Official Update :

TU ผลงานเตรียมฟื้นตัว รับไฮซีซั่น-เงินบาทอ่อนค่า โบรกเกอร์ชี้ราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยลบแล้ว

ไตรมาส 2/65 ที่ผ่านมา TU หรือ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,624 ล้านบาท ลดลง 32% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และลดลง 7% จากไตรมาสก่อนหน้า จากการขาดทุนพิเศษการตั้งสำรองการปรับโครงสร้างโรงงานรูเก้น ฟิช ในเยอรมนี และขาดทุนอื่นๆ แต่ภาพรวมดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้


ซึ่งไตรมาส 3/65 นี้ นักวิเคราะห์หลายสำนักก็มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ผลประกอบการของ TU จะตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ตามการเติบโตของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง high season ของธุรกิจ และค่าเงินบาทที่อ่อนค่า


นักวิเคราะห์จากบล.กรุงศรี ระบุว่า ผลประกอบการในไตรมาส 3/65 จะได้แรงสนับสนุนจาก 1. ยอดขายของธุรกิจ อาหารทะเลแปรรูปและอาหารสัตว์เลี้ยงเติบโตที่อย่างแข็งแกร่ง, 2. เป็นช่วง high season ของการส่งออก และ 3. ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง 4% จากต้นไตรมาส มาอยู่ที่ 36.6 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกันคาดว่า TU จะถูกกระทบไม่มากนักจากต้นทุนค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นในยุโรป เพราะต้นทุนค่าไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วนเพียง 5% ของ COGS และบริษัทมีแผนจะปรับราคาขายสินค้าเพื่อสะท้อนต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 4/65 (บริษัทปรับราคาขายสินค้าในฝรั่งเศสไปแล้ว)


ขณะเดียวกันบริษัทยังเน้นการปรับปรุงต้นทุน conversion cost เพื่อเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นในระยะยาว โดยบล.กรุงศรี ระบุว่า  TU ยังเดินหน้าลงทุนในโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพต้นทุน และระบบ automation อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าจะปรับปรุงต้นทุน conversion cost ปีละ 3% ระหว่างปี 2565-2568 โดยเฉพาะโรงงานในประเทศไทย ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าต้นทุน conversion cost ที่ลดลง 3% จะทำให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 0.5 ppt


ในส่วนของราคาหุ้น TU ปรับลดลงมาอยู่ในระดับ 17.20 บาท เท่ากับค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ -1.5 S.D. ซึ่งแสดงว่ามีความเสี่ยงด้าน downside ต่ำ ในขณะที่มี upside ถึงราคาเป้าหมายของบล.กรุงศรี อีก 18% ดังนั้นด้วย risk-reward ที่น่าสนใจทำให้ ยังคงคำแนะนำซื้อ TU ให้ราคาเป้าหมายที่ 20 บาท


ด้านนักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า เบื้องต้นคาดไตรมาส 3/65 ของ TU จะฟื้นตัวจากไตรมาส 2/65 จากปัจจัยฤดูกาลที่เป็น High Season ของธุรกิจ, เริ่มรับรู้ผลของต้นทุนปลาทูน่าที่ปรับลง และค่าขนส่งทางเรือที่คลี่คลายมากขึ้น ประกอบกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่าต่อเนื่อง แต่คาดกำไรจะยังชะลอตัวเมื่อเทียบไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จากGPM, ผลประกอบของ Red Lobster ที่ยังฟื้นตัวได้ช้า และหยุดรับรู้กำไรอื่นๆ จาก Red Lobster จากปีก่อนที่รับรู้กาไร 295 ล้านบาท


โดยฝ่ายวิเคราะห์ยังคงมุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มผลประกอบการในปี 2565 ของ TU แต่ประเมินว่าราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยลบดังกล่าวแล้ว และคาดกำไรจะพลิกกลับมาเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนได้ในปี 2566 หากปัจจัยกดดันด้านต้นทุนคลี่คลาย และผลประกอบการของ Red Lobster ฟื้นตัวได้มากขึ้น จึงคงประมาณการกำไรปี 2565 และ 2566 แต่ปรับ (Roll over) ไปใช้ราคาเป้าหมาย ณ สิ้นไตรมาส 2/66 อิงวิธี SOTP และให้พรีเมียม PER 2% จากการประเมิน Yuanta ESG Rating ได้ระดับ AA ทำให้ได้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 20.50 บาท มี Upside gain 23.5% จึงปรับคาแนะนาขึ้นจาก Trading เป็น “ซื้อ”



ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้