Official Update :

หุ้นไทยแกร่งลบน้อยกว่าหุ้นเอเชีย ชี้ 3 ปัจจัยเด่นดึงเงินไหลเข้า เชื่อแนวรับ 1,600 จุดเอาอยู่

เงินเฟ้อเดือนส.ค. 65 ของสหรัฐฯ ออกมาที่ 8.3% สูงกว่าที่ Consensus คาดที่ 8.1% ทำให้เกิด Panic Sell ในตลาดหุ้นสหรัฐปรับลดลง 4- 5% และส่งผลกระทบไปยังตลาดหุ้นอื่นๆ รวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย แต่ในมุมมองของนักวิเคราะห์ ตลาดหุ้นยังแข็งแรงและมีปัจจัยบวกที่ช่วยดึงดูดฟันด์โฟลว์อยู่


คุณภราดร เตียรณปราโมทย์ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐเดือน ส.ค.65 ออกมาที่ 8.3% แม้ว่าจะลดลงจากเดือน ก.ค.65 ที่ 8.5% แต่มากกว่าตลาดคาดไว้ที่ 8.1% นอกจากนี้ตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI ไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน) เพิ่มขึ้น 6.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และ 0.6% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าที่คาดไว้ที่ระดับ 0.3% และเป็นการกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง หลังชะลอลงมา 2 เดือนติด


ทำให้นักลงทุนกังวลว่า FED จะใช้นโยบายทางการเงินเชิงรุกต่อไป โดยในมุมของ FED Watch Tool จะเห็นได้ว่า ความคาดหวังในการขึ้นดอกเบี้ยของ FED สำหรับการประชุมครั้งหน้า ได้เริ่มปรับขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดมีโอกาส 67% ที่ FED จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% และให้โอกาส 33% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ย 1.00%


อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยมองว่าอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ มีแนวโน้มทรงตัวและเริ่มปรับตัวลงจาก 8.5 ในเดือนก.. สู่ 8.3% ในเดือนส.. ขณะที่ FED ไม่น่าจะดำเนินนโยบายทางการเงินเชิงรุกในระยะยาว เนื่องจากจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯชะลอตัวลงอีก หลังจากเกิด Technical Recession อยู่แล้ว


ในส่วนของตลาดหุ้นไทยแม้ถูกกดดันจาก Sentiment ดังกล่าว แต่จะไม่รุนแรง โดยตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงไม่ถึง 1% นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังมีความได้เปรียบหลายส่วน เพราะเหตุเกิดที่สหรัฐฯ ในขณะที่ดอกเบี้ยในประเทศยังไม่ได้ปรับขึ้นรุนแรง โดยประเมินว่าสิ้นปี 65 อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะอยู่ที่ระดับ 1.25% เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ที่คาดจะอยู่ที่ 4% และยุโรปอยู่ที่ 2% แสดงให้เห็นว่าแรงจูงใจในการ ย้ายเม็ดเงินไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัยในไทยยังน้อยกว่า หนุน MEYG ระหว่างตลาด หุ้นไทยกับตลาดตราสารหนี้ไทยยังกว้างกว่าสหรัฐมาก ในทางกลับกันแสดงให้เห็น ว่าตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจในมุม Valuation 


ขณะเดียวกันฝ่ายวิจัยประเมินว่ามีโอกาสที่เม็ดเงินจะไหลเข้าตลาดหุ้นไทยจาก 3 ปัจจัย คือ

  1. แรงกดดันการเร่งขึ้นดอกเบี้ยไทยยังช้ากว่าสหรัฐ หนุน MEYG ไทยยังกว้างกว่ามาก

  2. เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดี ในขณะที่ประเทษพัฒนาแล้วอาจเข้าสู่ภาวะ Recession

  3. สถานะทางการเงินไทยยังแข็งแรง สะท้อนได้จากทุนสำรองระหว่าง ประเทศไทยล่าสุดที่ 2.15 แสนล้านเหรียญ


สำหรับคำแนะนำการลงทุน ตลาดหุ้นไทยแม้จะได้รับผลกระทบแต่มีโอกาสที่จะผันผวนน้อยกว่าตลาดหุ้นโลก นักลงทุนสามารถทยอยสะสมเมื่อดัชนีย่อตัวได้ แต่หากดัชนีย่อตัวลงมาลึกราว
1,600 – 1,580 จุด ถือเป็นโอกาสเข้าสะสม เน้นหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว และราคายัง Laggard เช่น CBG ได้แรงหนุนจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นขึ้นมา 3 เดือนติดต่อกัน, CKP ได้แรงหนุนปริมาณน้ำที่สูงกว่าปกติ และยังเป็นช่วง High Season และ BLA ระดับ Bond Yield สหรัฐปรับขึ้นแรง และราคายัง Laggard หุ้นในกลุ่ม

ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้