่จำกัดต่อราคาเป้าหมายใหม่ จึงคงแนะ “ถือ” อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ กำลังพัฒนาโครงการ โรงไฟฟ้าจำนวนหนึ่งและศึกษาธุรกิจที่ไม่ใช้พลังงาน เช่น โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งคาดจะส่งผลให้มี upside เพิ่มเติมและส่งเสริมการเติบโตในระยะยาว

