เมย์แบงก์ มอง หุ้นไทยพร้อมพุ่งชน 1,700 จุด เงินนอกไหลเข้า - เศรษฐกิจฟื้นเป็นแรงหนุน
เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของปีกันแล้วอย่างไตรมาส 4/2565 ซึ่งต้องยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นค่อนข้างผันผวนอย่างมาก แต่ดูเหมือนว่าช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ จะมีสัญญาณที่น่าสนใจมากขึ้น เพราะนักวิเคราะห์ยังมองเป้าสิ้นปี 2565 ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) จะไปสู่ระดับ 1,700 จุดการมอง SET Index ไปสู่ระดับดังกล่าว ด้วยเหตุผลอะไร? Wealthy Thai จะพานักลงทุนไปหาคอบตอบ
โดยสะท้อนจากการประเมินของนักวิเคราะห์บล. เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ที่ออกมาระบุว่า ภาพการลงทุนในช่วงไตรมาส 4/65 คาด SET แกว่ง Sideways to Sideways Up ในกรอบ 1,570-1,700 จุด แรงหนุนจาก
1.การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ โดยประเมิน GDP ปีนี้เติบโต 3.2% และปีหน้า +3.8%
2.Valuation ของ SET ยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ (P/E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ที่ 16.4 เท่า)
3.ความหวังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ทั้งการบริโภค ท่องเที่ยวและการลงทุน ส่วนต่างประเทศแนะจับตา จีนคาดจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ซึ่งน่าจะเป็นแรงบวกต่อไทยเช่นกัน
4.กระแสเงินทุนคาดยังมีโอกาสไหลเข้าต่อเนื่องในช่วงโค้งสุดท้ายของปี
5.การปรับไปใช้เป้าหมายการเติบโตในปีหน้า (Rollover)
6.ตลาดหุ้นตอบรับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ไปมากแล้ว
อย่างไรก็ตามแนวโน้มกำไรในช่วงครึ่งปีแรกที่แข็งแกร่ง จากการขับเคลื่อนของกำไรในกลุ่มพลังงานเป็นหลัก ผสานกับแนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลังที่คาดเศรษฐกิจในประเทศยังขยายตัวดีด้วยแรงผลักดันจากภาคการท่องเที่ยวไทยที่เร่งตัวขึ้น หนุนให้กำไรสุทธิปีนี้มีโอกาสเติบโตสูง สู่ระดับ 1.28 ล้านล้านบาท คิดเป็น EPS ปีนี้ราว 103.5 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้น 8.8%จากปีก่อน และคาดกำไรสุทธิยังฟื้นตัวต่อเนื่องในปีหน้าอีก 6.7%
ทั้งนี้แม้มีการปรับ SET EPS เพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ดีความเสี่ยงจากโอกาสในการดำเนินนโยบายการเงินในช่วงไตรมาส 4/65 ก็เข้มงวดขึ้นเช่นกัน ดังนั้นจึงปรับกรอบค่าเฉลี่ย P/E อ้างอิงจากเดิมที่ใช้ 5 ปีย้อนหลัง เปลี่ยนเป็น 10 ปีย้อนหลัง เพื่อให้ครอบคลุมในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น จึงทำให้ระดับ P/E Ratio ที่เหมาะสมจะลดลงมาที่ 16.4 เท่า (Mean 10 Yrs.) โดยยังคงเป้าหมายของ SET ปีนี้ที่ 1,700 จุดตามเดิม ส่วนเป้าหมายปีหน้าประเมินที่ระดับ 1,815 จุด
โดยแนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังคงความน่าสนใจ จากการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปและจะเร่งตัวทำจุดสูงสุดของปีในช่วง ไตรมาส 4/65 โดยจะได้แรงหนุนจากการท่องเที่ยว การบริโภคภายในประเทศ ในช่วง High Season และภาคส่งออกที่ยังทรงตัวในระดับสูง
ทั้งนี้คาดการณ์ GDP ปีนี้ที่ระดับ +3.2% และฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่องในปี 2566 สู่ระดับ +3.8% ในขณะเดียวกันปัญหาเงินเฟ้อจะค่อยๆดีขึ้นจาก +6.3% ในปีนี้ลงสู่ระดับ +2.2% ในปี 2566 นำไปสู่โอกาสที่ กนง. จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายขึ้นในระดับที่ไม่รุนแรงจนซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงจากภายนอก

