โพยหุ้น คัด 5 หุ้นสุดเด่น ไตรมาส 4/65 ขานรับดัชนีปีนี้ทะยาน 1,700 จุด
เข้าสู่ช่วงไตรมาส 4/65 กันแล้ว แม้ในช่วงที่ผ่านมาสถานการณ์ตลาดทุนจะค่อนข้างผันผวน แต่ดูเหมือนว่านักวิเคราะห์มีมุมมองที่ดีต่อโค้งสุดท้ายของปี 2565 เพราะปัจจัยบวกที่เกิดขึ้นในประเทศไทย กำลังจะส่งดีต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งในช่วงไตรมาสนี้หุ้นไหนน่าสะสม Wealthy Thai หาคำตอบให้แล้ว
สะท้อนจากบล. เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า กลยุทธ์การลงทุน แนะนำย่อตั้งรับโดยเน้นหุ้นที่อิงกับการฟื้นตัว ของเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก โดยแนะนำ กลุ่มท่องเที่ยว, ค้าปลีก, ธนาคาร, รับเหมาก่อสร้าง และหุ้นที่มีกำไรเติบโตสูง ซึ่งหุ้นเด่นในช่วงไตรมาส 4/65 แนะนำทยอยสะสม AOT, CK, JMART, KKP, SNNP
AOT เป้าหมาย 80 บาท คาดจะได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวอย่างแข็งแรงของการท่องเที่ยวในประเทศ และระหว่างประเทศ โดยมีโอกาสที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะขึ้นสู่ระดับประมาณ 1.5 ล้านคนต่อเดือน และอาจพลิกมากำไรได้ในไตรมาสนี้ โดยในปีปฏิทินไตรมาส 4/65 เป็นปีการเงินใหม่ (งวดไตรมาส1/66) ของ AOT ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มของกำไรในปี 66 ที่ประมาณ 11,000 ล้านบาท
CK เป้าหมาย 28 บาท BEM ชนะประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม 1.27 แสนล้านบาท คาดลงนามภายในสิ้นปีนี้ จะหนุน Backlog CK เพิ่มเป็น 1.52 แสนล้านบาท ทำสถิติใหม่ ขณะที่โรงไฟฟ้าหลวงพระบาง 1,460 MW มีงานก่อสร้าง 8 หมื่นล้านบาท คาดลงนามภายในปีนี้ หนุน Backlog 2.32 แสนล้านบาท เข้าสู่ New S-Curve นอกจากนี้บริษัทลูก BEM, CKP, TTW รวมมีมูลค่าสูงถึง 38 บาทต่อหุ้น
JMART เป้าหมาย 75 บาท คาดกำไรหลักปีนี้เติบโตแข็งแกร่ง 60%จากปีก่อน แรงหนุนจากการเติบโตของบริษัททุกตัวในเครือ (JMT, SINGER, J, J-Mobile, KBJ, JVC) โดยปี 66 คาดกำไรสุทธิจะเดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่ จากธุรกิจเดิมที่โตก้าวกระโดดผสานการทำ Synergy ภายในกลุ่ม และการหาพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ๆ รวมถึงการปลดล็อก Value ของบริษัทลูก ช่วยต่อยอด J-Curve
KKP เป้าหมาย 92 บาท มองปีนี้รายได้ดอกเบี้ยโตสูงและค่าใช้จ่ายสำรองลดลง หนุนกำไรเติบโต 23%จากปีก่อน ส่วนค่าธรรมเนียมวาณิชธนกิจจะสูงขึ้นจากครึ่งปีแรก เนื่องจากการขายหุ้น IPO ในครึ่งหลังปี 65 โดย KKP ซื้อขายที่ PER ปี 65 ที่ 7.7 เท่า ต่ำกว่า TISCO ที่ 10.6 เท่า ขณะที่กำไรเติบโตสูง, คุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้น, Valuation และเงินปันผลน่าสนใจ
สุดท้าย SNNP ราคาเป้าหมาย 21.2 บาท มองว่า โมเมนตัมยอดขายดีทั้งในและต่างประเทศ คาดจะทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง จากการบริโภคเพิ่มขึ้น สินค้าใหม่ได้การตอบรับดี และขยายช่องทางขาย ขณะที่การเปิดโรงงานในเวียดนามจะเพิ่มโอกาสการเติบโตจากการขยายฐานลูกค้า รวมทั้งประหยัดต้นทุนการผลิตและการขนส่ง โดยคาดกำไรปกติปี 2565-66 เติบโต 53% และ 21% ตามลำดับ
ทั้งนี้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังคงความน่าสนใจ จากการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปและจะเร่งตัวทำจุดสูงสุดของปีในช่วงไตรมาส 4/65 โดยจะได้แรงหนุนจากการท่องเที่ยว การบริโภคภายในประเทศ ในช่วง High Season และภาคส่งออกที่ยังทรงตัวในระดับสูง
ดังนั้นจึงคาดการณ์ GDP ปีนี้ที่ระดับ +3.2% และฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่องในปี 2566 สู่ระดับ +3.8% ในขณะเดียวกันปัญหาเงินเฟ้อจะค่อยๆดีขึ้นจาก +6.3% ในปีนี้ ลงสู่ระดับ +2.2% ในปี 2566 นำไปสู่โอกาสที่ กนง. จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายขึ้นในระดับที่ไม่รุนแรงจนซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงจากภายนอกโดยยังคงเป้าหมายของ SET ปีนี้ที่ 1,700 จุดตามเดิม ส่วนเป้าหมายปีหน้าประเมินที่ระดับ 1,815 จุด

