Official Update :

KBANK-KKP นำทัพเด่นสุดกลุ่มธนาคาร ที่จะมีอัตราการเติบโตอย่างโดดเด่น

โพยหุ้นสัปดาห์นี้ Wealthy Thai ได้หยิบยกหุ้นอีกกลุ่มที่นักลงทุนถามถึงมาโดยตลอด อย่างกลุ่มธนาคาร ซึ่งครั้งนี้จะพานักลงทุนมาอัพเดทความน่าสนใจของหุ้นกลุ่มนี้กันอีกครั้ง


มุมมองของนักวิเคราะห์บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า กลุ่มธนาคาร ให้น้ำหนักที่ Overweight  โดยเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวขึ้นจากการฟื้นตัวรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งจะส่งผลดีต่อกลุ่มธนาคารในแง่ของการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ในวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น


ทั้งนี้กนง. มีโอกาศจะทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ในการประชุมเดือนกันยายน และอาจจะขึ้นอีก 0.25% ในการประชุมเดือนพฤศจิกายน ซึ่งการปรับขึ้นดอกเบี้ยในจังหวะปานกลางแบบนี้จะช่วยธนาคารในการบริหารจัดการต้นทุนประกันเงินฝากที่จะขยับกลับขึ้นไปอยู่ระดับปกติที่ 0.46% หลังจากช่วงที่ลดอัตราประกันเงินฝากลงครึ่งหนึ่งเหลือ 0.23% สิ้นสุดลงในปลายปีนี้


อย่างไรก็ตามธนาคารส่วนใหญ่เตรียมพร้อมในการบริหารค่าใช้จ่ายส่วนนี้ โดยธนาคารได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้กับเงินกู้สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ และเงินกู้ในตลาดเงินไปแล้ว ซึ่งเป็นเหตุให้มาร์จิ้น เพิ่มขึ้นในไตรมาส 2/65


ขณะที่การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจะทำให้ธนาคารต่าง ๆ ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความเปราะบางได้หากมีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเร็วเกินไปที่จะเป็นผลลบกับลูกหนี้และธนาคาร


ทั้งนี้ ในกรณีที่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ในช่วงที่เหลือของปีนี้ (ขึ้นดอกเบี้ยรวม 0.50% ในปี 2565) โดยธนาคารต่าง ๆ น่าจะสามารถบริหารจัดการต้นทุนการประกันเงินฝากที่เพิ่มขึ้นได้ง่าย โดยไม่กระทบกับ NIM


แต่หากมีการขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.50% (ขึ้นดอกเบี้ยรวม 0.75% ในปี 2565) และยังเร่งขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องอีกในปีหน้าคาดว่าจะทำให้การฟื้นตัวของธนาคารไม่ราบรื่น แต่น่าจะยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้


นอกจากนี้หลังจากโครงการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ประสบปัญหาจาก COVID สิ้นสุดลงเมื่อปลายปี 2564 ธนาคารส่วนใหญ่ยังสามารถรักษาระดับ NPL ให้ทรงตัวอยู่ได้ อย่างไรก็ตาม ระดับ NPL ในปัจจุบันอาจจะยังไม่ได้สะท้อนสถานการณ์หนี้เสียที่แท้จริง เพราะรายได้ดอกเบี้ยค้างรับยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่ายังมีหนี้ผิดนัดชำระจำนวนมากยังอยู่บัญชีของธนาคาร และหนี้นี้ยังไม่ถูกบันทึกเป็นสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้


สำหรับ KKP มีสัดส่วนดอกเบี้ยค้างรับ/สินเชื่อสูงที่สุดที่ประมาณ 2.8% รองลงมาคือ TISCO (0.8%) KTB (0.8%) และ KBANK (0.6%) อย่างไรก็ตาม สัดส่วน LLR/สินเชื่อของ KTB และ BBL สูงที่สุดในกลุ่ม



KBANK และ KKP ถือเป็นธนาคารที่จะมีอัตราการเติบโตสูงตามภาวะเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ธนาคารอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่การดำเนินการแบบหลังวิกฤติ COVID ท่ามกลางความท้าทายของดอกเบี้ยขาขึ้น โดยจากแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป และราคาหุ้นที่ไม่แพง จึงมองว่าราคาหุ้นมีโอกาสปรับตัวลงแบบจำกัด โดยในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ ชอบ KTB ในแง่คุณภาพสินทรัพย์ที่ดี และเลือก KBANK จากความสามารถหารายได้เพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ในขณะที่เลือก KKP จากการฟื้นตัวของรายได้ที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน และผลขาดทุนจากการขายรถที่ยึดมาลดลง



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”

Most Viewed
Stock of the Day
BCP ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong เปลี่ยนชื่อเป็น "Bangchak Hong Kong" ปักฐานขยายการเติบโตสู่เอเชียเหนือ
เมื่อ 20 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
COCOCO ยกระดับ ESG สู่กลยุทธ์การเติบโต สร้างมูลค่าองค์กรและความเชื่อมั่นในระยะยาว
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
ลิสต์ 4 หุ้น Laggards ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม ต้นทุนผ่านจุดพีค หนุนครึ่งปีหลังฟื้น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Banking
ธอส. จัดโปร 7.7 ชวนเป็นเจ้าของบ้านคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า กับงานประมูลบ้านมือสองออนไลน์ ครั้งที่ 5 จัดเต็ม ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 2 ปี
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
REIT ยังน่าลงทุนไหม? เมื่ออัปไซด์เริ่มจำกัด แต่ปันผลยังเด่น
เมื่อ 5 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us