Official Update :

หาจังหวะเก็บ 4 หุ้นเด่น รับนักท่องเทียวต่างชาติแห่เข้าไทยไม่หยุด

จากประเด็น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รายงานสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 4,635,418 ราย โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามามากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย อินเดีย สปป.ลาว สิงคโปร์ และกัมพูชา ทั้งนี้ยังคาดว่าช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 7.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและจะสร้างรายได้ให้กับประมาณ มากกว่า 4.03 แสนล้านบาท


โดยประเด็นดังกล่าวส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวภายในประเทศ สะท้อนจากมุมมองบล.ดาโอ (ประเทศไทย) ระบุว่า  มองเป็นบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยว จากจำนวนนักท่องเที่ยวในเดือน ส.ค.65 ที่แตะระดับ 1.3 ล้านคน (ตัวเลขนักท่องเที่ยวจาก ททท. จะมากกว่าตัวเลขของกระทรวงท่องเที่ยวฯราว 50,000- 100,000 คน) ซึ่งถือว่ามีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดีตามคาด ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวใน 8 เดือนแรกปีนี้ (อิงตาม ททท.) อยู่ที่ 4.6 ล้านคน


ขณะที่ ททท. คาดจำนวนนักท่องเที่ยวในครึ่งหลังของปีนี้จะอยู่ที่ 7.5 ล้านคน (ครึ่งปีแรก 2.1 ล้านคน) ซึ่งใกล้เคียงกับที่ฝ่ายวิจัยคาดในปีนี้ที่ 10 ล้านคน (ไตรมาส 4/65 คาดจำนวนนักท่องเที่ยวเฉลี่ยจะอยู่ที่ระดับเดือนละ 1.5 ล้านคน) ซึ่งหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากมาก-น้อยเรียงตามสัดส่วนรายได้ในประเทศไทยจากมาก-น้อยคือ ERW (88%), CENTEL (80%), MINT (15%) และ SHR (5%) โดยยังให้น้ำหนักการลงทุนเป็น “มากกว่าตลาด” ชอบ ERW, CENTEL, AOT, BAFS


ซึ่งฝ่ายวิจัยชอบ CENTEL (แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 50.00 บาท) เพราะได้ประโยชน์ทั้งจากธุรกิจโรงแรมที่จะฟื้นตัวได้เร็วกว่าคาด โดยผลการดำเนินงานในครึ่งหลังปีนี้จะเห็นเป็นกำไรทุกไตรมาส ฟื้นตัวได้ดีตาม seasonal ประกอบกับธุรกิจอาหารมีการเติบโตได้ได้แม้ว่าต้นทุนวัตถุดิบจะปรับตัวเพิ่มขึ้น


ส่วน ERW (แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 4.80 บาท) ฝ่ายวิจัยชอบเพราะเป็น Pure hotel โดยคาดว่าครึ่งหลังของปีนี้จะเห็น momentum ของการฟื้นตัวได้ดีจากการเข้าสู่ช่วง High season ของไทย ซึ่ง ERW จะได้รับผลประโยชน์สูงที่สุดเพราะมีสัดส่วนโรงแรมในประเทศไทยสูงที่สุดในกลุ่มที่ 88% และมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวจีนสูงที่สุดในกลุ่มราว 15%


รวมทั้งยังชอบ AOT (แนะซื้อ ราคาเป้าหมาย 82.00 บาท) เนื่องจากจะได้ประโยชน์โดยตรงจากจำนวนผู้โดยสารที่ฟื้นตัว นอกเหนือจากกลุ่ม Tourism มองว่าปัจจัยดังกล่าวจะเป็นบวกต่อ BAFS (แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 35.00 บาท) เช่นกัน ซึ่งได้อานิสงส์จากจำนวนเที่ยวบินและปริมาณเติมน้ำมันอากาศยานที่เพิ่มขึ้น



สำรวจปัจจัยพื้นฐาน

ERW โดยบล. ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุว่า ปรับใช้ราคาพื้นฐานปี 66 ที่ 4.40 บาท/หุ้น ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ”โดยประเมินไตรมาส 3/65 จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยมากกว่า 2.7 ล้านราย และไตรมาส 4/65 ซึ่งเป็นช่วง High Season มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 4.5 ล้านราย หากเป็นไปตามคาดจะทำให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยตลอดทั้งปีเพิ่มขึ้นถึง 8-10 ล้านราย หรือคิดเป็น 25% ของช่วงก่อน Covid-19


ทำให้การดำเนินงานช่วงที่เหลือของ ERW น่าจะฟื้นตัวดีขึ้นตาม และดีกว่าทางฝ่ายคาดก่อนหน้า ภายใต้สมมุติฐานไตรมาส 3/65 คาดขาดทุนลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน ส่วนไตรมาส 4/65 คาดมีกำไรเข้ามาเล็กน้อย ทั้งนี้ ทางฝ่ายปรับประมาณการปี 65 ขึ้นเหลือขาดทุนปกติอยู่ที่ 550 ล้านบาท จากเดิมคาด 794 ล้านบาท


CENTEL โดยบล. เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุว่า คาดผลประกอบการ CENTEL จะมีแนวโน้มสดใส ทั้งจากธุรกิจอาหารที่ฟื้นตัวได้ดีและรายได้จากธุรกิจโรงแรมในประเทศไทยและมัลดีฟส์ ล่าสุด occupancy รวมในเดือนก.ค.ฟื้นตัวเด่น 57% (จาก 46% ในไตรมาส 2/65) ในขณะที่ SSSG ดีดตัวขึ้นมา 60%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (จาก 19% ในไตรมาส 2/65) ทั้งนี้ เนื่องจากธีมการลงทุนเปลี่ยนกลับมาเน้นในประเทศ ทำให้ CENTEL มีโอกาสซื้อขายในระดับ premium มากขึ้น ดังนั้น จึงปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้น CENTEL จาก ถือ เป็น ซื้อ ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 53.00 บาท


AOT โดยบล. โนมูระ พัฒนะสิน เปิดเผยว่า แนะ Trading Buy (เดิม Neutral) และปรับเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 78 บาท (เดิม 67 บาท) สะท้อนโอกาสในอนาคตจากการได้รับ 3 สนามบินภูมิภาคจาก ทย. มาบริหาร คาดผลงานฟื้นเป็นกำไรสุทธิ 9.1 พันล้านบาทในปี 66 (ต.ค.65-ก.ย.66) จากคาดขาดทุนสุทธิ 1 หมื่นล้านบาทในปี 65 (ต.ค.64-ก.ย.65) และโอกาสจากโครงการ Airport city ที่อยู่ระหว่างเตรียมโครงการ ขณะที่มีความเสี่ยงจากบริหารต้นทุนให้สอดคล้องกับรายได้ที่ฟื้นตัวของปริมาณผู้โดยสารหลังสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย


BAFS โดยบล. เคจีไอ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ขยับไปใช้ราคาเป้าหมายปี 2566 ที่ 36.50 บาท โดยยังคงคำแนะนำซื้อ จากโมเมนตัมที่แข็งแกร่งของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งนักวิเคราะห์กลุ่มท่องเที่ยวของ KGI คาดว่าจะอยู่ที่ 11 ล้านคนในปี 2565 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 25 ล้านคนในปี 2566 และเป็น 36 ล้านคนในปี 2567 นอกจากนี้ยังมองบวกกับธุรกิจการเติมน้ำมันเครื่องบินของ BAFS ซึ่งคาดว่าจะผ่านจุดคุ้มทุนที่ 8.3 ล้านลิตรต่อวันไปได้ตั้งแต่เดือนส.ค.เป็นต้นไป


This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”