หุ้นไทยยังแข็งแกร่งกว่าหุ้นโลก นักวิเคราะห์มอง การเติบโตสูง - ใกล้เลือกตั้ง หากย่อตัวเป็นโอกาสเข้าสะสม
ธนาคารกลางสหรัฐ เดินหน้าปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.75 % ตามที่คาดการณ์มีผลทันทีให้หุ้นทั้งในสหรัฐและยุโรปปรับตัวลดลง แต่ในทางตรงกันข้ามตลาดหุ้นไทยยังดูแข็งแกร่งกว่าตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว โดยนักวิเคราะห์ มองว่า แม้ในระยะสั้นตลาดหุ้นมีโอกาสผันผวนตามกระแสตลาดหุ้นโลกที่หลายๆ ประเทศมีการเร่งขึ้นดอกเบี้ย หากมีการย่อตัวลงมาจึงถือเป็นโอกาสในการเข้าสะสม
โดยอะไรที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังดูแข็งแกร่งกว่าตลาดหุ้นโลก นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ให้ข้อมูลกับ Wealthy Thai ว่า ในฝั่งของอาเซียนจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าในฝั่งของยุโรป และสหรัฐ โดยเฉพาะไตรมาส 4/65 และไตรมาส 1/66 ทางยุโรปจะเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอย และในฝั่งของสหรัฐอเมริกามีโอกาสที่จะชอลอตัวจากการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง จึงทำให้นักลงทุนบางส่วนมองว่าอาเซียนเป็นเป้าหมายที่น่าสนใจ หรือเป็นแหล่งพักเงินที่ดี
ทั้งนี้อาเซียน ถือเป็นภูมิภาคที่เงินทุนสำรองอยู่ในระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย เป็นต้น โดยภาพของสถานการณ์ตลาดในแต่ละประเทศจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่หากมาสำรวจให้แถบอาเซียนไม่น่าจะเกิดวิกฤติอะไรในเร็วๆนี้ และยังมีโมเมนตัวเศรษฐกิจฟื้นตัวในทิศทางที่ดี ทำให้หุ้นไทย และอาเซียนในช่วงที่ผ่านมาแม้จะปรับตัวลดลง แต่ยังถือว่าน้อยกว่าตลาดหุ้นโลก
ขณะเดียวกันประเทศไทยยังมีประเด็นบวกจากการเลือกตั้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นช่วงเดือนพ.ค.66 ซึ่งในช่วงที่มีการเลือกตั้งมักจะเห็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทยอยออกมา เช่นล่าสุด คนละครึ่ง และการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ โดยนับจากนี้ไปน่าจะมีมาตรการอื่นๆทยอยออกมาอย่างต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้ง ทำให้แนวโน้มของกำลังซื้อ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศน่าจะอยู่ในทิศทางที่ดี
ดังนั้นหุ้นที่น่าเข้าลงทุนในช่วงนี้ มองว่าหุ้นที่มีแนวโน้มกำไรฟื้นตัวต่อเนื่อง ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นเปิดเมือง ไม่ว่าจะเป็น ท่องเที่ยว ห้างสรรพสินค้า ธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค ทั้งค้าปลีก การเงิน แม้ระยะสั้นผลประกอบการจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก แต่มองว่าให้รอซื้อเมื่ออ่อนตัวหลังประกาศงบไตรมาส 3/65 ไปแล้ว
ส่วนประเด็น Fund Flow หรือ เม็ดเงินลงทุนต่างประเทศ ที่ในเดือนกันยายนพลิกกลับมาเป็นขายสุทธินั้น หากมองนับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน จะมีประเทศไทย และอินโดนีเซียที่เม็ดเงินลงทุนต่างประเทศยังซื้อสุทธิ ส่วนภาพในเดือนกันยายนจะมีการขายสุทธิบ้าง มีการปรับพอร์ตบ้าง แต่ยังเป็นตัวเลขที่ไม่น่ากังวล
ด้านนายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลกับ Wealthy Thai ว่า ตลาดดุ้นไทยค่อนข้างจะมีทิศทางที่สอดคล้องกับตลาดหุ้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) โดยภาพรวมมองว่ามีความแข็งแกร่งกว่า North Asia และสหรัฐฯ
ทั้งนี้ประเด็นแรก โครงสร้างรายได้ของหุ้นไทยไม่ได้มีหุ้นเทคโนโลยีที่ไปกับกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ หรือเทคโนโลยีโลกมากนัก และเทคโนโลยีประเทศไทยอยู่ในจุดที่เริ่มเติบโตไม่เป็นช่วงของมูลค่าหุ้นที่แท้จริงที่แพงเหมือนฝั่งสหรัฐฯ เกาหลี และไต้หวัน
ส่วนอีกประเด็น คือ โครงสร้างส่วนใหญ่มาจากการพึ่งพาตัวเอง มีการเติบโตจากภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว และยังได้ประโยชน์จากราคาพลังงานบ้าง จึงทำให้โครงสร้างกำไรบริษัทจดทะเบียนของไทย ยังอยู่ในจุดที่ดี และฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเชิงเปรียบเทียบโดยรวมมีพัฒนาการเชิงบวกมากกว่า หรือได้รับผลกระทบน้อยกว่า
ดังนั้นจึงมองว่าหุ้นในกลุ่มที่จะมีความโดดเด่นในช่วงนี้ คือ Anti-Commodity ที่ราคาพลังงานโดยรวมเจอสุดสูงสุดไปแล้ว ทำให้ต้นทุนมีทิศทางปรับตัวลดลง เช่น SCGP, GPSC ถัดมากลุ่มที่อิงกับภาพรวมเศรษฐกิจภายในประเทศ ดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้น กำลังซื้อฟื้นตัว และ บอนด์ยิลด์ หรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตร ปรับเพิ่มขึ้น อาทิ SCB, TLI, BJC ส่วน High Growth คือ BE8, ERW
ขณะที่นักวิเคราะห์บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังดูแกร่งกว่าตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว โดยฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีความได้เปรียบตลาดหุ้นในแถบประเทศพัฒนาแล้วต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลต่างๆ ดังนี้
-
เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 65 ยังมีโอกาสเติบโตได้ดีเด่นกว่าประเทศพัฒนาแล้ว โดยกระทรวงการคลังยังเชื่อมั่นว่า GDP ปี 65 ของไทย มีโอกาสเติบโตในกรอบ 3 – 3.5% แสดงว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 65 มีโอกาสเติบโตเฉลี่ยที่ 3.6-4.6% สูงกว่า GDP ไตรมาส 2/65 เติบโต 2.5% และ GDP ไตรมาส 1/65 เติบโต 2.3%
-
กำไรบริษัทจดทะเบียนไทย 65 เติบโตได้ 2 หลัก และเติบโตต่อปีหน้า โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม Domestic โดยฝ่ายวิจัยประเมินกำไรบริษัทจดทะเบียนปีนี้เติบโต 12.6% และปีหน้ายังเติบโตต่อ 4.9% โดยเฉพาะกลุ่มหุ้น Ex Energy-Petro ปี 66 เติบโต 14.3%
-
Valuation ตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจ ทั้งดอกเบี้ยไทยที่ขึ้นได้ช้ากว่าประเทศพัฒนาแล้ว (คาดดอกเบี้ยไทยปลายปี 1.25% ถึง 1.5% และ Fed คาดดอกเบี้ยสหรัฐ 4.5%) พร้อมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและกำไรเติบโตได้ดีกว่าประเทศพัฒนาแล้ว หนุน MEYG65F ของไทยอยู่ที่ 4.6% กว้างกว่าสหรัฐ ซึ่งมี MEYG65F เพียง 1.5% ถือเป็นเกราะป้องกันการไหลกลับของเม็ดเงินสินทรัพย์เสี่ยงไปยังสินทรัพย์ปลอดภัยได้ดี
ดังนั้นสรุปภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังดูแข็งแกร่งกว่าตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว หนุนให้ Fund Flow ไหลเข้ามาพยุงดัชนีต่อเนื่องได้ แต่ระยะสั้นตลาดหุ้นมีโอกาสผันผวนตามกระแสตลาดหุ้นโลกที่หลายๆ ประเทศมีการเร่งขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งหากย่อตัวลงมาถือเป็นโอกาสในการสะสม
